7 พ.ค. 2020 เวลา 15:15 • ประวัติศาสตร์
บางเรื่องเป็นตำนาน คนแต่ละรุ่นย่อมสร้างตำนานของตนเอง แม้จะเสียใจเสียดาย แต่ความเป็นเกษตร ความเป็นพี่น้องแบบ sotus ก็อยู่ในตัวพวกเรา เผยแพร่ให้กับผู้คนสังคมรอบข้าง
ผมเองห่างเกษตรไปนาน แต่พอมาเจอกลุ่ม KU จะย้อนเวลา ถึงรู้ว่าความเป็นเกษตรไม่ได้หายไปไหน ฝังอยู่เงียบๆในเนื้อในใจตน
แก่นแท้ความจริง ความดี ที่รู้สึกในใจไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนไปตามเปลือกหุ้ม
แม้เราคือรอยเท้าบนผืนทราย เพื่อวันหนึ่งถูกคลื่นซัดหายไปเช่นเดียวกับรุ่นพี่ รุ่นน้องที่ตามมา
แต่พอคิดถึงเรื่องราว มิตรภาพ เพื่อน รุ่นพี่ น้องๆ ครูอาจารย์ ความเป็นเกษตร ก็ดีใจ เสียใจ อดน้ำตารื้นไม่ได้ ว่าครั้งหนึ่งเคยมีตำนานเรื่องราว ณ ทุ่งบางเขน ม เกษตร ประทับติดในความทรงจำไม่รู้ลืม อิอิ ผมคงแก่แล้วล่ะครับ
โลกของผู้แข็งแกร่ง
ตำนานวิศวะดงตาล Sotus และเด็กเกษตร เรื่องเล่าของยุคสมัย ฝากไว้ในสายลม
แยกจาก ตอน 6 รับน้อง https://goo.gl/AjF2cp
ตอนเป็นน้องใหม่วิศวะเกษตร ทุกคนต้องแต่งชุดนิสิต ผู้หญิงใส่เสื้อขาว กระโปรงดำยาวคลุมเข่า รองเท้าขาว ถุงเท้าขาว ผู้ชายใส่เสื้อขาว กางเกงผ้า รองเท้าหนังสีดำ ผูกไทด์สีเขียวมีตราเกียร์ (เฟือง) สัญลักษณ์คณะวิศวะ ทุกคนถือแฟ้มสีเลือดหมู scarlet สีประจำคณะ พี่ๆจะบอกเสมอ เห็นใครถือแฟ้มแบบนี้ให้เข้าไปทัก ชวนขึ้นรถกลับบ้านด้วยกัน ช่วงประชุมเชียร์นี่แหละที่เรารู้จักกันเยอะ แม้ว่ารุ่นเรามีกันเกือบพันคน ซึ่งไทด์และแฟ้มสีเลือดหมูนี้ อาจารย์เป็นผู้มอบให้เราในการประชุมเชียร์ครั้งแรก ตอนนั้นเราเริ่มรู้แล้ว คำว่าวิศวะมาจากวิษณุ หรือพระนารายณ์ เทพเจ้าผู้สร้างสิ่งต่างๆในโลก เกียร์คือสัญลักษณ์ของวิศวะ ทุกคนอยากได้มาห้อยคออวดสาวๆ แต่เกียร์ที่ว่านี่ไม่ใช่เอาเฟืองอะไรก็ได้มาห้อยคอ ต้องเป็นอันที่ได้รับหลังผ่านรับน้องวิ่งประเพณี โดยตอนเย็นๆเราต้องเข้าหัวลำโพง ห้องประชุมเชียร์อบซาวน่าของคณะ แหกปากร้องเพลง จำเนื้อเพลงบูม เพลงเชียร์คณะ เพลงบูม เพลงประจำมหาลัย ถ้าจำไม่ได้ ร้องผิดร้องถูกไม่พร้อมกัน จะโดนรุ่นพี่สั่งลงโทษ ก้มหน้า วิดพื้น สก็อตจั้ม เย้ยหยันเรียกพวกเราว่า “ไม่ได้เรื่อง” “ไม่เอาไหน” “เหลวเป๋ว" “ไอ้รุ่นสังขยา” “ไอ้รุ่นน้ำจิ้ม” หรือที่เรียกรวมๆว่า "ว๊าก" นั่นแหละ ตามแต่ความคิดสร้างสรรค์จินตนาการด้านทำลายล้างของรุ่นพี่จะนึกออก ทั้งว๊ากเดี่ยว ว๊ากหมู่ รุมว๊าก ว๊ากรับส่งต่อกันเป็นทอดๆ หรือว๊ากพร้อมๆกัน ดังเซ็งแซ่หัวลำโพง และที่สำคัญรุ่นพี่ยังได้สอนเราถึงความหมายของคำว่า SOTUS ความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง สายใยยึดเหนี่ยวเหล่าวิศวะเกษตร
S seniority การเคารพรุ่นพี่รุ่นน้อง
O order ระเบียบวินัย
T tradition ประเพณี
U unity สามัคคี
S spirit ความมีน้ำใจ
พวกเราแหกปากร้องเพลง โดนว๊าก โดนเย้ยหยัน โดนทำโทษ ในหัวลำโพงซาวน่า เหงื่อออกท่วมตัว ออกแล้วแห้ง แห้งแล้วออก ออกแล้วออกอีก จนเสื้อเปียกชุ่ม กว่าจะเลิกประชุมเชียร์แต่ละครั้งก็สองสามทุ่ม เราเหนื่อยด้วยกัน (เหนื่อยชิหาย เหนื่อยโคตรๆ ไหนวะรับน้องแบบวันวานยังหวานอยู่ ในนิยายรักนักศึกษา เฮียศุภักษรอ่ะ) หิวด้วยกัน กินข้าวห่อด้วยกัน แล้วก็นั่งรถเมล์กลับบ้านดึกๆด้วยกัน นี่แค่ประชุมเชียร์รับน้องคณะ ถ้าใครอยู่หอในมหาลัย อ่วมกว่านี้ รุ่นพี่หอท่าน(มัน)ก็ช่างรักน้องซะเหลือเกิน รับกันทุกวัน รับกันแทบทั้งคืน อาจารย์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนรับกันหนักกว่านี้ รับกันทั้งปี จนจะขึ้นปีสองนั่นแหละถึงเลิกรับ มิน่าล่ะเด็กเกษตรถึงมีน้ำอดน้ำทน สั่งอะไรไม่เคยปฏิเสธ
เราประชุมเชียร์กันแบบนี้อยู่เดือนกว่า จนถึงเย็นวันประชุมเชียร์ครั้งที่ 6 ครั้งสุดท้าย วันวิ่งประเพณี รุ่นพี่สั่งให้เราวิ่งตามจำนวนรุ่น ตอนนั้นเรารุ่น E46 KU50 ต้องวิ่งกัน 46 รอบ รอบมหาลัย รอบคณะ รอบใหญ่ รอบเล็ก แล้วแต่รุ่นพี่จะวิ่งนำ อ้อ มีวิ่งแถมให้ว่าที่รุ่นน้อง E47 ที่จะเข้าเรียนต่อจากเราปีหน้าด้วย เห็นไม๊รักน้องมาก ยังไม่ทันได้มีก็วิ่งให้ด้วย รวมเป็น 47 รอบ
ลองคิดดูสิ นิสิตวิศวะค่อนคณะ ทั้งรุ่นเรารุ่นพี่ คนเป็นพัน วิ่งกันทั้งคืน วิ่งรอบคณะ รอบมหาลัยเกษตร รอบทุ่งบางเขนของเรา วิ่งกันตั้งแต่เย็นวันศุกร์ถึงเช้าวันเสาร์ เหน็ดเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องวิ่ง วิ่งเดี่ยว วิ่งคล้องคอเพื่อน คอยดูแลเพื่อน วิ่งไปร้องเพลงเชียร์ไป หรือไม่ก็วิ่งให้รุ่นพี่พร้อมร้องว่า
“รอบนี้วิ่งให้ E1” “รอบนี้วิ่งให้ E1” “รอบนี้วิ่งให้พี่กู” “รอบนี้วิ่งให้พี่กู” ...
