29 ก.พ. 2020 เวลา 23:38 • ไลฟ์สไตล์
กว่าจะเป็นสายลับ ตอนที่ ๑
ผมขอสารภาพครับ ทั้งขอสารภาพผิดและขอ สารภาพบาปพร้อมกันไปเลยนะครับ เพราะผมทำผิดทั้วสองกรรมพร้อม ๆ
สารภาพผิดที่ปกปิดตัวเองต่อเพื่อน ๆ หรือคนที่เคยรู้จัก ซึ่งคบหาสมาคมกับผม และขอสารภาพบาปที่ทำผิดศิลถึง 3 ใน 5 ข้อ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2520
ผมหวังอย่างยิ่งว่า หากทุกท่านได้อ่านเรื่องนี้ตั้งแต่แรกจนจบ คงจะให้อภัยในความผิดที่ถูกผมกระทำเหมือนหลอกลวงท่าน เพราะในห้วงเวล่านั้น ผมจำเป็นต้องปกปิด และปลอมแปลงตัวเองจริง ครับ
แต่สำหรับการทำบาป ประพฤติผิดศิลถึง 3 ใน 5 ข้อนั้น ผมไม่ทราบว่าจะต้องไปไถ่บาปกับใครที่ไหนครับ
เคยสนธนาธรรมกับพระเพื่อน ซึ่งมิได่เกี่ยวกับพระแพง แต่เป็นเพื่อนที่ไปบวชเป็นพระ ได้รับคำตอบว่า
"ศาสนาพุทธต่างจากศาสนาอื่นนะโยม ใครที่ได้ทำบาปทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ จะต้องรับกรรมนั้นและต้องชดใช้กรรมไปจนกว่าจะหมด หากชาตินี้ชดใช้ไม่หมด ก็ต้องไปชดใช้ในชาติหน้าหรือภพหน้าต่อไป พระเพื่อนให้ความรู้ผมต่อว่า
"ต่างจากศาสนาอื่นอย่างศาสนาคริสต์นั่น ใครที่รู้ตัวว่าทำบาป สามารถที่จะสารภาพบาปต่อหน้านักบุญในโบสถ์ได้ หรือในศาสนาอิสลาม เท่าที่อาตมาเคยศึกษามาก็ไถ่บาปได้นะ ขึ้นอยู่กับว่า ทำบาปกับพระเจ้า หรือกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน"
ความคิดที่จะบวชเพื่อไถ่บาปของผมจึงพับไป แต่เมื่อคิดถึงวิธีไถ่บาปแบบคริสต์ ผมจึงพบทางออกครับ คือแทนที่เจอใครแล้วไปยืนเล่าให้เขาฟังว่า สมัยหนุ่ม ๆ ผมได้ทำอะไรลงไปบ้าง ก็อาจโดนยันกลับมาซะก่อน
ผมจึงคิดว่าจะใช้วิธี "เขียน" ถึงสิ่งที่ได้ทำลงไปให้ผู้อื่นได้รับทราบนั่นเอง
ก็ได้แต่หวังว่า สำหรับความผิดที่กระทำลงไปของผม จะได้รับการอโหสิกรรมจากคนที่รู้ความจริงจากขอเขียนที่เสมือนดั่งคำสารภาพนี้นะครับ ช่วงนั้น ผมจำเป็นต้องปกปิด และปลอมแปลงตัวเองจริง ๆ ครับ
 
ในปี 2520 นั้น อาชีพจริง ๆ ของผมคือเป็นข้าราชการครับ รับราชการเป็นเจ้าหน้าที่การข่าว ของ หน่วยข่าวกรองทางทหาร มีชื่อที่ฟังดูหรือเห็นแล้ว ทำให้นึกว่าเป็นบริษัทจัดหายาม หรือเรียกกันโก้ ๆ ว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามห้าง หรือตามหมู่บ้านจัดสรร นั่นแหละ
หน่วยข่าวกรองทางทหารแห่งนั้นคือ "ศูนย์รักษาความปลอดภัย" ที่ไม่มีคำว่า "แห่งชาติ" ต่อท้าย เหมือนที่สื่อมวลชนจำนวนมากเข้าใจกันผิด ๆ แล้วชอบเขียนในข่าวว่า ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ไงครับ
หน่วยงานแห่งนี้มีอักษรย่อ สำหรับเรียกตัวเองและให้สมาชิกประชาคมข่าวกรอง รวมไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลและในกองทัพเรียกกันง่าย ๆ ว่า ศรภ.
มีชื่อเป็นภาษาปะกิตว่างงง
ภารกิจหลักของ ศรภ.คือ..
งานในหน้าที่ของผมก็คือ หาข้อมูลต่าง ๆ ส่งมอบให้ผู้บังคับบัญชา และอน่นอนละครับว่า ต้องหาในทางลับ ผ่านแหล่งข่าวอละเครื่องมือทางเทคนิคมากมายก่ายกองซึ่งเมื่อ 40 ปีที่แล้วยังไม่อย่างดาษดื่นเหมือนยุคนี้
งานในหน้าที่ผมนั้น ถ้าเรียกให้กระชับหน่อยก็คือ "สายลับของทางทหาร" หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่า "สายลับทหาร" ก็ได้ จะได้ไม่ไปปนกับ "สายลับพลเรือน" (เจ้าหน้าที่การข่าว ของ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) หรือ "สายลับตำรวจ" (เจ้าหน้าที่ตำวจสันติบาล)
ผมทำงานที่ ศรภ.ตั้งแต่ปี 2520 แล้วลาออกในปี 2532 หลังได้รับพระราชทานยศเป็น เรือเอก ตอนที่ผมลาออกนั้น ทั้งเพื่อนและรุ่นพี่รุ่นน้าพากันคิดว่า ไอ้มาศมันท่าจะบ้า
การเข้าทำงานในหน่วยข่าวแห่งนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นนายทหารระดับผู้กองแล้ว อีกไม่กี่ปีก็ได้เป็นผู้พัน.. ดันลาออกซะนี่ ก็จริงอย่างที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ เขาทักท้วงกันนั่นแหละว่า “กว่าจะเป็นสายลับ” ได้ ในไม่ใชเรื่องง่ายเลยนะครับ...
ดังนั้นเรื่องที่จะเขียนให้อ่าน จึงต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ ปฐมวัยนั่นแหละ ..แล้วที่นำมาเขียนถึงนี่ ผมไปเจอในแฟ้มข้อมูลแหล่งข่าว ของ ศรภ. แต่ผมเอาเพิ่มให้สมบูรณ์มากขึ้น ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวผมเองซะมาก
ท่านผู้ใดคิดว่าน่ารำคาญจะข้ามไปก่อนก็ได้ครับ - เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ
ผมเป็นชาวจังหวัดสุโขทัย เกิดที่ตำบางเมืองบางยม ริมแม่น้ำยม ในพื้นที่อำเภอสวรรคโลก แต่ตัวบ้านเกิดอยู่ค่อนมาทางอำเภอศรีสำโรง หรือคลองตาลค่อนข้างมาก
ผมเกิดวันอังคารที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๑ นับถึงปีนี้ก็ ๗๒ ปีเข้าไปแล้วทำให้รู้สึกแปลกใจมากว่า ทำจึงมีชีวิตอยู่มาถึงวันนี้ได้ ทั้ง ๆ ที่ผมควรจะตาย ตั้งแต่อายุ ๑๕ หรือ ๑๖ ปีไปแล้ว...
.
