13 มี.ค. 2020 เวลา 14:36
#เปลี่ยนจิตเป็นพระจะรอดปลอดภัย
เพียงแต่ให้เรามั่นใจในพระรัตนตรัย
สำหรับผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ จริงๆ
หรือผู้ที่บวชจิตเป็นพระ เรียกว่า "บวชจิต"
ถึงจะรอดและปลอดภัย
คนที่มีศีล มีธรรม หมายถึง พุทธศาสนา
หรือเป็นคนดี ก็จะรอดและปลอดภัย
ส่วนคนดี หมายถึง คนที่มีจิตใจดี มีเมตตา เป็นต้น
อันนี้เทวดาหรือสิ่งศักดิ์จะคอยตามดูแลและคุ้มครองคนดีอยู่แล้ว
ในส่วนของคนดีนั้น จึงหมายถึงศาสนาอื่นๆ
ที่มิใช่พระพุทธศาสนา ..
ส่วนคนที่บวชจิตเป็นแล้ว
เขาก้าวข้ามคำว่า ความตายไปแล้ว
หมายถึงว่า ยอมรับความตาย
และยอมรับสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะนี้ฯ
เพราะความตายเป็นสมบัติของทุกคน
คนที่เกิดมาแล้ว ไม่มีใครหนีพ้นความตายไปแล้วเลยสักคนเดียว
เรียกว่า เกิดมาเท่าไหร่ก็ตายเท่านั้น หรือตายหมดทุกคน
ไม่ว่าคุณจะเป็นคนดีหรือคนไม่ดี สรุปแล้ว ตายหมด ทุกคน
ส่วนจะตายตอนไหน อย่างไร หรือตายด้วยอะไรนั้น
เราไม่จำเป็นจะต้องไปรู้ รู้แค่ว่า ตายแน่ๆ
เพราะฉะนั้น จงมองข้ามความตายไปเสีย
เพราะว่ามันตายแน่นอนอยู่แล้ว
ฉะนั้น ความตาย จึงเป็นสิ่งไม่ต้องกลัว
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านี้ก็คือ #ตายแล้วไปไหน
ไปสว่างหรือไปมืด อันนี้ ไม่มีใครทราบได้
นอกจาก คนๆนั้น หมายถึง คนที่ตายไปแล้ว
และตายไปพร้อมกับกรรม
และกรรมนั้น ที่กำลังนำดวงจิตของตนเอง
ไปจุติในแดนภพภูมิต่างๆนั่น
เช่น อบายหรือนรกภูมิ
หรือ สวรรค์ พรหม หรือพระนิพพาน เป็นต้น
ล้วนแต่กรรมของตนนั่นแหล่ะ จะเป็นผู้กำหนดการจุติของตน
ในโลกวิญญาณ หรือ โลกหลังความตาย
ฉะนั้น คนที่ฝึกจิตมาดี จึงไม่กลัวตาย
แค่ไม่ประมาทในชีวิตเท่านั้นเอง
ถามว่า...รอดเพื่อ???
หมายถึงเราจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่ออะไรหรือ..
บ้างก็เพื่อสั่งสมบุญบารมีตน
บ้างก็เพื่อจ้องแต่จะทำกรรมชั่วอย่างเดียวเลย
แต่ถ้าตอบว่า.. รอดหรืออยากจะมีชีวิต
เพื่อกลับมาทำกรรมชั่วอีกอย่างนั้นหรือ
แล้วจะมีชีวิตหรือรอดปลอดภัย ไปเพื่ออะไร ..
ถึงอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์แก่ผู้อื่น
มีแต่จะทำให้สังคมหรือโลกเขาเดือดร้อน
อย่างนี้ ตายไปเสียดีกว่า อย่าอยู่รอดต่อไปเลย
แต่ถ้าอยู่เพื่อจะสั่งสมบุญบารมีของตนเองต่อไป
เอ่ออันนี้ ค่อยน่าอยู่รอดปลอดภัยต่อไป
สรุปแล้ว คนที่สั่งสมบุญบารมีตนพร้อมแล้ว
แสดงว่า ก็พร้อมไปทุกเมื่อเช่นกัน
เพราะเตรียมจิตโลกหน้าไว้แล้ว
คือ โลกวิญญาณ หรือ โลกหลังความตาย
แล้วท่านหล่ะ เตรียมอะไรพร้อมบ้าง
เตรียมแค่ร่างกายเท่านั้นหรือ
มิได้เตรียมจิตพร้อมหรือ...
