25 เม.ย. 2020 เวลา 09:47 • บันเทิง
แองเจลีนา โจลี จากเด็กเหลือขอ สู่วีรสตรีด้านมนุษยธรรม
แองเจลีนา โจลี เป็นนักแสดงสาวมากความสามารถ สาวสวย เซ็กซี่ ที่มีดวงตาและริมฝีปากที่แสนสะดุดตาหนุ่มๆ โจลีเป็นนักแสดงสาวที่โดดเด่นด้านคุณภาพและภาพยนตร์หลายหลายเรื่องก็โด่งดังได้เพราะเธอ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเธออีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจกันบ้าง
โจลีก่อนที่จะโด่งดังเป็นนักแสดงแถวหน้าเธอเคยเป็นเด็กมีปัญหามาก่อน มีปัญหาก็เพราะเธอมีปัญหาครอบครัวตั้งแต่เด็กๆ แองเจลิน่า โจลี วอยต์(ชื่อเดิม) เกิดในลอสแองเจลีส รัฐแคลิฟอร์เนีย เธอเป็นลูกสาวของนักแสดง จอน วอยต์ และ มาร์ชไลน์เบอร์ทรานด์ ผู้เป็นน้องสาวของนักแสดงเช่นกัน
แองเจลีนา โจลี
พ่อแม่ของเธอหย่าร้างกันตั้งแต่เธอยังเด็ก (1976) ทำให้โจลีและพี่ชายของเธอต้องอยู่กับแม่ เนื่องจากสามีทิ้งเธอไป เธอจึงเหลือเป้าหมายในชีวิตเพียงอย่างเดียวคือการเลี้ยงลูกทั้งสองให้ดีที่สุด เธอที่ทิ้งความทะเยอทะยานที่จะเป็นนักแสดง เมื่อยามว่างโจลีดูดีชอบดูหนังกับแม่ของเธอ และเมื่อเธอรู้ว่าพ่อของเธอเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากเป็นนักแสดงขึ้นไปอีก
โจลี และพ่อของเธอ จอน วอยต์
เมื่ออายุ 5ขวบเธอได้แสดงในหนังเรื่อง Lookin’ to get out(1982) ของพ่อของเธอ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่โจลีตัดสินใจว่าเธออยากจะเป็นนักแสดงจริงๆจังๆ เธอตัดสินใจลงทะเบียนที่สถาบันโรงละคร ลีสตองเบิร์ก เธอได้ฝึกฝนอยู่ที่นั่นนานถึงสองปีและเธอได้ปรากฏตัวในละครเวทีหลายต่อหลายเรื่อง
ต่อมาเธอได้เข้าเรียนที่ เบเวอรี่ฮิลส์ไฮสคูลเนื่องจากแม่ของเธอมีฐานะไม่ค่อยดีนักแต่อยากให้เธอได้เรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด แต่สิ่งนั่นกลับทำร้ายโจลี เนื่องจากที่เบเวอรี่ฮิลส์ มีแต่ลูกท่านหลานเธอทุกคนมีฐานะร่ำรวยต่างจากโจลี ที่เธอทั้งผอมกระหรองและติดเหล็กดัดฟัน โจลีรู้สึกกดดันและตั้งเป้าหมายว่าจะต้องไปนักแสดงที่มีชื่อเสียงให้ได้ตัวแทนโอกาสที่หมดไปของแม่เธอ
แต่อนิจจาโชคไม่เข้าข้างโจลีน้อยเลย โจลีได้ย้ายไปเรียนที่ โมรีโน่ ไฮสคูลแทน ซึ่งเป็นโรงเรียนทางเลือก ที่นั่นเธอกลายเป็นเด็กเหลือขอแต่งตัวด้วยเสื้อแนวฟังค์ร็อค สวมเสื้อดำทาลิปสติกสีดำและเธอก็เริ่มหัดใช้มีดพกกับแฟนหนุ่มของเธอ เนื่องจากเธอเริ่มมีปัญหาทางด้านอารมณ์ เธอจึงลาออกจากชั้นเรียนการแสดงของเธอ
เธอเปลี่ยนความคิดจากการเป็นนักแสดงตามพ่อของเธอ ทั้งความฝันที่จะเป็นนักแสดงแทนแม่ของเธอไปเป็นพิธีศพแทน เธอกลับไปเรียนหนังสือที่บ้านและเรียนรู้การแต่งหน้าศพและการจัดการพิธีศพ พอเธออายุ 16 ปีเธอก็ได้เลิกลากับแฟนหนุ่ม และกลับเข้าไปเรียนจนจบมัธยม เธอเช่าอาพาร์ตเม้นต์และกลับไปศึกษาที่โรงละครอีกครั้งหนึ่ง
