6 เม.ย. 2020 เวลา 09:46 • การเมือง
บทความที่ 2 ประเทศไทยไม่เคยมีนักการเมืองน้ำดี...จริงหรอ?
ประโยคคำถามนี้อาจเป็นคำถามในใจของคนไทยแทบจะทุกคน เราต่างได้ยินมาเสมอว่าประเทศไทยนั้นไม่มีนักการเมืองน้ำดี วันนี้ผมเลยจะชวนผู้อ่านทุกท่านมาทำความรู้จักกับนักการเมืองน้ำดี เพียงไม่กี่คนของประเทศไทย นักการเมืองในแนวคิดสังคมนิยมในตำนานที่ชื่อ แคล้ว นรปติ
นายแคล้ว นรปติ เกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2460 ที่จังหวัดชัยภูมิ จากนั้นได้อพยพไปอยู่จังหวัดขอนแก่นเนื่องจากความแห้งแล้ง และแม้ว่าครอบครัวของนายแคล้วจะมีอาชีพทำนาซึ่งมีฐานะที่ไม่ดีนัก แต่ก็พยายามให้ลูกได้รับการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนายแคล้ว หลังจากนั้นนายแคล้วได้มีโอกาสศึกษาในระดับชั้นมัธยม ที่โรงเรียนตัวอย่างมณฑลอุดร(ปัจจุบันคือ โรงเรียนอุดรพิทยานุกุล) และสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนอันดับ 1 จึงได้รับทุนเข้ามาเรียนที่กรุงเทพ จนสำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรประโยคครูประถม จากโรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร และได้รับการบรรจุเป็นครูในที่สุด
ความเริ่มสนใจทางการเมืองของนายแคล้ว นรปติ เริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เขาได้เข้าร่วมการวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่นักศึกษา ทำให้ได้รับแนวคิดจากเพื่อนนักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ (เจ้าของนามปากกา ศรีบูรพา) นายแคล้วเองยังชื่นชมในตัวของ นายปรดี พนมยงค์ จึงทำให้เขาได้หล่อหลอมความเชื่อมั่นในแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย และยึดอุดมการณ์นั้นเสมอมา
ผลงานทางการเมือง
- ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดขอนแก่นถึง 8 สมัย (เป็นฝ่ายค้านทุกสมัย) แต่สอบตกไป 1 สมัยเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์
- ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดขอนแก่น
วีรกรรมทางการเมือง
- เคยถูกสั่งขัง 2 ครั้ง ร่วม 5 ปี โทษฐานโจมตีรัฐบาล
- อดข้าวประท้วงเมื่อนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าฯกทม. เนื่องจากไม่ให้ประชาชนใช้สนามหลวงรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลา ตอนอายุ 86 ปี
- แฉว่ามี ส.ว. ด้วยกันเสนอเงิน 7 หมื่นบาทเป็นสินบน
- ผ่านการรัฐประหารมาแล้วเป็น 10 ครั้ง (อันนี้ผมนับเป็นวีรกรรม 5555)
ถึงแม้นายแคล้ว จะเป็นนักการเมืองยุคสมัยเก่า แต่กลับมีความคิดก้าวหน้านำยุคสมัยในช่วงนั้นไปไกลมาก นายแคล้วเคยเสนอเรื่องการเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่น มีแนวคิดสร้างอุตสหกรรมชุมชน เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในท้องถิ่น เข้าใจปัญหาเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยว่ามาจากการรัฐประหาร การถูกฉีกรัฐธรรมนูญซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สมัยที่นายแคล้วเป็นฝ่ายค้าน พยามเสนอกฏหมายและคัดค้านกฏหมายที่ฝ่ายรัฐบาลจะนำมาใช้แล้วกระทบกับประชาชน แต่ก็ทำได้ยากมากๆเพราะเป็นฝ่ายค้านเสียงข้างน้อยมากๆ เช่นในช่วง พ.ศ. 2495 - 2500 ตอนนั้นเป็นรัฐสภาแบบเดียว คือมีสภาผู้แทนราษฏรแต่มีสมาชิก 2 ประเภท แบบเลือกตั้ง 123 คน กับแต่งตั้งอีก 123 คน ซึ่งสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งส่วนใหญ่จะเป็นทหาร(คุ้นๆมั้ยครับ 5555) โดยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งสนับสนุนรัฐบาลไปแล้ว 85 คนจึงเหลือฝ่ายค้านเพียง 29 คนเท่านั้น และเป็นอิสระ 9 คน สมาชิกที่มาจากเลือกตั้งคนใดสนับสนุนรัฐบาลจะได้รับรับแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการได้รับเงินเดือน 2000 บาทเพิ่มจากเงินเดือนปกติ และแจกรถยนต์ให้อีกด้วย โห!!! แล้วแบบนี้ใครจะอยากมาเป็นฝ่ายค้านกันล่ะค้าบบบบบ
จนนายแคล้วเกิดความอัดอั้นจึงพูดในที่ประชุมสภาถึงการทำหน้าที่ของสภาหลายครั้งหลายคราว ตัวอย่างดังเช่นว่า
"ข้าพเจ้าว่ามีข้อความสำคัญข้อหนึ่งก็คือ สภามีหน้าที่ในการควบคุมการใช้จ่ายเงินของรัฐไม่ให้ใช้จ่ายสุร่ยสุร่าย ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ถ้าสภานี้ไม่มีอำนาจที่จะควบคุมรัฐบาลได้ สภานี้จะไม่มีความหมายอะไรเลย"
นายแคล้ว นรปติ ถึงถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2549 สิริอายุรวม 88 ปี
ผมว่าชักยาวไปล้ะ มาสรุปเลยแล้วกันว่า ปู่แคล้วเป็นฝ่ายค้านมาทั้งชีวิตครับ แล้วเขารับตำแหน่งการเมืองโดยมาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ซื่อสัตย์รับใช้ประชาชน ถือเป็นนักการเมืองน้ำดีที่นักการเมืองรุ่นหลังควรเอาอย่าง 55555
อ้างอิงจาก : แนวความคิดทางการเมืองและบทบาทของนายแคล้ว นรปติ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร โดย สำรวน ศิริบุรี
นายแคล้ว นรปิต
โฆษณา