ตั้งแต่รอบแรก รุ่นแรก E1 จนถึงรอบที่ 47 รอบสุดท้าย รุ่นน้องพวกเรา E47
“รอบนี้วิ่งให้ E47” “รอบนี้วิ่งให้ E47” “รอบนี้วิ่งให้น้องกู” “รอบนี้วิ่งให้น้องกู”
บางรอบมีรุ่นพี่นายช่างที่จบไปแล้วมาร่วมวิ่งเป็นกำลังใจกับเรา บางครั้งเราวิ่งสวนกับคณะอื่น แต่ไม่ได้เห็นอะไร เพราะรุ่นพี่สั่งก้มหน้า วิ่งกันต่อ จนดึกดื่นค่อนคืน ถึงลานกว้างหน้า ศร. อาคารที่เราเรียนรวมกับนิสิตคณะอื่น รุ่นพี่สั่งหยุดวิ่ง ทุกคนนอนลง เอาวะ รุ่นพี่สั่ง ยังไงก็ต้องนอน สกปรกเลอะเทอะไม่สน หัวหนุนขาเพื่อน เหนื่อยแล้ว ปวดขาล้าไปหมด เอนหลังนอนสบาย ตาจ้องไปบนท้องฟ้า เห็นดวงดาวระยิบระยับ รุ่นพี่ถาม “เห็นอะไรบนท้องฟ้า” พวกเราตอบว่า “ดาว” เท่านั้นแหละ รุ่นพี่ว๊ากลั่นลาน “ไม่มีดาว เกษตรมีแต่ดิน” เฮ้ยยยยยย มาเล่นมุกอะไรเอาตอนนี้ เราทั้งขำ ทั้งเหนื่อยแล้วก็มีมุกรุ่นพี่ๆแบบดุๆ ฮาบ้าง แป๊กบ้าง ฝืดก็เยอะ แต่ก็นะ ปกติรุ่นพี่จริงจังเคร่งเครียด ไม่เคยพูดเล่น แค่นี้พวกเราก็ทั้งเหวอ ตกใจ ใจชื้นเล็กๆ ขณะเดียวกันเริ่มเข้าใจบางอย่าง พวกเราเกือบพันคนมากันจากทั่วประเทศ มาเรียนที่นีล้วนมีเป้าหมายต่างกัน แต่คืนนี้ได้มานอนด้วยกันบนพื้นดิน ณ ที่แห่งนี้ มอเกษตรศาตร์มหาลัยของเรา นี่สินะความเป็นเกษตร เรียบง่าย ติดดิน เหมือนที่นิสิตเกษตรรุ่นพี่ก็เคยนอนดินลุยโคลนกันมาแล้ว จนมาถึงรุ่นเราแล้วก็รุ่นน้องต่อๆมา สืบสายธารความเป็นเกษตร ...
แล้วเราก็วิ่งต่อ วิ่งๆหยุดๆซอยเท้า เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ง่วงตาแทบปิด ข้ามวันข้ามคืนจนตีสามถึงได้นั่งพักที่สนามบาส คืนนั้นข้างขึ้น พอเห็นหน้ากันลางๆ อยู่กันหลายคน ยุงเลือกกัดไม่ถูก เราฉวยโอกาสนั่งหลับ รุ่นพี่เกิดใจดี (อีกแล้ว) เห็นน้องสัปหงก เลยเล่านิทาน”กาหลิบ” แต่มีข้อแม้ห้ามน้องผู้หญิงฟัง ให้ยกมือปิดตาแทน รุ่นพี่เล่าไปหนึ่งวรรค เราต้องรับว่า “ผ่างๆ” นิทานเล่าว่า “ณ แว่นแคว้นแดนหนึ่ง” “ผ่างๆ” “มีพระราชาองค์หนึ่ง” “ผ่างๆ” “มีมเหสีองค์หนึ่ง” “ผ่างๆ” ... เท่านั้นแหละ จากที่หลับๆอยู่ ตาโตเป็นไข่ห่าน เฮ้ยยยย อีกแล้ว! อะไรวะเนี่ย! นิทานเหียกอะไรวะ มีมเหสี มหาดเล็ก แล้วก็ “ออบอ๊ะไออะเอ้าอ่ะ (ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ)” รุ่นน้องบางคนฟังแล้วชอบ บางคนเหวอ อัปรีย์จัญไร สัปปะดี้สีปะดนดีแท้ แต่พวกผู้หญิงเชื่อฟังรุ่นพี่ ปิดตาสนิท กระดิกหูอย่างเดียว ... คณะวิศวะเราอยู่ที่ รร ช่างชลประทาน ปากเกร็ดมาก่อน