มีบัญชีอยู่แล้ว?
เรื่องแปลกๆของนักลงทุนที่ไม่เคยมีใครบอกให้คุณรู้
เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของคุณพี(นามสมมติ) พนักงานประจำวัยกลางคนที่ขยันขันแข็ง ตั้งใจทำงาน
จากความขยันทำให้พีมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานจนได้เลื่อนขั้นเป็นระดับหัวหน้าฝ่าย ประกอบกับการที่เขาเป็นคนไม่ฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายอย่างพอเพียง ทำให้เขาสามารถออมเงินได้หลายล้าน
เงินที่พอกพูนขึ้นในธนาคารของพีทำให้เขาเริ่มคิดหาทางทำให้มันงอกเงยมากกว่าการฝากออมทรัพย์เพื่อรับดอกเบี้ยเพียง 0.5% หรือ ฝากประจำเพื่อรับดอกเบี้ยเพียง 2.0% ต่อปี
หลังจากศึกษาหาข้อมูลต่างๆอยู่ซักพัก เขาก็ตัดสินใจว่าจะลองลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ดูบ้าง เพราะเห็นว่าแค่ซื้อปล่อยไว้เฉยๆค่าที่ดินก็ขึ้นเฉลี่ยปีละ 3% แล้ว
แต่โชคดีที่พีได้ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายภาษีที่ดินฉบับใหม่ ที่ระบุว่า ที่ดินเปล่าจะโดนเรียกเก็บภาษีในอัตรา 0.3% และเพิ่มขึ้นอีก 0.3% ทุกๆ 3 ปี แต่ถ้าเป็นที่ดินเพื่อการเกษตรราคาไม่เกิน 75 ล้านบาทจะเสียภาษีเพียง 0.1%
เขาจึงตัดสินใจว่าถ้าได้ที่ดินมาจะแบ่งทำเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการปลูกพืชผักผลไม้หลากหลาย รวมถึงการเลี้ยงไก่ ปลา และ สุกรอีกด้วย
พีจึงออกตามหาที่ดินที่เหมาะสมและได้พบกับที่ดินตาบอดซึ่งขายถูกกว่าราคาประเมินถึงครึ่งหนึ่ง
เขาตัดสินใจซื้ออย่างไม่รอช้าเพราะมั่นใจว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าหลังจากหาดูที่มาหลายแปลงมาก
หลังจากเขาซื้อที่มาแล้ว เขาได้จัดสรรค์ที่ดินเพื่อทำเกษตรตามที่ได้วางแผนไว้ในตอนแรก และเช่าทางเข้าออกจากที่ดินแปลงที่ติดถนนเพื่อลำเลียงผลผลิตไปขาย
รายได้ทั้งหมดจากที่ดินหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วยังให้ผลตอบแทนเทียบกับราคาที่ดินถึง 7% ต่อปี และเมื่อรวมราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอีก 3% ต่อปี เท่ากับว่าพีได้ผลตอบแทนจากการลงทุนรวมแล้ว 10% ต่อปี
แต่แล้วเรื่องราวแปลกๆก้เกิดขึ้น เพราะที่ดินแปลงนี้เริ่มทำให้อารมณ์ของพีไม่ค่อยคงที่
พีจะดีใจมากในวันที่มีนายทุนมาขอซื้อที่ดินแปลงนี้ในราคาที่สูงกว่าที่เขาเคยซื้อไว้แม้เพียงเล็กน้อย และ หดหู่มากในวันที่มีนายทุนมาขอซื้อในราคาต่ำกว่าที่เขาเคยซื้อไว้ แม้ผลผลิตของฟาร์มนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลง
แต่เมื่อผลผลิตของฟาร์มนั้นแย่ลงพีกลับไม่เศร้าเสียใจเพราะยังคงมีนายทุนมาเสนอราคาที่สูงกว่าที่เขาเคยซื้อ และเขาจะเศร้ามากไม่ว่าผลผลิตของฟาร์มจะดีขึ้นขนาดไหนตราบที่นายทุนใหม่ๆที่เข้ามาดูที่นั้นเสนอราคาต่ำกว่าที่เขาเคยซื้อ
สุดท้ายพีก็ได้ตัดสินใจขายที่ดินแปลงนั้นไปเพราะตกใจที่นายทุนเข้ามาเสนอราคาที่ต่ำลงเรื่อยๆติดต่อกันหลายเดือน
การขายครั้งนั้นทำให้พีขาดทุนกว่า 50% จนเขาเจ็บแค้นใจมาก
เขาจึงตัดสินใจไปว่าจ้างนักวิเคราะห์ที่ดินเพื่อช่วยแนะนำให้เขาสามารถทำกำไรจากที่ดินได้
นักวิเคราะห์ที่ดินคนนั้นจึงแนะนำให้พีนำเงินจากการขายที่ดินแปลงเดิมนั้นไปซื้อที่ดินแปลงใหม่ที่อยู่ถัดไป โดยให้เหตุผลว่ามีนายทุนมาขอซื้อในราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆทุกเดือน จึงน่าจะเป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยม
พีพอใจกับคำแนะนำมากจึงจ่ายค่าคอมให้นักวิเคราะห์คนนั้น 0.257% ต่อการซื้อขายในแต่ละครั้ง
นักวิเคราะห์ดีใจมาก จึงจัดหาที่ดินที่มีนายทุนให้ราคาที่สูงขึ้น มาให้เขาอย่างต่อเนื่อง
จนวันหนึ่งเมื่อเศรษฐกิจย่ำแย่ ผู้คนต่างพากันเอาที่ดินมาลดราคาขาย จนราคาที่ดินทั้งหมดรวมถึงของพีซื้อขายกันในราคาที่ต่ำกว่าเดิมถึง 3 เท่า
ด้วยความที่มืดแปดด้าน ไม่รู้จะทำอย่างไร จะขายทิ้งก็ขาดทุน จะถือไว้ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ราคาจึงจะกลับไปเท่าเดิม
พีจึงมองย้อนกลับไปถึงการนำที่ดินมาทำการเกษตร แต่ก็พบว่าราคาที่เขาซื้อนั้นสูงมากจนทำให้ผลตอบแทนจากผลผลิตรวมกับราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นทุกปีเหลือเพียง 1% เท่านั้น
พีจึงคิดได้ว่าถ้าวันนั้นเขาใช้ที่ดินผืนแรกทำการเกษตรไปเรื่อยๆ ถึงจะดูเหมือนนานกว่าจะคืนทุนแต่ก็ย่อมรวยกว่าการต้องมาขาดทุนจนสิ้นเนื้อประดาตัวเช่นนี้เป็นไหนๆ
แล้วคุณล่ะครับ คิดว่ามีนักลงทุนแบบคุณพีอยู่จริงหรือไม่?
แล้วถ้ามีจริง จะมีนักลงทุนที่หน้ามืดตามัวขนาดนี้อยู่จริงหรือ?
ลองนำเรื่องแปลกเรื่องนี้ไปทบทวนและประยุกต์ใช้กับการลงทุนอื่นๆดูนะครับ แล้วคุณอาจจะกลับมาบอกผมว่า "อย่าเอาเรื่องจริงมาล้อเล่นสิครับ The Owner"
The Owner ลงทุนหุ้นอย่างเจ้าของกิจการ
สนับสนุนให้ทุกท่านลงทุนอย่าง รู้จริง ปลอดภัย และ ยั่งยืน
Reference
เป็นเรื่องที่รวมศาสตร์จากนักลงทุนหลายท่าน ทั้งต่างประเทศอย่าง Warren Buffett, Peter Lynch และในประเทศอย่าง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร, อ.เจ เอกฤทธิ์ เอกสมิทธ์ Millionaire College
    somchaichin
    อ่านแล้วเห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกเยอะเลยครับ