29 เม.ย. 2020 เวลา 02:10 • การศึกษา
เคล็ด (ไม่) ลับในการทำให้คนหันมาพกแก้วส่วนตัว
การพกพาแก้วส่วนตัวพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดขยะได้ดีที่สุด เพราะแก้วใสๆที่บอกว่าย่อยสลายได้ เอาเข้าจริงๆเกือบทั้งหมดจะย่อยสลายก็เฉพาะในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแบบอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่การจะจูงใจให้คนหันมาพกแก้วส่วนตัวกันก็ไม่ง่ายเลย มหาวิทยาลัย Winchester ในอังกฤษค้นพบวิธีที่ช่วยให้คนพากันพกแก้วส่วนตัวอย่างได้ผล
.
ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็เคยมีข้อมูลว่าใช้แก้วกาแฟร้อนถึงปีละเกือบ 200,000 ใบ แก้วกาแฟประเภทนี้เป็นส่วนผสมของกระดาษเคลือบพลาสติก ซึ่งทำให้ย่อยสลายยาก และนำไปรีไซเคิลได้ยากมาก จึงเป็นปัญหาขยะที่น่าปวดหัวมากทีเดียว
.
ทางมหาวิทยาลัยพยายามสร้างแรงจูงใจให้คนนำแก้วส่วนตัวมาใช้ ด้วยการมอบส่วนลด 25 เพนนีหรือประมาณ 10 บาทให้กับคนที่นำแก้วมาเอง แต่ไม่ค่อยได้ผล
.
คราวนี้มหาวิทยาลัยเลยลองปรับราคาใหม่ โดยลดราคาเครื่องดื่มร้อนทั้งหมดลง 10 บาท แต่เป็นราคาที่ไม่รวมค่าแก้ว หมายความว่าหากใครยังต้องการแก้วแบบใช้แล้วทิ้ง จะต้องจ่ายเพิ่ม 10 บาท
.
ปรากฎว่า การตั้งราคาแบบนี้ได้ผลมาก เพราะความจริงแล้วราคายังเหมือนเดิม แต่ทำให้คนรู้สึกว่า การนำแก้วมาเองนั้นเป็นเรื่องปกติ การใช้แก้วจากที่ร้านเป็นเรื่องไม่ปกติ และต้องจ่ายเงินเพิ่ม
.
การเปลี่ยน Default หรือต้นแบบการให้บริการ ทำให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะรู้อยู่แล้วว่า ถ้าไม่เอาแก้วไปเอง จะถูก "ลงโทษ" ด้วยการต้องจ่ายเงินเพิ่ม 10 บาท จึงได้ผลในเชิงจิตวิทยา
.
ผลปรากฏว่า ยอดขายเครื่องดื่มไม่ได้ลดลง และสามารถลดจำนวนแก้วแบบใช้แล้วทิ้งได้ถึง 34,000 ใบในปีแรก ตอนนี้หนึ่งในสามของยอดขาย หันมาใช้แก้วส่วนตัวที่ใช้ซ้ำได้
.
"การลงโทษ ได้ผลกว่าการให้รางวัลเสมอ หากเราต้องการให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม" Liz Harris เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัย Winchester อธิบาย
.
เคล็ด (ไม่) ลับในการทำให้คนหันมาพกพาแก้วส่วนตัว คือการกำหนดราคาที่สะท้อนถึงต้นทุนในการจัดการขยะหลังใช้งาน
.
การทดลองในร้านกาแฟของมหาวิทยาลัยอื่นๆ เช่นที่ Cardiff Univesity, University of South Wales และ Imperial College London ต่างก็ได้ผลใกล้เคียงกัน โดยสามารถเพิ่มจำนวนคนที่หันมาใช้แก้วส่วนตัวได้ถึง 5.1% to 17.4% หรือเฉลี่ย 12.5%
.
ในแต่ละปีในอังกฤษมีการใช้แก้วกาแฟร้อนแบบใช้แล้วทิ้งสูงถึง 2.5 พันล้านใบ การนำระบบนี้มาใช้จึงจะช่วยลดขยะประเภทนี้ไปได้ถึง 300 ล้านใบต่อปีเป็นอย่างน้อย
.
นับว่าเป็นแนวทางที่น่าสนใจ ในการตั้งราคาเพื่อให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งน่าจะเอามาปรับใช้ในบ้านเราได้เหมือนกัน หากมีการออกเป็นนโยบายหรือกฎหมาย เพื่อให้มีการปฏิบัติเหมือนกันทุกร้าน
โฆษณา