สำหรับผู้ที่ไม่ได้เตรียมจิตมาเลย ก็เตรียมเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย
อย่ารอ เราอย่าไปรอ อย่าตั้งท่าเยอะ เดี๋ยวจะไม่ทัน
เรามัวแต่เตรียมกาย เตรียมกักตุนอาหารอย่างเดียวไม่ได้แล้ว
เป็นห่วงแต่ผู้ที่มิได้เตรียมจิตใจเลย
เพราะทุกคนต่างก็รู้ว่า ความตาย ต้องมาเยือนเราแน่นอน
ไม่วันใดก็วันนึง สาธุๆ
เตรียมกายหรือเตรียมเข้าของก็เตรียมไป
เรียกว่า เตรียมไปปกตินั่นแหล่ะ
แต่เราก็ต้องเตรียมจิตหรือใจของเราด้วย
จึงชื่อว่าเตรียมทุกสิ่งพร้อมบริบูรณ์
เตรียมโลกนี้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องเตรียมโลกหน้าด้วย
เพราะคนเรามิได้มีโลกนี้แค่โลกเดียว ยังมีโลกวิญญาณ
คือโลกหลังความตายอีก...
พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านสอนเรื่องกรรม
กฏแห่งกรรมมีจริง ให้ผลจริงๆ
โลกทิพย์ โลกวิญญาณ หรือโลกหลังความตายนั้นก็มีจริงๆ
ท่านคงไม่โกหกลูกหลานแน่ เพราะท่านทั้งหลายเหล่านั้น
เป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ ..
แต่ไม่อยากให้พวกเราเชื่อก็ต่อเมื่อ ทุกอย่าง สายไปแล้ว
ขอแก้ตัวใหม่ ไม่ทันแล้ว เพราะกรรมเราทำสำเร็จแล้ว
ตายแล้ว ขอเปลี่ยนใจ ขอกลับคืนชีวิตใหม่เพื่อจะทำความดีไม่ได้แล้ว
เพราะความตายไม่เคยปราณี หรืออ่อนข้อให้กับผู้ใด
ความตาย พลัดพรากแม้นกระทั่ง พระพุทธเจ้า พระเจ้าแผ่นดิน
หรือ พระอรหันต์ ท่านก็ไม่พ้นความตายไปได้
แต่ท่านเหล่านั้น ล่วงพ้นความตายไปแล้ว
หมายถึง ไม่กังวลกับความตาย
แถมคอยระลึกนึกถึงความตายเป็นกรรมฐานอีก
เรียกว่า มรณานุสติกรรมฐาน
เป็นห่วงคนที่ไม่เคยฝึกจิตมาเลย
หรือไม่เคยสั่งสมบุญบารมีตนเองเลย
นอกจากจะรักตัวกลัวตายแล้ว
แถมยังยึดติดกับสิ่งสมมุติบนโลกนี้อีก
ถึงว่า ตายแล้ว ไม่ไปไหน ถึงไปก็ไม่ไกล
กายตายตรงไหน จิตหรือวิญญาณก็จะตกอยู่ตรงนั้น
เพราะไม่เคยฝึกจิตให้มีกำลัง หรือมีพลังจิต
หรือไม่มีสติปัญญา หรือ ไม่มีแสงสว่างในจิตตนเอง
เพราะโลกวิญญาณนั้น มันมืดจริงๆ
หากเราไม่ฝึกจิตมีแสงในตัวเอง เราก็ไปไหนไม่ไกล
เพราะมันมืดมองไม่เห็นอะไรเลย
ท่านในจิตท่านเคยสอนผมว่า ถ้าลูกจำความตายไม่ได้
ขอให้ลูกลองหลับตาดูก็แล้วกัน เรามองเห็นอะไรมั๊ย