ช่วงวัยรุ่นโจลีมีปัญหาในการเข้าสังคมเป็นอย่างมากเธอเริ่มทำร้ายตัวเองด้วยการกรีดข้อมือเธอบอกว่าความเจ็บปวดทางกายช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทางใจของเธอได้ นอกจากนี้เธอยังเป็นโรคนอนไม่หลับและมีปัญหาเกี่ยวกับการกินอีกด้วย
เธอเริ่มทดลองใช้ยาเสพติดรวมถึงเฮโรอีนโจลีทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าและพยายามที่จะฆ่าตัวตายถึงสองครั้งเมื่อเธออายุ 24 เธอตัดสินใจเข้าปรึกษาแพทย์จิตเวช
1
โจลีกับพ่อของเธอไม่ลงรอยกันนับตั้งแต่พ่อของเธอหย่าขาดจากแม่ของเธอไปเมื่อเธอยังแบเบาะ ทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้งตอนที่เธอแสดงเรื่อง
La ra Croft: Tomp Raider(2001) และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็แย่ลงไปอีกโจลีฟ้องต่อศาลให้ลบนามสกุล”วอยต์” ของพ่อเธอออกอย่างถูกกฎหมายและให้ใช้ชื่อ แองเจลีนา โจลีแทน พ่อของเธออ้างว่าโจลีมีปัญหาทางจิตทำให้พี่ชายและแม่ของเธอเลิกติดต่อกับพ่อของเธอนานถึงหกปีครึ่ง
หลังสร้างชื่อให้ แองเจลีนา โจลี: Lara Croft: Tomb Raider
แต่ทั้งคู่ก็เริ่มสานสัมพันธ์กันใหม่อีกครั้งหลังจากแม่ของโจลีเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งรังไข่
ขณะที่โจลีได้ไปถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องLa ra Croft: Tomp Raider(2001) ที่ประเทศกัมพูชา นั้น 🇰🇭 เธอได้สนใจวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมมากขึ้น เมื่อเธอกลับมา เธอได้ติดต่อกับข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาระหว่างประเทศเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม
เธอเริ่มเยี่ยมเยือนค่ายผู้ลี้ภัยทั่วโลกเมื่อปีค.ศ. 2001 เธอเดินทางไปทัศนศึกษาครั้งแรกเป็นภารกิจ 18 วันที่ เซียร์ราลีโอน 🇸🇱 และ แทนซาเนีย 🇹🇿 และเธอได้บริจาคเงินถึง 1,000,000 เหรียญสหรัฐให้กับ UNHCR เพื่อการเดินทางและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเธอ
1
โจลีได้รับแต่งตั้งเป็นทูตสันตวไมตรี ของ UNHCR ที่กรุงเจนีวา 27 สิงหาคม ค.ศ.2001
2
ตลอด 10 ปีเธอเดินทางไปปฎิบัติหน้าที่กว่า 40 ครั้ง พบผู้ลี้ภัยกว่า 30 ประเทศทั่วโลกขณะที่เธอเยี่ยมชมภาคสนามเธอได้บันทึกและจัดทำเป็นหนังสือ My Travels ซึ่งตีพิมพ์ในเดือนตุลาคม ค.ศ.2003 และละครเรื่อง Beyond Borders เพื่อกล่าวถึงผู้ลี้ภัยและสะท้อนมนุษยธรรม
1
ในปีค.ศ. 2004 เธอเริ่มช่วยเหลือเกี่ยวกับเรือข้ามฟากและจัดเสบียงอาหารเนื่องจากเธอพบว่ามีผู้ช่วยเหลือถูกสังหารถึงสามรายในช่วงสงคราม อัฟกานิสถาน 🇦🇫 ตอนนี้เธอถือใบหรือญาตินักบินเอกชนและเป็นเจ้าของ Cirrus SR22และ Cessna 208 เครื่องบินคาราวานขนส่งเครื่องยนต์เดี่ยว🛩 นอกจากนี้เธอยังตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือผู้คนอีกมากมาย
1