นักเรียนช่างส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้ชาย แนวศิลปะเลยไปทางนั้น ออกสื่อมากไม่ได้ เดี๋ยวหูร้อน หัวระเบิด เรทxxx แต่อย่างน้อยก็ 4 ปี ที่นิทานกาหลิบ เพลงบูม เพลงเชียร์คณะ เพลงแปลงพิศประหลาด อยู่กับเราเวลาล้อมวงกินเหล้า แข่งกีฬา นั่งรถบัสออกนอกคณะ ร้องกันหนุกหนานประสาพี่น้องวิศวะดงตาล (ถ้าไม่อายรถข้างๆ)
ตอนนี้ฟ้าเริ่มสาง บางคนสัปหงกหลับนก หลายคนตาสว่างจากนิทานกาหลิบ แล้วเราก็วิ่งต่อ เหมือนมาราธอนช่วงสุดท้าย รีดกันจนหมด วิ่งกันมาทั้งคืน เหนื่อยแสนเหนื่อย ง่วงแสนง่วง ขานี่ปวดแล้วปวดอีก ล้าแล้วล้าอีก เรี่ยวแรงแทบไม่เหลือ ลืมตาไม่ขึ้น สะลึมสะลือ หูอื้อ แสบคอเพราะร้องเพลง(ตะโกน)มาทั้งคืน ได้แต่กัดฟัน พาตัวเอง ประคองเพื่อน วิ่งเป็นตับ กอดคอกันวิ่ง ถูลู่ถูกังมาเรื่อย เริ่มเห็นผู้คนตามทาง รุ่นพี่วิศวะทั้งศิษย์ปัจจุบันศิษย์เก่า ยืนเรียงแถวปรบมือกันเต็มไปหมด “สู้ๆ” “สู้ๆน้อง” “ฮึดหน่อย” กำลังใจเริ่มมา เอาวะ กัดฟันช่วงสุดท้าย วิ่งไป ร้องไป
“รอบนี้วิ่งให้ E45” “รอบนี้วิ่งให้ E45” “รอบนี้วิ่งให้พี่กู” “รอบนี้วิ่งให้พี่กู”
“รอบนี้วิ่งให้ E46” “รอบนี้วิ่งให้ E46” “รอบนี้วิ่งให้ตัวกู” “รอบนี้วิ่งให้ตัวกู”
“รอบนี้วิ่งให้ E47” “รอบนี้วิ่งให้ E47” “รอบนี้วิ่งให้น้องกู” “รอบนี้วิ่งให้น้องกู”
จนเข้าเส้นชัย เฮ้อออออ แทบตาย รอดมาได้ เราดีใจกันมาก หันไปมองเพื่อนๆรอบข้าง พี่ๆว๊ากเกอร์ รุ่นพี่ที่มาคอยปรบมือต้อนรับ ทุกคนมอมแมม กะโผลกกะเผลก เหนื่อยล้า แต่แววตาใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุข แล้วรุ่นพี่ก็ให้โอวาท ก่อนกินข้าวต้มแยกย้ายขึ้นรถเมล์กลับบ้าน พักผ่อนเอาแรง เพื่อกลับมาคณะเข้าพิธีรับเกียร์ตอนเย็น
เช้าวันนั้นเป็นช่วงเวลาที่เราภูมิใจที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต ตลอดการประชุมเชียร์ 6 ครั้งที่ผ่านมา เราร้องเพลงเชียร์ จำเนื้อร้องผิดๆถูกๆ โดนรุ่นพี่สั่งลงโทษวิดพื้น แทงปลาไหล ตะคอกตวาด ร้อนแสนร้อน เหนื่อยแสนเหนื่อย หิวแสนหิว กลับบ้านดึกดื่นจนพ่อแม่ถาม “กลับบ้านค่ำมืด เรียนหนังสืออะไรกันนักหนา” จนถึงคืนวันวิ่งประเพณี พวกเราพยายามกันมากนะ ผ่านความลำบาก วิ่งกันมาทั้งคืน วิ่งบ้าวิ่งบอ วิ่งวัววิ่งควาย เออ บางทีมันดูโง่ๆแบบนั้นแหละ แต่ที่สำคัญคือ เราเอาชนะใจตัวเอง เอาชนะคำสบประมาทรุ่นพี่ได้ โอวาทที่รุ่นพี่ให้ในเช้าวันนั้น แม้ผ่านมาจะ 30 ปีแล้ว ก็ยังจำได้ไม่ลืม...