และก็ปิดหูด้วย เราได้ยินเสียงมั๊ย
เห็นมั๊ย เรามองไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
และถ้าร่างกายเราถูกเผาทิ้งไปหมด แล้วเราจะเอามือ
เอาอวัยวะส่วนไหนไปจับผู้อื่นเขาอีก
ก็เพราะเหตุนี้ คนกับผีหรือวิญญาณ จึงสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง
เพราะอยู่คนกันละโลก หรือคนละมิติ
ยกเว้น สมาธิจิตของคนนั้นดีพอ จึงพอสัมผัสได้บ้าง
แต่ถ้าสมาธิดีแต่ปัญญาไม่ดีพอ เราก็อาจกลัวผีได้
แต่ถ้าเรามีทั้งสมาธิดี ปัญญาดีแล้วเราก็จะไม่กลัวผี
สรุปแล้ว ไม่พ้นวัฏสงสารหรือ31ภพภูมิ
พูดคนบวชจิต หมายถึง ทำใจให้เป็นพระ
คำว่าเป็นพระนั้น ต้องประกอบไปด้วย
คือ หนึ่ง พระสมาธิ อันมีสมถะเป็นพื้นฐาน
แต่ถ้าให้ดีกว่านี้อีกก็คือ ทรงเอกัคคตารมณ์
เพราะเลยอารมณ์ใจนี้ไปแล้ว
คำว่า อุเบกขารมณ์ ก็จะเกิดขึ้นเอง
หมายถึง การวางเฉย
มิใช่มีจิตเป็นพระแค่เข้าถึงความสงบสุขอย่างเดียวนะ
จิตต้องรู้จักการปล่อยวางด้วย ถึงจะดีมากมาย
สอง..มีจิตเต็มเปี่ยมล้นไปด้วยเมตตา
เพราะคำว่า เมตตาเฉยๆนั้น ทุกคนก็มีหมด
เมตตาเฉยๆนั้น หมายถึง ความรักความเมตตาคนทั่วๆไป
หรือจิตปุถุชนพึงมีนั้น
เพราะเขาจะเมตตาหรือรักเฉพาะคนของเขาเท่านั้น
ส่วนผู้อื่น คำว่าเมตตาของเรานั้น ยังไม่ล้นไปเผื่อแผ่ผู้อื่นเขา
เรียกว่า เมตตาเฉพาะคนรักของเรา
แต่เมตตาเปี่ยมล้นนี่ จะมีเฉพาะจิตที่เป็นพระเท่านั้น
มิได้หมายถึง สมมุติสงฆ์กันนะ ไม่เกี่ยวกัน
ไม่เกี่ยวกับพระท่านนะ อย่าเข้าใจผิด
พูดแค่จิตของเราอย่างเดียว คนอื่น ไม่เกี่ยว
เรียกว่า เมตตา แม้กระทั่งคนที่เคยด่าว่าเรา
หรือนินทา เพราะเราจะไม่เอาจิตไปเกือกกลิ้งด้วย
หมายถึงว่า เขาด่าว่าเรา เราไม่จำเป็นต้องไปด่าว่าเขากลับนิ
หรือมิได้ไปรักหรือเกลียดโกรธ อาฆาตพยายาทเขากลับไปนิ
แค่เราอุเบกขา(วางเฉย) ก็เก่งแล้วนะ
แต่นี่ยังเรายังเมตตาเขาลงได้ไง
เป็นไปครับ ไม่ได้โม้... ตัวเราเองนี่แหล่ะ จะพิสูจน์เอง
ไม่ใช่มโนฯเอาเองคนเดียวนะ
แล้วท่านหล่ะ ทำได้ไหม... ทำให้ได้นะ
ถ้าทำไม่ได้ ก็ให้ไปฝึกรับพระมหาเมตตาฯ
เข้ามาแทนจิตตนเองดูนะ
แล้วจิตเราจะเปลี่ยนไปดีได้อย่างไร
ขอบอกว่า ..เป็นไปได้นะ
แต่ถ้าใครยังไม่เข้าใจในอารมณ์ตรงนี้ ..
