6 มี.ค. 2020 เวลา 09:27
#สวัสดีค่ะ ชบาแก้ว ผีอยากเล่า ขออนุญาตลงเรื่องนี้ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้แก่พี่น้องที่รักอีกหลายท่าน หากท่านใดอ่านแล้วรู้สึกไม่ดีกับเนื้อเรื่องบางตอน ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ชบาแก้ว ผีอยากเล่า ไม่ได้ตั้งใจที่จะลบหลู่หรือหมิ่นความเชื่อ ความนับถือทางศาสนาของท่านใด # ขอให้อ่านไปในทิศทางของความบันเทิงและเป็นอุทาหรณ์สอนใจ......
บ่วงกรรม.....#ผู้อุทิศบุญ
สวัสดีค่ะ เราไม่ขอบอกนะว่าเราชื่ออะไร ตอนนี้เราอายุ 42 ปี เราเป็นคนจังหวัดนนทบุรี เรื่องนี้เกิดมาได้ประมาณ 4-5 ปีแล้ว (ไม่ขอบอกจังหวัดและชื่อวัด) เราชอบทำบุญมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ตอนที่คุณพ่อ คุณแม่ท่านยังอยู่ ท่านมักจะพาเราไปวัดบ่อยๆ หลังจากที่ท่านทั้งสองเสียไป เราก็ยังทำอย่างนั้นมาตลอด ถ้ามีเวลา เราใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมาตลอดหลังจากคุณพ่อ คุณแม่เสีย ช่วงไหนที่มีวันหยุดยาว เราจะไปไปถือศีลที่วัดเป็นประจำ วันนั้นเป็นวันหยุดหลายวัน เราได้ไปถือศีลที่วัดป่าแห่งหนึ่ง วัดป่าแห่งนี้ ตั้งอยู่ในป่าลึกพอสมควร พอเราไปถึงที่วัด บรรยากาศในวัดร่มรื่นมาก เพราะมีแต่ต้นไม้ เสียงนก เสียงสัตว์เล็กร้องกันดังทั่วป่า ทำให้เรารูสึกถึงความสงบนิ่ง ในวัดนี้มีศาลาที่ทำกิจทางสงฆ์อยู่หนึ่งหลังยกพื้นสูง ซึ่งใหญ่มาก แล้วศาลาที่พัก สำหรับคนที่มาถือศีล จะอยู่ด้านในของป่า ศาลานี้มีสองชั้น เป็นศาลาไม้ ตอนนั้นเราไปถึงที่วัดนี้ก็บ่ายกว่าๆแล้ว พอเราไปถึงก็กล่าวทักทายผู้ใหญ่และกราบพระประธาน ทุกคนเตรียมตัวเปลี่ยนชุดขาว เพื่อจะปฏิบัติธรรมและมีการพูดคุยถึงการวางแผน และกำหนดบทสวดมนต์กัน ในขณะที่พวกเรากำลังนั่งคุยกันอยู่นั้น เวลาก็เริ่มเย็นแล้ว เรานั่งมองออกไปนอกศาลา เพื่อที่จะทำใจให้สงบและแล้วเราก็เห็นพระรูปหนึ่งท่านเดินอยู่บริเวณชายป่าที่อยู่ใกล้กับศาลาที่พัก ตอนนั้นเราสังเกตเห็นว่า พระรูปนั้นมีรูปร่างแปลกๆ ท่านดูผอม ดำมาก ขนาดมองไกลๆยังเห็นว่าท่านมีรูปร่างที่ผิดปกติ ท่านใส่จีวรสีเข้ม ดำ ชายจีวรขาดเป็นริ้วๆ ตัวของท่านสูงประมาณ 170 จากการเดาด้วยสายตา แต่แขนของท่านยาวลงมาถึงเข่า มือของท่านใหญ่มาก ตอนนั้นท่านกำลังเอามือปัดอะไรที่พื้นเราไม่รู้ เรานั่งมองท่านเหมือนตกอยู่ในภวังค์ แล้วก็มีเสียงเรียกจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งดังขึ้น ทำให้เราสะดุ้ง “หนู หนู เตรียมตัวสวดมนต์ได้แล้วจ้า” ........
