14 เม.ย. 2020 เวลา 16:59 • ประวัติศาสตร์
โรคระบาดในประวัติศาสตร์สากลสู่ดินแดนไทย
ตอนที่ 1 กาฬโรค : ความตายสีดำ มหันตภัยระดับโลกสู่การสถาปนากรุงศรีอยุธยา
กาฬโรค (Plague) เป็นโรคระบาดที่เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย “เยอร์ซิเนีย เปสติส” (Yersinia pestis) โดยมีหมัดหนูเป็นพาหะนำโรค ที่แพร่เชื้อผ่านในอากาศ การปนเปื้อนในอาหาร และการสัมผัสเชื้อและผู้ป่วย
วงจรการะบาดของกาฬโรค
เชื้อแบคทีเรีย “เยอร์ซิเนีย เปสติส” (Yersinia pestis) จากกล้องจ
หมัดหนูซึ่งเป็นพาหะของกาฬโรค
การระบาดครั้งใหญ่ครั้งแรกนี้ได้เกิดขึ้นในมณฑลอียิปต์ของจักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือจักรวรรดิไบแซนไทน์ ก่อนที่จะแพร่เข้าสู่กรุงคอนสแตนติโนเปิล และทั่วทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีหนูที่มากับเรือที่ขนส่งธัญญาหารจากอียิปต์เป็นพาหะ ในช่วงปี ค.ศ. 541-542
แผนที่การะบาดของกาฬโรคในช่วง ค.ศ.541-542
การระบาดของกาฬโรคครั้งนี้ถือเป็นภัยร้ายแรงที่สุดในรัชสมัยของจักรพรรดิจัสติเนียน (Justinian I) แห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 25-50 ล้านคน นับเป็นร้อยละ 25% ของประชากรโลกในยุคนั้น ทำให้มีการเรียกการะบาดในครั้งนั้นว่า “กาฬโรคแห่งจัสติเนียน” (Plague of Justinian)
ภาพกระเบื้องโมเสสสของจักรพรรดิจัสติเนียน
โดยการระบาดของกาฬโรคได้มีการระบาดเป็ระลอกๆจนหมดไป ในศตวรรษที่ 8 ส่งผลให้จักรวรรดิไบแซนไทน์ที่กำลังรุ่งเรื่องในเวลานั้นเริ่มอ่อนแอลงและเสียพื้นที่ในยุโรปเป็นลำดับนับจากนั้น
การระบาดของกาฬโรคครั้งใหญ่แบบเดียวกับสมัยจัสติเนียน ได้กลับมาอีกครั้งในปี ค.ศ.1347 เมื่อ เรือจากคาบสมุทรไครเมียได้พาผู้ป่วยด้วยเชื้อกาฬโรค พร้อมกับหนูจำนวนมากเข้าสู่เมืองท่าหลายแห่งในยุโรป และขยายไปยังพื้นที่ต่างๆทั่วโลกผ่านเส้นทางการค้าทั้งเส้นทางสายไหมและเส้นทางเดินเรือทางทะเล
หนูพาหะนำโรคที่มากับเรือสินค้า
โดยกาฬโรคได้ระบาดอย่างหนัก ในช่วง ค.ศ. 1347-1351 โดยผู้ติดเชื้อจะมีอาการเป็นแผลพุพองและตามมาด้วยเนื้อตายที่เปลี่ยนเป็นสีดำทะมึนเหมือนโรคระบาดในครั้งสมัยจัสติเนียน ด้วยเหตุนี้ในสมัยกลางได้เรียกโรคนี้ว่า Black Death หรือ มรณะดำ
สำหรับการรักษาโรคในสมัยนั้นยังขาดแคลนหมอที่จะดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างมาก การรักษาส่วนใหญ่จะอาศัย หมอกาฬโรค หรือ หมอกาดำ (Plague Doctor) ซึ่งพอมีความรู้ทางแพทย์อยู่บ้างเป็นผู้รักษา โดยสวมชุดป้องกันตนเองอย่างมิดชิดเพื่อป้องกันการติดโรค แต่ก็ยังมีผู้เสียชีวิตราว 100-200 ล้านคนในยุโรปและเอเชีย คิดเป็นประชากรโลกราว 30-60 %
ภาพแผนที่พื้นที่และช่วงเวลาที่เกิดกาฬโรคระบาดในยุโรป
ภาพมือที่กลายเป็นสีดำของของผู้ป่วยกาฬโรค เป็นที่มาของการเรียกโรคนี้ว่า Black Death
กาฬโรคส่งผลให้ยุคกลางของยุโรปที่กำลังเฟื่องฟูกลับต้องชะงักงันลง โดยเฉพาะระบบแมนเนอร์ที่เป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเองในภาคการเกษตร ของสังคมฟิวดัล ที่เริ่มซบเซาลงตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13
