4 มี.ค. 2020 เวลา 17:08 • บันเทิง
เอ่ยชื่อคือคำว่ารัก | Call me by your name
Call me by you name
ภาพยนตร์เรื่อง Call me by your name ที่เข้าฉายในปี 2017 เป็นภาพยนตร์พรีเรียดแนวโรแมนติก ดราม่า ซึ่งได้เข้าชิงและได้รับรางวัลภาพยนตร์นานาชาติหลายเวทีเลยทีเดียว และเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ผมรู้สึกว่ามันให้คุณค่าจิตใจหลายอย่าง ทั้งวิธีการเล่าเรื่อง มุมกล้องและการเลืองนักแสดงก็ทำออกมาได้ดี
พ่อของเอลิโอกับโอลิเวอร์ ผู้ช่วยวิจัยเกี่ยวกับโบราณคดี
ผมมองว่า Call me by your name ด้วยความที่เป็นภาพยนตร์มุมกว้างให้อารมณ์สมจริง เราจะได้เห็นการถ่ายทอดอารมณ์ผ่ายภาษากาย นักแสดงทุกคนสามารถถ่ายทอดความรู้สึกของแร็คเตอร์นั้นออกมาราวกับชีวิตจริง ทั้งเคมีของนักแสดงแต่ละคนก็เข้ากันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมภาพยนตร์เรื่อง Call me by your name ได้รับรางวัลออสก้า สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รวมถึงตัวนักแสดงเองก็ได้รับรางวัลและผ่านการเข้าชิงรางวัลมากมายจากหลายเวทีเช่นเดียวกัน
ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเล่าเรื่องราวความรักอีกรูปแบบหนึ่งในช่วงยุค 80 ของหนุ่มน้อยเอลิโอ วัย 17 ปี กับรุ่นพี่โอลิเวอร์ หนุ่มอเมริกัน วัย 24 ปี ผู้ช่วยวิจัยด้านโบราณคดีของซามิ พ่อของเอลิโอ เป็นการนำเสนอฉากของประเทศอิตาลีทางตอนเหนือนในช่วงปี 1983
เอลิโอเป็นหนอนหนังสือ มีพรสวรรค์ด้านดนตรี มีบุคลิกร่าเริงและเป็นเด็กขี้อ้อน ส่วนโอลิเวอร์มีความสุขุม เฟร็นด์รี และภายในลึก ๆ เป็นคนที่แคร์ความรู้สึกคนรอบข้าง
สนามวอลเลย์บอล
ความรักอันบริสุทธิ์และไร้ขีดจำกัดของหนุ่มน้อยเอลิโอกับโอลิเวอร์ ที่ต่างฝ่ายต่างแอบชอบกัน เพียงแต่ทั้งสองต่างก็กลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเองไว้ไม่ให้อีกฝ่ายรับรู้ ความขี้อ้อน ความน่ารัก ความอ่อนโยนของเอลิโอเป็นจุดเด่นของคาแร็คเตอร์นี้ การอ่อยที่แกล้งทำเป็นไม่สนใจ แต่ลึก ๆ ข้างในแอบมองอยู่ห่าง ๆ ส่วนโอลิเวอร์เองก็ได้เข้าหาเอลิโอทางอ้อมเพื่อสื่อให้เอลิโอเช่นเดียวกัน
การตกหลุมรักใครสักคนที่ใกล้ชิดมันยากที่จะแสดงออกให้เขารับรู้ เพราะการที่เราเลือกความสัมพันธ์หนึ่งอาจทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปก็ได้ ความคลุมเคลือที่ต่างคนต่างก็อยากจะเดินต่อไปข้างหน้า
I think he loves you to more than do you.