เราขานรับ แล้วลุกขึ้นเดินตามแม่ชีท่านนั้นไปแบบงงๆ ตอนนั้นพระสงฆ์และแม่ชีท่านอื่นๆกำลังทยอยกันมา ทุกคนมารวมตัวกันอยู่บนศาลานี้กันหมด ในขณะที่เรากำลังสวดมนต์อยู่นั้น มันก็มีอะไรบางอย่างที่ต้องทำให้เราเสียสมาธิ แล้วต้องหันไปมองนอกศาลา เราหันไปมองนอกศาลานั้น เราเห็นพระรูปนั้นมายืนอยู่หน้าศาลา เราคิดในใจว่า ทำไมท่านไม่ขึ้นมาบนศาลา ท่านเป็นอะไร แล้วในขณะที่เรามองอยู่นั้น รูปร่างของพระรูปนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไป ตัวของท่านเริ่มสูงขึ้นๆ แขนขาท่านยาวขึ้น ใบหน้าของท่านแห้ง ดำและตาลึกโบ๋ ตอนนั้นท่านค่อยๆอ้าปากช้าๆ แล้วยกมือที่แห้งและใหญ่ขึ้นมา แล้วแบมือเหมือนขออะไรบางอย่าง ในตอนนั้นเราเหมือนตกอยู่ในภวังค์ เรารู้สึกกลัวมากแต่เราทำอะไรไม่ได้ เราจ้องมองร่างนั้นนานแค่ไหนไม่รู้ จนร่างนั้นหายไป พอเราตั้งสติได้ แม่ชีก็บอกให้เราเอาน้ำไปเทใต้ต้นไม้ แล้วกรวดน้ำด้วย.....
เราถือแก้วน้ำเดินลงมาจากศาลา แล้วเดินตรงไปที่ต้นไม้ใหญ่สองต้นที่อยู่ด้านหน้าของป่า เราเทน้ำหลับตาแล้ว ตั้งจิตกรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร และพระรูปนั้นที่เราเห็น พอเราลืมตาขึ้นมา เราแทบช็อก เราเห็นต้นไม้สองต้นที่อยู่ข้างหน้าเรามันขยับ เราค่อยๆมองตามขึ้นไปจากโคนต้นไม้นั้น เราเห็นชายผ้าเหลืองที่เก่าและขาดวิ่น แกว่งไปมา ตามแรงแกว่งของแขนและมือที่ใหญ่และยาวมาก เรามองตามไปจนสุดก็ได้เจอกับดวงตาที่ลึกโบ๋ ก้มหน้าลงมามองเราแล้วอ้าปาก ส่งเสียงร้องโหยหวน เหมือนทรมานมาก เราตกใจก้าวเท้าถอยหลังจนของที่อยู่ในมือตก แม่ชีท่านอื่นได้ยินแล้วเห็นเราเป็นแบบนั้นก็รีบวิ่งเข้าจับตัวเรา แล้วถามเราว่า “หนูเป็นอะไรลูก” เราไม่ได้ตอบอะไรแม่ชีไป เราดูจากท่าทางของแม่ชีท่าน เหมือนกับท่านไม่ได้เห็นพระรูปนั้นเหมือนที่เราเห็น....คืนนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันเข้าที่พัก เราได้นอนคนเดียวบนชั้นสอง ห้องริมสุดติดป่า คืนนั้นเรานอนไม่ค่อยหลับเลย นอนหวาดระแวงและสับสนกับสิ่งที่เห็น พอเช้ามาพวกเราก็แยกย้ายกันทำหน้าที่ของแต่ละคน คืนที่สองของวันสวดมนต์ เหตุการณ์ปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเรา เรารู้สึกโล่งใจที่เป็นแบบนี้ เราจะต้องอยู่ที่วัดนี้ทั้งหมดสามวัน คืนที่สองเรานอนหลับได้สบายใจ พอเช้ามาเราก็ทำกิจตามปกติ คืนนี้เป็นคืนที่สาม พวกเราไม่ต้องสวดมนต์บนศาลาใหญ่ แต่เราต้องนั่งสมาธิ ตั้งจิตอุทิศบุญกุศลครั้งใหญ่ในใจ ให้ได้มากที่สุด บ่ายของวันที่สาม เรากำลังกวาดพื้นวัดอยู่ตรงแนวป่า อยู่ๆเราก็เห็นพระรูปนั้นเดินออกมาจากป่า ในระยะที่ห่างพอสมควร แต่เราจำท่านได้ ตอนนั้นเรายืนมองท่านอยู่ เหมือนท่านกำลังจะเดินตรงมาหาเรา ท่านตรงมาหาเราจริงๆแต่การเคลื่อนตัวของท่านไวมาก ท่านมายืนตรงหน้าเราตอนไหนไม่รู้ ท่านมาในสภาพที่น่ากลัว แต่ตัวท่านไม่สูงเหมือนเมื่อคนแรก ท่านยืนมองหน้าเราแล้วอ้าปาก ส่งเสียงร้องออกมา...เสียงนั้นมันทำให้เรารู้สึกทรมานมาก จนเราน้ำตาไหลออกมาด้วยความสงสาร แล้วร่างนั้นก็หายไปพร้อมกับมีเสียงเรียกเราจากทางด้านหลัง “ โยม เห็นพระรูปนั้นด้วยหรือ ” เราหันไปตามเสียงนั้น แล้วกราบพระท่าน พระรูปนี้เป็นเจ้าอาวาสของวัดนี้ เราตอบพระท่านไป “ จ้าวค่ะ “ แล้วเราก็ถามความเป็นมาของพระรูปนี้ แต่พระท่านไม่ได้เล่าอะไรให้เราฟัง แต่ท่านพูดกับเราว่า “ โยมมีบุญนะ ที่ได้เห็น “ แล้วพระท่านก็เดินจากเราไป......
คืนนี้ เป็นคืนที่สามแล้ว ที่เราจะต้องอยู่ที่วัดนี้ คืนนี้เราจะนั่งสมาธิและตั้งใจ อุทิศบุญกุศลทั้งหมดที่ทำ ให้พระรูปนั้นทั้งหมด ในขณะที่เรากำลังเตรียมตัวนั่งสมาธิอยู่ในห้องนั้น บรรยากาศคืนนี้มันช่างดูเงียบสงัดมาก มันเงียบจนเรารู้สึกกลัว คืนนี้คนที่ถือศีลทุกคนต้องนั่งสมาธิบุญใหญ่อยู่ในห้องพักกันหมดทุกคน ในขณะที่เรานั่งไปได้สักพักหนึ่ง มันก็เริ่มมีลมพัดเข้ามาจากทางหน้าต่างที่อยู่ติดริมป่า เราพยายามไม่สนใจอะไร ทำสมาธิให้นิ่งที่สุด แต่แล้วก็มีเสียงบางอย่างดังเข้ามาในหูของเรา.....แกรกๆๆๆ มันเป็นเสียงเหมือนกิ่งไม้ขูดกับหลังคา เราพยายามคิดแบบนั้น แต่แล้วเราก็ต้องหลุดจากสมาธิ เมื่อมีเสียงรอดมาจากทางหน้าต่าง...ห๊ะ!!!! เราหันมองไปตามเสียง สิ่งที่เราเห็นคือ....ขาของพระรูปนั้น เดินผ่านไปมาตรงหน้าต่างห้องของเรา แล้วเสียงที่ดังแกรกๆ คือเสียงของชายผ้าเหลืองสะบัดโดนกับตัวหน้าต่างห้องเรา แล้วจู่ๆขาคู่นั้นก็เริ่มย่อลงมาแล้วมันก็ค่อยๆมีมือที่ใหญ่และแห้งดำโผล่มาเกาะที่หน้าตา ใบหน้าของพระรูปนั้นค่อยๆก้มลงมาที่หน้าต่าง หน้าของท่านใหญ่มาก ใหญ่เท่าหน้าต่างแล้วท่านก็อ้าปากส่งเสียงร้องออกมา ในดวงตาของท่านมันมีอะไรบางอย่างไหลออกมา มันคือเลือด!!! ท่านร้องไห้ แต่น้ำตาของท่านเป็นสีแดงเหมือนเลือด เราเห็นแบบนั้นเราก็รีบรวบรวมสมาธิให้กลับมา แล้วอุทิศบุญให้กับพระรูปนั้น......คืนนั้นเราไม่ได้นอนเลย นั่งสมาธิแผ่บุญกุศลให้พระรูปนั้นทั้งคืน แต่แปลกตรงที่ เสียงของพระรูปนั้นก็ยังไม่หยุดร้อง.....จนเช้า......