เรื่องที่ว่า ผมควรจะตายตอนอายุ ๑๕ – ๑๖ นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่พ่อกับแม่ผมไม่ได้อยู่ด้วยกันตั้งแต่ตอนผมอายุได้ ๓ ขวบ เมื่อผมโตพอรู้ภาษา และเป็นคนช่างซักซ่างถาม ญาติ ๆ ทางแม่คือ ยาย ป้าสะไภ้ และ น้า ๆ ทั้งหลาย บอกให้ผมรู้ว่า ทำไมเตี่ยกับแม่เลิกกัน ว่า
“เตี่ยเองเป็นคนเมืองเก่าเหนือ.. ติดทางนักเลง แล้วก็หน้าตาดี ออกจะเจ้าชู้.. อยู่กับแม่เอ็งก็ทะเลาะกันเกือบทุกวัน เวลาทะเลาะกันเตี่ยเอ็งชอบโยนสมบัติออกมาจากบ้าน..” น้าเล่าถึงตอนนี้แล้วหัวเราะ “พอคืนดีกันก็ช่วยกันเก็บ” น้าบอกว่า นาน ไป เตี่ยเอ็งเขาคงรำคาญจึงหนีกลับไปอยู่เมืองเก่า”
นั่นคือประวัติย่อ ๆ ของเตี่ย ที่ผมไม่เคยเห็นหน้าตั้งแต่เกิด พยายามแสวงหารูปเตี่ยมาดู แต่ก็หาไม่ได้ เพราะยุคนั้นยังไม่มีมือถือให้ถ่ายรูปนี่ครับ
“เอ็งอยากเห็นหน้าเตี่ยเอ็งเหรอ...”ป้าสะไภ้ที่เลี้ยงผมกับน้องชายคนเดียวมาพร้อมกับลูก ๆ ของท่านบอก เมื่อผมถามถึงรูปถ่ายของเตี่ยว่า
“..โน่น ไปยืนหน้ากระจกตู้ แล้วจะเห็นเองแหละ เอ็งนี่ยิ่งโต หน้ายิ่งเหมือนเตี่ยเองนะ” ผมจึงเลิกถาม
ป้าสะไภ้เล่าว่า ตอนเล็ก ๆ ผมขี้โรค เป็นโรคที่คนโบราณเรียกว่า โรคตาลขโมย ผมลองเข้าไปถามอากู๋แล้ว แกบอกว่า สมัยใหม่เขาเรียกโรคขาดสารอาหาร ตอนเล็ก ๆ ตัวซีดเหลือง ท้องป่องจะตายไปก็หลายหน แต่ที่รอดมาได้เพราะยายทับทิมมีเมตตาแอบหยอดน้ำใส่ปาก ทั้ง ๆ ที่มีคนห้ามเพราะเกรงว่าท้องที่ป่องของผมจะแตก..
ญาติ ๆ ที่เลี้ยงดูผมจึงตกลงใจตั้งชื่อให้ผมว่า ผาสุก คงเป็นเพราะต้องการให้ผมมีชีวิตที่ผาสุกเหมือนคนอื่นเขา ส่วนน้องชายสุขภาพดี ชื่ออะไรอย่าไปรู้เลยนะครับ ... ก็ผมกำลังเล่าเรื่องผมนี่ครับ
ชีวิตผมตอนเด็ก ๆ ก็เหมือนเด็กในละแวกนั้น กิน เล่น นอน ช่วงเย็นก็วิ่งลงตลิ่งไปอาบน้ำในแม่น้ำยมที่ไหลผ่าน สมัยนั้นริมตลิ่งบ้านยายผมเป็นทางลาดลงไปหาหาดทราย ชาวบ้านจึงอาศัยปลูกผักตามฤดูกาล เช่น ถั่วฝักยาว ต้นหอม ผักกาด ไปจนหัวผักกาด หรือที่เรียกว่าหัวไชเท้า ที่จำได้เพราะเคยช่วยญาติผู้ใหญ่เดินย่ำไป โรยเกลือไป เพื่อเก็บไว้ทำกับข้าว
ที่หาดทรายที่กว้างและยาวเป็นเวิ้งนั้น ชาวบ้านขุดบ่อไว้หลายบ่อ ใช้ทางมะพร้าวบ้าง ยอดลำไฝ่บ้างมากคลุมปากบ่อ ป้องกันคนเด็ก ๆ ตกลงไปครับ บางบ่อเป็นบ่อน้ำ ...สมัยเล่นแม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน พอถึงตอนร้องว่า น้ำบ่อทราย ย้ายไปย้ายมาผมจึงนึกภาพออก