ความสัมพันธ์ของเอลิโอกับโอลิเวอร์ค่อย ๆ พัฒนาขึ้น ก็เนื่องมาจากที่ผ่านทั้งสองเคยได้ร่วมทริปออกไปสำรวจวัตถุทางโบราณคดีกับพ่อ และได้ไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่ตลอดเวลา บทสนทนาที่แม่คุยกับเอลิโอว่า "I think he loves you to more than do you." เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เอลิโอจะตัดสินใจสารภาพรักโอลิเวอร์ ความรักของหนุ่มน้อยเอลิโอเป็นความสัมพันธ์ที่เริ่มจากศูนย์และเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน มันเป็นความรักที่เรียบง่าย ไม่หวือหวา และมีความโรแมนติกอยู่ในตัว
สำรวจโบราณวัตถุ
กว่าทั้งสองจะเผยความรู้สึกแท้จริงของตัวเองก็ใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง ถึงแม้ความรักนั้นจะอยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ แต่ก็ทำให้ทั้งเอลิโอและโอลิเวอร์มีความสุขไม่น้อย และทำให้ทั้งสองฉุดคิดขึ้นมาว่าที่ผ่านมาเราเสียเวลาไปกับอะไร ถ้ารู้ว่าเราชอบกันตั้งนานแล้ว ทำไมถึงไม่เผยความรู้สึกตั้งแต่ตอนนั้นเลย อันที่จริงโอลิเวอร์ก็เคยส่งซิกให้เอลิโอ แต่ด้วยขณะนั้นเอลิโอยังมีอคติกับโอลิเวอร์ เพราะคำพูดฮ้วน ๆ ของโอลิเวอร์ดูเหมือนจะทำให้เอลิโอคิดว่าเขาไม่มีมารยาท ด้วยความที่วัฒนธรรมการแสดงออกของอเมริกันจะค่อยข้างแตกต่างจากวัฒนธรรมทางฝั่งยุโรป
สารภาพรัก
จูบแรกของเอลิโอ
มาเซียร์เพื่อนรักของเอลิโอ
หลังจากที่เอลิโอเผยความรู้สึกออกไป กลับทำให้โอลิเวอร์ไม่กล้าคิดเกินเลย จูบแรกของเอลิโอที่อยู่ริมน้ำทำให้โอเวอร์ตีออกห่าง เพราะกลัวว่าจะทำให้เอลิโอเสียใจในอนาคตความขัดแย้งของความรู้สึกทำให้เอลิโอเผลอไปมีความรู้สึกกับมาเซียร์ที่เป็นเพื่อนตัวเอง และเล่าความสัมพันธ์กับมาร์เซียร์อย่างเปิดเผยเพื่อให้โอลิเวอร์หึงหวง แต่ในทางกลับกันกลับทำให้เอลิโอยิ่งมีความรู้สึกต่อโอลิเวอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ ซะงั้น
ทั้งสองเริ่มกลับมาสานสัมพันธ์อีกครั้ง
ฉากที่เอลิโอเลือดกำเดาไหลตอนนั่งอยู่โต๊ะอาหารแล้วลุกเดินไปห้องครัวเพื่อหาน้ำแข็งมาประคบ เป็นฉากที่โอลิเวอร์แสดงความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่หลบหน้ากันมานาน โอลิเวอร์เดินตามเข้าไป ณ ตอนนั้นเป็นโอกาสที่เขาทั้งสองได้เปิดเผยความรู้สึกกันมากขึ้น คำพูดกวน ๆ ของเอลิโอและการกระทำอันแสนจะโรแมนติกของโอลิเวอร์ ทำให้ทั้งสองได้สานสัมพันธ์ต่อกันอีกครั้ง
ให้เรียกฉันด้วยชื่อของคุณ แล้วฉันจะเรียกคุณด้วยชื่อของฉัน
ฉากที่เอลิโอกับโอลิเวอร์นอนอยู่บนเตียงด้วยกัน ร่างกายและความรู้สึกที่แนบแน่น โอลิเวอร์พูดว่า "Call me by your name. And I'll call you by mind." การบอกรักแบบไม่ได้พูดตรง ๆ แต่มันสื่อความหมายออกมาจากความรู้สึกข้างใน เมื่อความรักพัฒนาขึ้นมาอีกขั้น ทำให้เอลิโออดคิดไม่ได้ว่า ถ้าโอลิเวอร์กลับไปแล้วมันจะเป็นยังไงต่อ
Just because you can't express your feelings it doesn't mean we're not deep.
ถึงแม้มันจะเป็นช่วงซัมเมอร์สั้น ๆ ทั้งสองใช้ชีวิตไปไหนมาไหนด้วยกันจนทำให้ความสัมพันธ์มีความใกล้ชิดกันมากกว่าเดิม เรื่องราวความรักของเอลิโอกับโอลิเวอร์เป็นความรักที่ให้อารมณ์ความรู้สึกซ้อนที่ความรู้สึกขึ้นมาอีกที และมีความลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย
Are you happy I came here?