“เราคือวิศวะ หน้าที่คือความรับผิดชอบ รับปากแล้วต้องทำให้ได้ เราไม่ใช่หมอ ที่ซ่อนความผิดไว้กับซากศพ เราไม่ใช่ทนายโทษตัวบทกฏหมาย เราไม่ใช่สถาปนิกปกปิดความผิดด้วยไม้ประดับ เราคือวิศวะ เราอยู่ในโลกของผู้แข็งแกร่ง”
แล้วเหล่าผู้แข็งแกร่งก็แยกย้าย สะโหลสะเหลโหนรถเมล์กลับบ้านด้วยความเหนื่อยอ่อน แขนขาหมดแรงแทบสลบ แต่ลึกๆฮึกเหิมภูมิใจยิ่งนัก เรามีรุ่น เราได้รับการยอมรับ เราเป็นวิศวะเกษตรจริงๆแล้ว ... ตอนเย็นหลังจากพักผ่อนที่บ้าน เรากลับมาที่คณะ เจอหน้าทักทายเพื่อนรุ่นร่วมลำบากกันมาทั้งคืน รุ่นพี่ที่เคยว๊ากเรา กลับยิ้มแย้มแจ่มใส เล่นตลกปล่อยมุข เราคุย เราหัวเราะ บรรยากาศสนุกสนาน อบอวล เต็มไปด้วยความเป็นเพื่อนพี่น้อง สายใยวิศวะเกษตร แล้วสักพักก็มีพิธีรับเกียร์ รุ่นพี่เข้าแถวเป็นรูปตัวยูล้อมรอบพวกเราที่นั่งตรงกลาง ร้องเพลงปราสาทดงตาล เพลงประจำคณะเรา อาจารย์เป็นคนมอบเกียร์ที่พวกเราอยากได้นักหนา เราเลือกประธานรุ่น ดื่มน้ำแช่บอระเพ็ดหั่นเป็นท่อน ฝานเป็นแว่น คนละจอก ประธานรุ่นดื่มหนึ่งขัน ใช่ บอระเพ็ดขมๆนี่แหละ รุ่นพี่บอกว่า “ชีวิตวิศวกร ขมเหมือนบอระเพ็ดจอกนี้ ขอให้อดทนไว้” แล้วก็มีงานเลี้ยงรื่นเริง เหล้ายาปลาปิ้ง กินดื่มเฮฮากันทั้งคืน กินกันในคณะนั่นแหละ เปิดเทคไฟเฟยแสงสีพรึ่บพรั่บ เดินสายติดตั้งโดยชมรมไฟฟ้าของคณะเราเอง หรูดีไม๊ล่ะ คณะเรามีชมรมไฟฟ้าทำไฟเทคเอง ไม่ต้องจ้างเค้า หนำซ้ำยังไปรับจ้างจัดเทคให้คณะอื่นมหาลัยอื่น ที่มีสาวๆสวยๆ ดิ้นกันดูเพลินใจเพลินตา แล้วมาคุยโม้อวดให้เพื่อนๆที่ไม่ได้ไปให้ฟังด้วยนะ
คืนนั้นเราสนุกกันมาก เหล้ายาเป็นลัง มีวงดนตรีของคณะเราเอง เด็กวิศวะด้วยกันนี่แหละ ร้องเล่นเต้นกันเอง ลีดกีตาร์ไฟแล่บ กินๆดิ้นๆกันในหมู่ผู้ชาย ไม่มีสาวให้เก็กโชว์ฟอร์ม ใส่กันเต็มที่ ลงไปนอนดิ้นกับพื้นก็มี ปีนั้นบอลโลกจัดที่อิตาลี คณะเอาทีวีมาเปิดให้ดู อิตาลีมีเพลง To be number 1 เราก็มีเพลง To be engineer ร้องล้อกันหนุกหนาน บางคนดูบอลแล้วคึกจัด ไปเตะบอลกลางคณะทั้งที่เมาๆ เตะไปชักตาลายเตะไม่ไหว ก็คลานออกไปอ๊วก อ๊วกเสร็จกลับมาเตะต่อ บางคนสมัยมัธยมเป็นเด็กเรียน ไม่เคยกินเหล้า ก็ได้มาเปิดซิงวันนี้ ผ่านรับน้องนรก รับเกียร์มา ยืดได้แล้ว เอาวะ ฉลองหน่อย ชนแก้วกับรุ่นพี่ ชนกันเอง สุดท้ายอ๊วกแตกอ๊วกแตน กลายเป็นศพถูกหามเข้ายูเนี่ยน นอนเรียงเป็นตับหลับไม่รู้เรื่อง ของเก่าออกไม่หมด ออกต่อตรงที่นอน เหมือนปลาวาฬพ่นน้ำพุ ไม่ลงหน้าตัวเองก็เพื่อนข้างๆ ตื่นมากลิ่นคลุ้ง เลอะเทอะติดผม เปิดเรียนวันจันทร์ตัดสกินเฮดอย่างหล่อ เหมือนคีนูรีฟต์พระเอกหนังเรื่องสปีด แต่น่าสงสารแทนช่างตัดผม
เคยมีคนถามผมว่ามหาลัยสอนคุณธรรมให้นิสิตนักศึกษาบ้างหรือเปล่า ผมตอบไปว่า ตลอดสี่ปีนอกจากประชุมเชียร์แล้วก็ไม่นะ มีแต่รับผิดชอบเข้าเรียน เอาตัวเองให้รอด แต่ความเป็นวิศวะก็ติดตัวมาตลอด แม้ว่าจะไม่ได้ทำอาชีพวิศวะแล้วก็ตาม และที่ทำอาชีพล่ามมีอยู่มีกิน ไม่ต้องไปแข่งตัดราคากับชาวบ้านเค้า ก็เพราะอาชีพล่ามวิศวะ ล่ามเฉพาะทางนี่แหละ ทั้งๆที่ก่อนสอบเอนทรานซ์ผมเองก็ไม่ได้เลือกคณะวิศวะเพราะความชอบใดๆเลย แต่เลือกเพราะคิดว่าจบมาคงหาเงินได้เยอะ แต่จบมาก็ไม่ได้ทำงานด้านวิศวะมากมาย ตกระกำลำบากขึ้นเขาลงห้วย ได้มาทำล่ามก็ไม่ได้เพราะชอบภาษา แต่ทำเพราะได้ท่องเที่ยว ไปไหนมาไหน แต่ความมุ่งมั่นรับผิดชอบ ศักดิศรีวิศวะก็ยังคงตามมาหลอกหลอน สิงสถิตย์อยู่ในตัวอยู่ดี และที่เพิ่มใหม่คือความซื่อสัตย์ในจรรยาบรรณอาชีพล่าม อาชีพที่ให้เงินใช้ พากินพาเที่ยวที่ต่างๆ พบปะผู้คนเจอประสบการณ์หลากหลาย อาชีพที่หาเงินเลี้ยงตัวเองเลี้ยงครอบครัว ด้วยการถือความสัตย์พูดความจริง ก็คงทำไปเรื่อยๆจนแก่ทำไม่ไหว หรือไม่ก็ได้รับสมบัติมรดกเจ้าคุณพ่อแหละครับ
#อหังการ์หมาป่าโดดเดี่ยว
Cr. ภาพ ไอ้หน่องเพื่อนรัก Peter Tae ขุดจากกรุวัดดอน ภาพนี้เห็นยิ้มๆร่าเริง มีหญิง น่าจะตอนรับน้องมหาลัย รับน้องวิศวะหน้าไม่รื่นแบบนี้หรอก ส่วนหญิงก็ .... เอิ่มมมมมนะ เข้าใจกัน
#EnglishThaiInterpreter #EnglishThaiTranslator #EngineeringInterpreter #EngineeringTranlator #IndustrialInterpreter #IndustrialTranslator #ล่ามวิศวกรรม #ล่ามอุตสาหกรรม #ล่ามไทยอังกฤษ
โฆษณา