ดังนั้นเมื่อสงครามครูเสด ได้ยุติลง และเมื่อเกิดการระบาดของกาฬโรคทำให้จำนวนทาสติดที่ดินส่วนใหญ่ล้มตายและลดจำนวนลง ส่งผลให้การผลิตในแปลงที่ดินของแต่ละแมนเนอร์ ล้มสลายลงไปด้วย
ในระบบฟิวดัล เศรษฐกิจเป็นระบบพึ่งพาตนเองในภาคเกษตรกรรมเป็นหลักเรียกว่าระบบแมเนอร์ที่ทาสติดที่ดินเป็นแรงงานหลักในการผลิตเพื่อตอบแทนเจ้าของที่ดิน
ขณะที่ในช่วง ค.ศ.1347 - 1351 ได้เกิดการระบาดของกาฬโรคในยุโรป และ แพร่กระจายออกไปยังดินแดนต่างๆทั่วโลก โดยมีหมัดที่ติดมากับหนูซึ่งอยู่ตามเรือสินค้าต่างๆ ที่เดินทางนำเชื้อกาฬโรคไปแพร่ตามเมืองท่าต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือดินแดนไทยที่เป็นจุดรอยต่อที่สำคัญบนเส้นทางการค้าของโลกตะวันออกและตะวันตก
การค้นพบหลุดฝั่งศพแบบรวมในพื้นที่ต่างๆในยุโรป ที่เกิดจากระบาดในสมัยกลาง
โดยหากเทียบศักราชแล้วจะพบว่า การระบาดของกาฬโรค ในยุโรปจะใกล้เคียงกับช่วงเวลา ช่วงของการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งปรากฎเรื่องราวในตำนานและพงศาวดารว่าได้เกิด “โรคห่า”ขึ้นและเป็นสาเหตุที่ทำให้พระเจ้าอู่ทองต้องมีการอพยพหนีโรคระบาดนี้ แล้วสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้น ใน พ.ศ.1893
อนุสาวรีย์ของพระเจ้าอู่ทองที่วัดพุทโธศวรรย์
โดยในความจริงแล้ว โรคห่า คือ กาฬโรค ที่มาจากหนูที่ติดมาใต้ท้องสำเภามาที่มาค้าขายกับอยุธยาผ่านเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยา โดยพบว่าศูนย์กลางของการระบาดของกาฬโรคอยู่บริเวณวัดพนัญเชิง และวัดใหญ่ชัยมงคล ในเขตเมืองอโยธยา ที่อยู่ทางตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยา ซึ่งใกล้กับจุดจอดเรือสินค้าและชุมชนการค้าของชาวต่างชาติในเวลานั้น
ที่ตั้งของวัดพนัญเชิงรอยต่อแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยา https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcTxNpjmsK4lmd5KLXs9SX787kRuHMYvnlBd7ly-5fvr-4fKybuk&usqp=CAU
แผนที่ในสีเขียวคือพื้นที่เมืองอโยธยา ที่เชื่อว่าเกิดกาฬโรคระบาดก่อนที่จะมีพระเจ้าอู่ทองจะทรงนำชุมชนย้ายมาประทับที่เวียงเหล็ก และสถาปนากรุงศรีอยุธยา ที่หนองโสน
ความร้ายแรงของกาฬโรคในครั้งนั้นได้คร่าชีวิตทั้งคนชั้นสูง เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ และไพร่ฟ้าประชาราษฎรไปเป็นจำนวนมาก ทำให้จำเป็นต้องมีการอพยพเพื่อหนีการระบาดของกาฬโรคเพื่อสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นใหม่
ซึ่งปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือ พระเจ้าอู่ทอง ได้ทรงย้ายตำหนักจากที่เดิมมาประทับชั่วคราว ที่ “เวียงเหล็ก” ที่อยู่ใกล้กับ ปากคลองปทาคูจาม เป็นจุดที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งอยู่ในบริเวณวัดพุทไธศวรรย์ในปัจจุบัน ถึง 3 ปี ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ขึ้นที่ตำบลหนองโสน หรือ บึงพระราม ใน พ.ศ.1893
แผนที่ตั้งของวัดพุทไธศวรรย์ทางทิศใต้ของเกาะเมืองอยุธยา ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของเวียงเหล็ก
วัดพุทไธศวรรย์ในปัจจุบัน
อ้างอิง
โฆษณา