7 พ.ค. 2020 เวลา 11:04 • ประวัติศาสตร์
พระแสงขรรค์ชัยศรี
กรุงกัมพูชา
ในอดีตนั้น พระแสงขรรค์ชัยศรีจะประดิษฐานอยู่ในหอสัมฤทธิ์พิมาน ในพระราชวังจตุมุขสิริมงคล เล่ากันว่า ทุกๆเดือน เหล่าราชครูพราหมณ์ จะต้องประกอบพิธีบัตรพลีสังเวยพระแสงขรรค์ ถึง 2 ครั้ง
ซึ่งการบัตรพลีนั้น จะกระทำกันในยาม 2 ของวันอังคาร โดยคณะพราหมณ์ จะอัญเชิญเอาพระแสงมาไว้บนฟูกที่ประดับไว้ จากนั้นก็จะชักพระแสงออกจากฝัก แล้วหันปลายพระแสงไปทางทิศใต้ เมื่อวางพระแสงได้ทุกทิศทุกทางแล้ว ก็จะมีพระราชครูพราหมณ์ จำนวน 8 ท่าน สวดขับกล่อมทำพิธี บวงสรวงสังเวยบัตรพลีบูชา
ความสำคัญ
ในการประกอบพระราชพิธีบรมราชา ฯ นั้น เจ้าพนักงานจะต้องอัญเชิญพระแสงขรรค์ ออกมาพร้อมกับ พระแสงหอกลำแพนชัย ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป การประกอบพระราชพิธีบรมราชาฯ ก็จะไม่สมบูรณ์ ซึ่งนั้นก็หมายความว่า " ครองได้แต่แผ่นดิน แต่ไร้ซึ่งพระราชอำนาจ " ซึ่งก็มีคำบันทึกของ โจ้ว ต้า กวน อีก 1 เสียง ยืนยันว่า..
พระแสงขรรค์กรุงกัมพูชานั้น มีความสำคัญเทียบเท่า กับตราหยกขององค์พระจักรพรรดิจิ๋นซีเลยทีเดียว เพราะว่าพระแสงฯ นั้น ได้แสดงถึงอำนาจปกครอง ที่อยู่เหนือแผ่นดินโตนเลสาบ ,ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ,ลุ่มน้ำยม ,ลุ่มน้ำมูล ,ลุ่มน้ำชี ,และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ก็ด้วยพระเจ้าแผ่นดินกรุงกัมพูชาโบราณนั้น เวลาพระองค์เสด็จออกว่าราชการแผ่นดิน พระองค์ก็จะสำแดงอาญาสิทธิ์ โดยการยกพระแสงขรรค์ฯ ขึ้นประดิษฐไว้เหนือพระราชบัลลังค์..เพื่อแสดงนัยยะในการปกครองโดยชอบธรรม
ปล. เคยมีกษัตริย์กัมพูชาพระองค์หนึ่ง ได้เป็นกษัตริย์เพราะพระชายา ได้เข้าไปขโมยเอาพระแสงขรรค์ ของพระราชบิดาของตน มามอบให้พระสวามี จากนั้นก็ทำการยึดอำนาจ แล้วคุมตัว องค์รัชทายาทไปขัง หากแต่ว่าในช่วงที่พระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์นั้น เหมือนโชคไม่เข้าข้าง เพราะว่าช่วงเวลานั้นอาณาจักรต่าง ๆ ผุดขึ้นยังกับดอกเห็ดแถมเข้มแข็งกว่าอีกต่างหาก พระองค์ก็เลยได้การปกครองเพียงรอบ ๆ โตนเลสาบเท่านั้น
โฆษณา