I would kiss you if I can
การได้รักใครสักคน ก็อยากจะอยู่ใกล้ ๆ คนที่เรารักให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เอลิโอขี่จักรยานไปหาโอลิเวอร์ในตัวเมือง พอเจอหน้ากัน เอลิโอพูดว่า "I just wanted to be with you." "Are you happy I came here?" โอลิเวอร์ตอบกลับไปว่า "I would kiss you if I could." การแสดงความคิดถึงที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกอันแสนโรแมนติกที่อยู่ในทุกถอยคำ
ทริปครั้งสุดท้ายก่อนที่โอลิเวอร์จะกลับอเมริกา
ช่วงซัมเมอร์สั้น ๆ กำลังจะผ่านไป ทั้งสองได้เดินทางท่องเที่ยวด้วยกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่โอลิเวอร์จะกลับอเมริกา ช่วงเวลาเพียงแค่ 3 วันเป็นช่วงที่มีคุณค่าที่สุดสำหรับเอลิโอมาก ๆ และเป็นความทรงจำครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองได้อยู่ด้วยกัน
เอลิโอส่งโอลิเวอร์ขึ้นรถไฟ
กระทั้งถึงวันที่โอลิเวอร์ต้องกลับอเมริกา เอลิโอได้ไปส่งโอลิเวอร์ที่สถานีรถไฟ ทั้งสองได้กอดกันโดยไม่มีคำพูดใด ๆ มีเพียงภาษากายสื่อออกมาอย่างชัดเจนว่าทั้งเอลิโอและโอลิเวอร์ไม่ได้อยากจะจากกันไปไหน เพราะที่ผ่านมาโอลิเวอร์เคยพูดในเชิงที่อยากจะอยู่ต่อที่นี่กับเอลิโอ มันเลยทำให้เอลิโอคาดหวังกับความรักครั้งนี้อย่างมาก
ขณะที่รถไฟที่โอลิเวอร์นั่งได้เคลื่อนขบวนออกจากชานชลา และความรู้สึกอัดอั้นของเอลิโอมันอึนอยู่ข้างใน มันจุกจนพูดอะไรไม่ออก...ทำอะไรไม่ถูก เอลิโอจึงโทรหาแม่ให้มารับที่สถานีรถไฟ
แม่มารับเอลิโอที่สถานีรถไฟกลับบ้น
ในระหว่างทางที่แม่จอดรถ เอลิโอได้เจอกับมาร์เซีย และมาร์เซียได้เดินเข้ามาหาแล้วบอกกับเอลิโอว่า "ฉันอยากจะเป็นเพื่อนกับนายอยู่..." แม้ว่าความสัมพันธ์ของเอลิโอกับมาร์เซียจะไม่ได้ลงเอยด้วยความรักแบบหนุ่มสาว แต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพพ้องเพื่อนที่ดีต่อกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยาก
We can be friend.
พอกลับไปถึงบ้านเป็นฉากที่เอลิโอกับพ่อนั่งคุยกัน เป็นหนึ่งฉากที่ประทับใจที่สุด ในชีวิตจริงนอกจากแม่ มันค่อนข้างยากที่พ่อจะเข้าใจลูกและคุยกันอย่างเปิดใจ ไม่เชื่อว่าพ่อจะมีภูมิหลังคล้าย ๆ เอลิโอ มันทำให้เอลิโออยู่ในภาวะที่ผ่อนคลาย พ่อเข้าใจลูกในฐานนะมนุษย์คนที่เคยผ่านเหตุการณ์แบบมานี้มาก่อน พ่อเองก็เคยมีความรู้สึกแบบนี้กับเพื่อนผู้ชายเหมือนกัน แต่มันมีเหตุผลและปัจจัยที่ทำให้พ่อต้องยับยั้งความสัมพันธ์นั้นลง
เอลิโอกับพ่อเปิดใจคุยกัน
พ่อได้บอกกับเอลิโอว่า "We rip out so much of ourselves to be cured of things faster than we should that we go bankrupt by the age of thirty and have less to offer each time we start with someone new. But to feel nothing so as not to feel anything - what a waste!”
คำพูดที่ลึกซึ้งกินใจทำให้คนดูรู้สึกปลื้มปิติ และยังสะท้อนให้เห็นความรักและความเข้าใจของครอบครัวที่มีให้ลูกนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก คนเรามีหัวใจและร่างกายเดียว ไม่นานหัวใจนั้นก็ต้องโรยรา ส่วนร่างกายนั้นวันกนึ่งก็ไม่มมีใครอยากมองและไม่มีใครอยากใกล้ชิด ตอนนี้เราอาจรู้สึกเศร้า ปวดร้าว อย่าเร่งลืมมันจนลืมความสุขที่เคยมีด้วยกัน
ฉากสุดท้ายในช่วงฤดูหนาวของสองปีต่อมา ซึ่งตรงกับเทศกาลฮานุกกะห์ (Hanukkah) เป็นเทศกาลแสงสว่างแห่งความหวังใจของชาวยิว ก่อนมื้อเย็นมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เอลิโอวิ่งไปรับสาย พอได้เสียงนั้นเป็นเสียงของโอลิเวอร์ก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างมาก มีการถามไถ่สาระทุกข์สุขดิบซึ่งกันและกัน และบทสนทนาเริ่มตรึงเครียด...ด้วยความที่โอลิเวอร์ต้องเลือกว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิตหลังจากนี้ เขาจึงบอกเอลิโอว่า..เขาได้คบกับผู้หญิงคนหนึ่งและกำลังจะแต่งงานกัน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ใช้เวลานานถึงสองปี
ความรู้สึกดีใจของเอลิโอขณะนั้นกลายเป็นความเศร้าและความเสียใจจนพูดไม่ออก ทั้งสองเอ่ยชื่อกันและกันเพื่อเป็นการบอกรัก ถึงแม้ความรัก ความคิดถึง และความรู้สึกในวันนั้นไม่เคยจางหายไปไหน แต่มันคือสิ่งที่โอลิเวอร์จะต้องเลือกระหว่างสิ่งที่พ่อแม่และสังคมยอมรับ หรือความรักที่ต้องอยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ในสังคมที่ยังไม่เปิดกว้าง
หลังจากวางสายโทรศัพท์ เอลิโอเดินเข้าในนั่งอยู่หน้าเตาผิงในห้องอาหารแล้วน้ำตาคลอกับความรู้สึกปวดร้าวที่ฝังอยู่ลึก ๆ ข้างใน แม้ว่าเราจะยินดีกับคนที่เรารักแค่ไหน แต่เราก็ไม่สามารถห้ามความเศร้าและความปวดร้าวที่อยู่ในใจเราได้
You are the only person I'd like to say goodbye to when I die, because only then will this thing I call my life make any sense. And if I should hear that you died, my life as I know it, the me who is speaking with you now, will cease to exist.
ความรักเป็นสิ่งสวยงามเสมอ ถึงแม้ว่าเราจะอกหักเสียใจกับมันเป็นร้อยเป็นพันครั้ง แต่อย่างน้อยมันก็เคยเป็นความสุขที่เกิดขึ้นในตัวเรา
สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ปลุกกระแสความเท่าเทียมทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นความรักในรูปแบบไหนก็ตาม เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราไม่จำเป็นต้องหาคำจำกัดเพศให้กับมัน เพราะคนเราผ่านเรื่องราวชีวิตที่แตกต่างกันไป
ปล. ทั้งชื่อ 'Elio, Oliver' ต้นพีชที่ปลูกอยู่ในสวน รูปปั้น เทศกาลฮานุกกะห์ของชาวยิว ฯ ถูกเซ็ตความหมายไว้หมดแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ต่างมีรายละเอียดยิบย่อยที่ต้องอาศัยการสังเกตุ โดยเฉพาะการแสดงออกผ่านภาษากาย และสัญลักษณ์ที่เป็นตัวกลางการสื่อสารความหมายถูกตีความในทุกอริยบทของตัวละคร รวมถึงคำพูดที่มักจะมีความหมายแฝงให้เราเห็นอยู่ตลอด บอกเลยว่า...เป็นภาพยนตร์ที่เดาความรู้สึกได้ยากมาก ๆ ครับ
รูปปั้นอเล็กซ์ซานเดอร์ มหาราช
รวมถึง Mystery of love เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังสื่อถึงเรื่องราวความรักของพระเจ้าอเล็กซ์ซานเดอร์ มหาราช ซึ่งผมจะมาเล่าให้ฟังในครั้งหน้าครับ
เรื่องราวที่ผมเขียนและเอามาแชร์ให้กับเพื่อน ก็มาจากความชอบส่วนตัว บ้างก็ได้แรงบันดาลใจมาจากการดูหนัง การพูดคุยกับเพื่อน การไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ และจากการอ่านหนังสือเล่น ๆ ครับ
เป้าหมายการเขียนของผมคือ การได้แชร์มุมมองต่าง ๆ ให้กับเพื่อน ๆ ทุกคน หวังว่าเพื่อน ๆ จะชอบคอนเท็นต์ของผมนะครับ
อย่าลืมกดไลค์ กดติดตามเพจของผมด้วยนะครับ 😉 ถ้าให้ผมเขียนคอนเท็นต์เกี่ยสกับอะไร คอมเมนต์เข้ามาได้เลยนะครับ
โฆษณา