5 พ.ค. 2020 เวลา 03:59 • ธุรกิจ
George Soros : ชายที่ทรงอิทธิพลค่าเงินบาทไทย ในวิกฤษ"ต้มยำกุ้ง"
ถ้าย้อนกลับไปถึงวิกฤตการเงินของเอเชีย 2540 ชื่อของ 'จอร์จ โซรอส'' เป็นที่คุ้นหูในฐานะ "พ่อมดเงินตรา(ตัวแสบ)" ผู้ถูกกล่าวหาว่าโจมตีค่าเงินบาท และอีกหลายสกุลในเอเชีย จนทำให้คนไทยและอีกหลายชาตินับสิบล้านคนต้องเผชิญความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ วันนี้ Buy Or Sell ขอเสนอเรื่องราวของ มหาเศรษฐีชาวอเมริกันเชื้อสายฮังการี วัย 89 ปี ผู้นี้
George soros
ก่อนอื่นเรามารู้จักประวัติคร่าวๆของ George กันก่อน
โซรอสเกิดเมื่อปี 1930 ที่เมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี จอร์จ โซรอส เป็นลูกชายของ Tivarda Soros (เป็นชาวฮังการีเชื้อสายยิว ซึ่งเวลาที่เค้าเกิดเป็นเวลาก่อนที่นาซีจะบุกยึดฮังการี 14 ปี กฎสำคัญข้อเดียวในวัยเด็กของเขาคือ ต้องเอาชีวิตรอด อย่าให้ถูกจับได้ โซรอสกล่าวว่าพ่อของเขานั้นเป็นนักเอาชีวิตรอด เขาเล่าว่าพ่อนั้นเคยเป็นเชลยสงครามในช่วงปฏิวัติรัสเซียและแหกคุกออกมาได้ โดยเป้าหมายของพ่อของเขาคือ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ครอบครัว และตนเองจะต้องรอดชีวิตให้ได้
จอร์จ โซรอส ในวัยเด็กต้องซ่อนความเป็นยิวของ โซรอสย้ายสัญชาติไปอังกฤษเมื่อปี 1947 และจบจาก London School of Economics ในปี 1952 โซรอสได้ทำงานเสริมเป็นพนักงานเสิร์ฟและเด็กยกกระเป๋าตามสถานีรถไฟ ทั้งๆ ที่เป็นนักศึกษาด้านปรัชญากับ Karl Popper ทางมหาวิทยาลัยได้ขอให้โซรอสช่วยเป็นติวเตอร์เพื่อแลกกับเงิน 40 ปอนด์จากกองทุน Quaker และสุดท้ายได้ทำงานกับธนาคาร Singer & Friedlander
1956 โซรอสย้ายไปนิวยอร์ก ในตำแหน่งนักเก็งกำไรจากการแลกเปลี่ยนกับบริษัท F.M. Mayer ตั้งแต่ปี 1956-59 และเป็นนักวิเคราะห์ กับ Wertheim and Company ตั้งแต่ 1959-1963 ระหว่างนี้นี่เองที่เข้าได้คิดค้น “Reflexivity Theory” ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เค้าใช้ทำกำไรจากตลาดมาโดยตลอด
จากนั้น ในปี 1970 เขาได้ก่อตั้ง Quantum Fund ร่วมกับ Jim Rogers ซึ่งสร้างรายได้ให้โซรอสอย่างมหาศาล ก่อนที่ ปี 2011 Quantum Fund ของ Soros จะประกาศปิดตัวลงเพราะไม่อยากลงทะเบียนกับ กลต โดยผลตอบแทนต่อปีที่เค้าทำได้นั้นเฉลี่ยอยู่ถึง 32% ต่อปี !!
ขอบคุณรูปจาก tendercapital
ในช่วงปี1985-1995 ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง การส่งออกเติบโต และมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในประเทศจำนวนมาก เมื่อมีเงินบาทจำนวนมากไหลเวียนอยู่ในระบบ ประเทศไทยจึงเผชิญกับสภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดแรงกดดัน ทำให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับสูง ต่อมามีการประกาศ ให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าออกโดยเสรี แต่ประเทศไทยกลับยังคงใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่
เมื่อเกิดภาวะเช่นนั้นบริษัทเอกชนจึงทำการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศ (ส่วนใหญ่กู้ยืมเป็นสกุลเงินดอลล่าร์) ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าแทนการกู้เงินในประเทศ โดยไม่ทำการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (เนื่องจากเงินบาทมีค่าคงที่เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ผู้กู้เงินจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องป้องกันความเสี่ยง เพราะคิดว่าไม่มีความเสี่ยง) และไม่มีการควบคุมปริมาณจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย
ต่อมาในช่วงปี 1996 เศรษฐกิจสหรัฐกลับฟื้นตัว ทำให้รัฐบาลสหรัฐเริ่มขึ้นดอกเบี้ย เงินดอลลาร์จึงแข็งค่าขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทของไทยที่ผูกติดอยู่กับเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าตามไปด้วย การส่งออกของไทยเริ่มหดตัวลง เงินลงทุนเริ่มไหลออก แต่ค่าเงินบาทของไทยที่ควรจะอ่อนตามภาวะเศรษฐกิจกลับยังคงแข็งค่าตามเงินดอลล่าร์
ดังนั้น โซรอสจึงเห็นช่องทางทำกำไรจากการที่เงินบาทไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง โซรอสจึงได้โจมตีค่าเงินบาทด้วยการขายชอร์ตเงินบาท ในขณะนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยทำการป้องกันค่าเงินบาทด้วยการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปซิ้อเงินบาทที่โซรอสขาย จนกระทั่งมูลค่า ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 1997 เพิ่มขึ้นเป็น 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 40% ของเงินทุนสำรองการโจมตีของโซรอส ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 1997 ประเทศไทยได้ขอความร่วมมือจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกงในการเข้าป้องกันค่าเงินบาทอีกมูลค่ากว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในที่สุด ประเทศไทยก็ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท (Managed Float) ในเดือนกรกฎาคม 1997 ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเกือบ 100% (จาก 25 บาท/1 $ >> 50 บาท /1$) ในทันที ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจซึ่งมีการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศจำนวนมากต้องมีหนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัว บริษัทจำนวนมากล้มละลาย ธนาคารมีหนี้เสียสูงเป็นประวัติการณ์
วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยครั้งนี้ได้ส่งผลลามไปถึงเศรษฐกิจและค่าเงินของประเทศในภูมิภาคเอเชียอื่นๆ อีกหลายประเทศ จนได้ชื่อว่าโรคต้มยำกุ้ง (Tom Yum Kung Decease) ประมาณกันว่าโซรอสสามารถทำกำไรจากการโจมตีค่าเงินเอเชียครั้งนี้ประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขอบคุณข้อมูลจาก:https://www.intergold.co.th
โฆษณา