9 พ.ค. 2020 เวลา 06:21 • การศึกษา
รีวิว 10 คอร์สออนไลน์น่าเรียนจาก Coursera.org เว็บไซต์เรียนออนไลน์ยอดนิยม
หลังจากที่เราได้ใช้เวลาเรียนคอร์สออนไลน์จาก Coursera มาพักนึงแล้ว
วันนี้จะขอแชร์ให้ฟังถึงรายละเอียดของ 10 คอร์สที่เราเคยลงเรียน
ในด้านธุรกิจ การเขียนโปรแกรม ภาษาอังกฤษ/จีน จิตวิทยา ดนตรี สุขภาพ ฯลฯ
ซึ่งทั้งหมดนี้มีความน่าสนใจแตกต่างกันไป ปังบ้าง พังบ้าง แต่เปิดมิติใหม่ให้ชีวิตดี 555
ในทั้งหมดนี้ มีคอร์สที่เราเรียนจบแล้วทั้งหมด 8 คอร์ส
และมีที่เราเพิ่งเรียนมาได้ครึ่งทางอีก 2 คอร์ส
คอร์สไหนที่ยังเรียนไม่จบก็จะทยอยมาอัพเดทเมื่อเรียนจบนะคะ :)
หลายๆคอร์สในนี้เป็นคอร์สฟรี มีบ้างที่ต้องเสียเงิน
บางอันฟรีและดีมาก ก็จะขอแนะนำให้เต็มที่
แต่ถ้าอันไหนเสียเงินแล้วคุ้มกว่า เราก็จะแนะนำให้จ่ายเพิ่มถ้าพอจ่ายไหว
โดยรอบแรกของการรีวิวนี้ มีรายชื่อคอร์สทั้ง 10 ดังนี้ค่ะ
1. Programming for Everybody (Getting Started with Python) จาก University of Michigan
2. Machine Learning for Business Professionals จาก Google Cloud
3. Essentials of Global Health จาก Yale University
4. Psychological First Aid จาก John Hopkins University
5. Tricky American Pronunciation จาก University of California, Irvine
6. How to Write a Resume จาก SUNY - The State University of New York
7. Social Psychology จาก Wesleyan University
8. Getting Started with Music Theory จาก Michigan State University
9. Chinese for Beginners จาก Peking University
10. Learning How to Learn จาก McMaster University
คอร์ส Programming for Everybody (Getting Started with Python) จาก University of Michigan
 
คอร์สนี้เป็นหนึ่งในคอร์สสุดยอด top hit ของ Coursera
เรียกได้ว่าติด top 3 แทบทุกๆปี ของคอร์สที่มีคนสมัครเรียนมากี่สุด
คอร์สนี้เป็นการสอนเขียนโปรแกรมสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐาน
โดยใช้ภาษา Python ภาษาเขียนโปรแกรมที่นิยมกันมากในหมู่ผู้เริ่มต้น
เพราะถือว่ามีความซับซ้อนน้อยในการเริ่มฝึกกว่าภาษาอื่น และนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง
โดยจะสอนตั้งแต่การดาวน์โหลดโปรแกรมมา สอนว่าทำไมเราควรจะต้องฝึกหัดเขียนโปรแกรมให้เป็น ไม่ว่าทำงานสายไหน
แบ่งซอยย่อยเป็นทั้งหมด 7 วีค เนื้อหามีสอน Variable Expressions, Conditional Code, Functions, Iteration and Loops
คอร์สนี้ความจริงสามารถเข้าไปนั่งเรียนฟรี (audit) ได้ทั้งคอร์สเลย ซึ่งสองสามอาทิตย์แรกเราเข้าไปเรียนฟรีเอาความรู้เฉยๆ
แต่การเรียนฟรีทำให้เราไม่สามารถทำ assignments ได้ ไม่สามารถลองเขียนโปรแกรมจริงๆเพื่อตรวจความเข้าใจได้