ต่อมาเธอได้เลื่อนเป็นทูตพิเศษ โดยเธอได้รับมอบอำนาจจาก Gutterresและ UNHCR ในระดับการทูตโดยเน้นไปที่วิกฤตผู้ลี้ภัยเป็นสำคัญ
1
โจลี เมื่อครั้งเยี่ยมชมค่ายผู้ลี้ภัย :ภาพUNHCR.org
ลางร้ายมาเยือน
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 เมื่อเธออายุเพียง37 ปี โจลีพบว่าเธอมีโอกาสถึง 87% ที่จะเป็นมะเร็งเต้านม เนื่องจากยีน BRCA1 มีข้อบกพร่อง แม่ของเธอ มาร์เชลล์เบอร์ทรานด์ เสียชีวิตด้วยมะเร็งรังไข่ ย่าของเธอเสียชีวิตด้วยมะเร็งรังไข่เช่นเดียวกัน ป้าของเธอเสียชีวิตด้วยมะเร็งเต้านม เธอตัดสินใจเข้าฝ่าตัดทันที
หลังจากผ่าตัดสามเดือนพบว่าโอกาสจะเกิดมะเร็งเต้านมลดลงเหลือเพียง 5% เท่านั้น
สองปีต่อมาในเดือนมีนาคมค.ศ. 2015 พบว่าเธออาจมีโอกาสพบมะเร็งรังไข่เพิ่มอีก 50% เออตัดสินใจผ่าตัดรังไข่ทั้งสองข้างออกทันที
เพื่อนหญิงพลังหญิง
หลังการผ่าตัดในแต่ละครั้งเธอจะนำเรื่องราวของเธอมาลงตีพิมพ์ในนิตยสารเดอะนิวยอร์กไทม์ เธอมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงคนอื่นๆให้ทราบเกี่ยวกับการผ่าตัดและประสบการณ์ส่วนตัวและอธิบายการตัดสินใจในแต่ละช่วงเวลาของเธอเธอกล่าวว่า “ผู้หญิงทุกคนมีทางเลือกที่จะเข้มแข็งโดยไม่ลดทอนความเป็นผู้หญิงของตนเอง”👩🏻‍🦱
การประกาศของโจลีเกี่ยวกับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมของเธอเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง การให้ความสนใจกับยีน BRCA และการทดสอบทางพันธุกรรมถึงกับเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “The Angelina Effect”
ด้านชีวิตการแต่งงานของเธอไม่ค่อยดีนักเธอแต่งงานถึงสามครั้ง
- จอนนี่ ลี มิลเลอร์ (แต่ง:1996 หย่า:2000)
- บิลลี่ บ๊อบ ทอรนตัน(แต่ง2000 หย่า:2003)
- แบรด พีตต์ (แต่ง: 2014 หย่า: 2019)
เธอมีลูกหกคน(สามคนเป็นลูกบุญธรรม)
โจลีได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในงานด้านมนุษยธรรมของเธอเธอได้รับรางวัลมากมายเช่น
🎖รางวัลผู้มีมนุษยธรรมขั้นต้น จากโครงการ ตรวจคนเข้าเมืองและผู้ลี้ภัยของ Chruch World Service(2002)
🎖Citizen of World Award(2003)
🎖รางวัลมนุษยธรรมระดับโลกด้วย UNA-USA(2005)
🎖ได้รับสิทธิ์เป็นพลเรือนพิเศษของกัมพูชาจากเจ้านโรดม สีหมุนี เพื่อระลึกถึงการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าในกัมพูชา(2005)
🎖Freedom Aword จากคณะกรรมการช่วยเหลือระหว่างประเทศ(2007)
🎖หมุดทองคำในฐานะทูตสันถไมตรีแห่งสหประชาชาติUNHCR (2011)
🎖Jean Hersholt Humanitarian Aword(2013)
🎖ผู้บัญชาการหญิงกิตติมศักดิ์ของ St.Michaelและ St.George สำหรับการบริหารนโยบายต่างประเทศของสหราชอาณาจักรและการรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงทางเพศในเขตสงคราม(2014)
🎖รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จาก Queen Elizabeth II
1
อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่
โฆษณา