ก็ให้ไปสอบถามเอากับครูน้องเองนะครับ
ท่านนี้ รับได้เก่งทีเดียว
วันๆไม่ทำอะไรแร๊ะ เน้นเปลี่ยนจิตเป็นพระอย่างเดียวเลย
ต้องบ้าเหมือนกันนะ ไม่งั้นก็พูดกันไม่รู้เรื่อง
ต้องคนบ้ากับคนบ้าคุยกันถึงจะรู้เรื่อง 555+
(หมายถึงบ้าพระนะ,พระมหาเมตตา)
ขออนุญาตเตือน #นักสงสัย
(ขี้สงสัยลังเล) ให้วางกำลังใจตนใหม่ว่า
ให้วางคำสงสัยนั้นลงก่อน.ชั่วคราว
แล้วที่เหลือ ทำๆ ทำอย่างเดียว
และคอยพิสูจน์ด้วยตนเอง
แต่ถ้าเราเอาสงสัยนำหน้าแล้ว จบกัน!
ขอแนะนำว่า ไม่ต้องทำ เพราะถึงทำไปก้ไม่มีผล
เพราะเราเอากิเลสตนนำหน้าเสียแล้ว
เตรียมจิตก่อนทำ คือทำจิตตนให้เป็นบุญเป็นกุศลก่อน
นั้นหมายถึงทำจิตนิ่งเป็นสมาธิก่อน ค่อยอาราธนาพระมหาเมตตามาครอบกายจิตตนเอง
และก็ต้องทำบ่อยๆด้วย
แช่จิตอยู่กับพระมหาเมตตา เสมือนเขาดองมะม่วงนั่น
ต้องใช้เวลานิดนึง จนกว่า ตกผลึก เดี๋ยวจิตตนจะค่อยๆเปลี่ยนไป
กรรมฐานนี้ไวน่าดู แต่คนทำต้องวางสังสัยตนลงก่อนชั่วคราว
(ขอเตือนๆ)
ปล. พระในจิตขอแนะนำลูกหลานว่า..
ให้เราเปลี่ยนเข้าออกของตนทุกครั้งเป็น พุทธคุณด้วยนะ
นี่เรียกว่า จิตเราก็จะอยู่กับพระตลอดไป
แถมรอดปลอดภัยตลอดไปด้วย
ตัวเองทำแล้ว หรือทำเก่งแล้ว ก็ใช้อภิญญาจิตกับผู้อื่นบ้างนะ
จิตเปี่ยมล้นเมตตาเป็นยังไง เรารู้แล้วนะ
ก็ทำให้คนที่เรารัก และก็เกลียดชังเราด้วยนะ
ทำไปเห่อ ถือว่าช่วยๆกัน ถึงคนที่ไม่รักเรา เกลียดขี้หน้าเราก็ตาม
เพราะเราไม่ได้ไปโกรธเกลียดหรือไปมีอารมณ์เดียวกับเขานี่
นี่เรียกว่า เราทำจิตตนเองหลุดพ้นแล้ว สาธุๆๆ
จิตใจสูงเขาวัดกันตรงนี้นะ...
ทำไปเห่อ ไม่ต้องไปบอกเขาหรือใครๆ
ช่วยๆกันแผ่พลังบวกให้มากๆ
เพราะโลกนี้ ยังต้องการพลังบวก ยังต้องการความรัก
และความเมตตาต่อกันและกันมาก
อย่าลืมนะ คนที่ไม่รอด จะไม่ปลอดภัยนั้น
หมายถึง คนที่ไม่มีศีล ไม่มีธรรม
หรือเป็นคนไม่ดี หมายถึง จิตขาดเมตตา
โมทนาสาธุ
ภูทยานฌาน
โฆษณา