เช้าวันนั้น ทุกคนก็เตรียมตัวแยกย้ายกันกลับ ทุกคนก็กราบลากันจนครบ ส่วนเราก็เข้าไปหาท่านเจ้าอาวาสในกุฏิเพื่อที่จะสอบถามเรื่องทั้งหมดของพระรูปนั้นที่เราเห็น.....เราได้ถามและเล่าสิ่งที่เจอมาเมื่อคืนให้ท่านฟัง พระท่านก็เล่าให้เราฟังว่า.......
เมื่อหลายสิบปีก่อน เคยมีพระรูปหนึ่ง มาเป็นเจ้าอาวาสที่นี่ ชาวบ้านและพระลูกวัดก็ช่วยกันดูแลและทำนุบำรุงวัดนี้ให้ดีขึ้น จนมีโยมที่มาจากหลายที่มาทำบุญกันเยอะ ถวายทั้งปัจจัย อาหาร ของใช้ ให้กับวัดนี้ จนวันหนึ่งความโลภก็เกิดขึ้นกับเจ้าอาวาสรูปนี้ ท่านไม่แบ่งของให้พระลูกวัด ไม่แบ่งของเหลือใช้ให้กับชาวบ้านที่ยากจน และหนำซ้ำปัจจัยที่รับถวายมาก็ไม่เอาไปทำนุบำรุงอะไรเลย จนชาวบ้านและพระลูกวัดทนไม่ได้ ต้องย้ายไปจำวัดที่วัดอื่น ส่วนชาวบ้านก็ไม่มาทำบุญที่วัดนี้อีกเลย จนวันหนึ่งเจ้าอาวาสเกิดอาพาธลง แล้วไม่มีใครมาดูแล จนท่านมรณภาพอยู่ที่วัดนี้รูปเดียว ไม่มีใครมาดูแล แล้วจนอาตมาได้มาดูแลที่วัดนี้ต่อ จนถึงทุกวันนี้......
เราได้ถามกับหลวงพ่อว่า “ แล้วทำไม พระรูปนั้นถึงไม่ไปเกิดเสียทีคะ หนูทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้ท่านแล้ว ท่านยังร้องโหยหวน เหมือนทรมาน “ เจ้าอาวาสตอบเราว่า.....
***ต่อให้ใครทำบุญให้เท่าไหร่ พระรูปนี้ก็ไม่มีวันได้รับบุญ เพราะบาปกรรมของท่านมันหนักนัก ตอนอยู่ก็คดโกงแอบกินสุรา ทำกรรมเยอะ พอตายก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับบุญใดๆทั้งสิ้น จนกว่าจะหมดกรรม.......
เรื่องทั้งหมดก็จบลงเพียงเท่านี้ ถ้าผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ถ้าบางเหตุการณ์ไปตรงกับใครก็โปรดรู้ไว้ว่า....การสร้างกรรม มักจะทำซ้ำๆกันโดยที่ไม่ต้องรู้จักกัน......
ขอบคุณภาพจากGoogle
ขอบคุณภาพจากMajor Cineplex
โฆษณา