น้ำในบ่อทรายนี่ชาวบ้านจะตัดใส่ถังแล้วหาบขึ้นไปใส่โอ่งในบ้านไว้กินแทนน้ำฝนครับ
บางบ่อที่หาดทรายนั้น ชาวบ้านก็ใช้เพาะถั่วงอก อย่างของป้าสะไภ้ผมมีกับเขาบ่อหนึ่ง ก่อนอาบน้ำป้าจะโรยเมล็ดถั่วเขียวลงไปแล้วเอาทรายกลมบาง ๆ ตักน้ำมาพรมพอทรายเปียก แล้วเอาทางมะพร้าวคลุม ตอนเช้าก็ลงมาเก็บไปใส่ก๋วยเตี๋ยวขาย ถั่วงอกจึงสด กรอบ สะอาด ดีกว่าซื้อจากตลาดครับ
พอโตขึ้นหน่อย ญาติก็พาไปฝากเป็น เด็กวัด ที่วัดท่าทอง ซึ่งอยู่ริมถนนสายสวรรคโลก-สุโขทัย ชีวิตในวัดก็สนุกไปอีกแบบ แต่จะไม่เขียนถึงละครับเพราะนานมากจนจำความแทบไม่ได้ ยกเว้นเรื่องร้าย ๆ ที่ยังไม่ลืม เช่น การทำไฟเย็นใส่เพื่อนนิ้วตีนของเพื่อนเด็กวัดด้วยกัน
ขอขยายความเรื่อง ไฟเย็นนิดนะครับว่า การทำไฟเย็นคือเอาก้านไม้ขีดที่จุดแล้วเหลือก้านดำ ๆ เหมือนถ่านไปเสียบระหว่างนิ้วเท้าเพื่อน แล้วจุดไฟไป ใส่ก้านดำ ๆ ของไม้ขีดนั้น
แล้วรีบกลับไปนอนดูผลงานด้วยใจระทึก อีกสักครู่ เพื่อนที่หลับอยู่จะสะดุ้ง ตื่นเพราะถ่านจากก้านไม้ขีดดำ ๆ กลายเป็นสีแดงลามไปถึงง่ามนิ้วเท้า... ขออโหสิด้วยนะเพื่อน
ผมเป็นเด็กวัดได้ไม่นาน ก็มีคุณครูในอำเภอสวรรคโลก เพื่อนของแม่ มาขอผมไปเลี้ยงและส่งเสียให้เรียนชั้นปฐม ที่โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ (เท่าที่ถามอากู๋ ตอนนี้โรงเรียนนี้ยังอยู่)
แต่เรียนได้ไม่ได้นาน ก็มีผู้ใจบุญที่ไม่มีบุตรได้ขอผมมาเป็นบุตรบุญธรรม พาผมไปอยู่บ้านท่านในบริเวณวัดโบสถ์ สามเสน พาไปแจ้งย้ายเข้าทะเบียนบ้านท่านที่อำเภอดุสิต และโดยไม่ทราบว่าเตี่ยผมแซ่หรือนามสกุลอะไร จึงเอานามสกุลแม่มาแจ้ง ผมจึงกลายเป็น ด.ช.ผาสุข ทักษณา ตั้งแต่นั้น
ตอนที่ท่านขอผมมานั้น คงเห็นสภาพร่างกายของผมที่ตัวเหลืองหน้าเหลือง จึงพาผมไปตรงสุขภาพที่โรงพยาบาลกลาง แล้วหมอที่โรงพยาบาลกลางก็บอกคุณลุงคุณป้าผู้มีพระคุณของผมว่า
“ไอ้ตี๋ (ชื่อเล่นผมตอนเด็ก ๆ ครับ) นี่อยู่ได้อีกไม่กี่ปี ...อายุซัก ๑๕ หรือ ๑๖ ก็คงไป เพราะมีลิ้นหัวใจรั่วอยู่ข้างหนึ่ง”
แต่ผมก็อยู่มาได้ถึงวันนี้... และก่อนที่จะอยู่มาถึงวันนี้ ชีวิตผมเหมือนลูกบอลครับ คือมีคนเอาไปเลี้ยง เลี้ยง พอเบื่อก็เขี่ยไปให้คนอื่นเลี้ยงต่อเป็นที่สนุกสนานของทุกคน
(เริ่มเผยแพร่ทุกอาทิตย์ เริ่ม ๑ มีนาคม ๒๕๖๓)
โฆษณา