ซึ่งมันไม่ตรงจุดประสงค์ของการลองเขียนโปรแกรม ซึ่งควรได้ลองฝึกใช้จริง
เราเลยตัดสินใจลงเรียนแบบเสียเงินไปค่ะ เป็นคอร์สแรกที่เสียเงินให้กับ courser เลย
ซึ่งทำให้ค้นพบว่า การเข้าใจเลคเชอร์ กับการลองเขียนจริง มันต่างกันมากกกก ฮือๆ 5555
คนอื่นอาจจะว่าง่ายนะ แต่สำหรับเราผู้ไม่มีพื้นเลยนั้น ลากเลือดมาก ครบ 7 อาทิตย์เลยกว่าจะฮึบให้เรียนจบ
1
คอร์ส Machine Learning for Business Professionals จาก Google Cloud
เน้นสอนว่าอะไรคือ Machine Learning และเราจะใช้มาประยุกต์กับธุรกิจของแต่ละคนได้ยังไง
สอนไม่เจาะลึกมาก ไม่ต้องมีพื้นฐานการคำนวณหนัก เป็นการเน้นเข้าใจภาพรวม
ซึ่งด้วยความที่เป็นคอร์สของกูเกิล ก็จะมีความโฆษณาผลิตภัณฑ์ของบริษัทเยอะนิดนึง
แต่ทำได้ดีเลยทีเดียว ผู้บรรยายอธิบายได้เห็นภาพ
อย่างปกติเวลาเราเห็นคำว่า Machine Learning หรือ Deep Learning, AI รวมๆ จะมีความงงๆว่าอะไรเป็นอะไรบ้าง
แต่คอร์สนี้ทำให้เห็นภาพใหญ่
และเห็นทิศทางว่าถ้าต่อไปทำธุรกิจ
เราจะเทรนโมเดลพวกนี้ให้เป็นประโยชน์กับเราและลูกค้าได้ยังไงบ้าง
ที่น่าสนใจของคอร์สนี้คือการได้เข้าแล็บ Quiklabs ของกูเกิล เพื่อลองเทรน AI
ได้สร้างแชทบอทเอาไว้ตอบลูกค้าที่มาสั่งพิซซ่า เอาชีส เอาเห็ด ส่งลูกค้าวันไหนยังไง
อันนี้คือสนุกกกก เปิดหูเปิดตา
เราชอบที่คำแนะนำของแต่ละแล็บ (มี 3 แล็บ) เขียนไว้ชัดเจน เข้าใจง่ายมากๆ
คอร์ส Essentials Global Health จาก Yale University
คอร์สนี้มีทั้งหมด 10 weeks ค่ะ
เปิดมาตอนแรกตกใจมาก เนื้อหาเยอะสุด
ปกติเจอ 7 วีคยังอยากจะปิดหนีเลย 555
แต่ด้วยความว่าเขาดูตั้งใจทำคอร์สมากก็เลยเรียนต่อ
ซึ่งพอเรียนไปก็ค้นพบว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยในการทำความเข้าใจ
คอร์สมีความละเอียด และครอบคลุมเรื่องสุขภาพในหลายด้านมากๆๆๆๆ
สมเป็นคอร์สจากมหาวิทยาลัยสุดยอดแห่งวิชาการอย่าง Yale
ครอบคลุมสถานการณ์โลกและพฤติกรรม/ โรคที่เป็นอันตรายต่อชีวิตเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่
ได้เรียนรู้ว่าผู้หญิง ผู้ชายทั่วโลกเสียชีวิตจากอะไรมากที่สุด ทั้งๆที่มันควรจะป้องกันได้
เรียนรู้เรื่อง communicable/non-communicable diseases ต่างๆ
แนวโน้มสุขภาพของคนทั้งโลก
ซึ่งเอาจริงๆมันเป็นสิ่งเบื้องต้นที่สำคัญมากแต่มักถูกละเลย
ที่ทุกคนควรจะรู้และระวังไว้
ถ้าใครมีเวลาน่าไปลงเรียนไว้นะคะ
เนื้อหาไม่ยาก แต่ใช้เวลา และมีควิซเยอะมากกกก ตลอดสิบสัปดาห์
บังเอิญว่าก่อนหน้านี้เราอ่านหนังสือ Factfulness ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับ Global Health Trend พอดี เลยทำให้เข้าใจง่ายขึ้น เนื้อหาเชื่อมกันสุดๆ
ใครสนใจเรื่องนี้ แนะนำหนังสือด้วยค่ะ เปิดหูเปิดตามาก
ยิ่งในช่วงโควิดแบบนี้ อ่านเรื่องสุขภาพแล้วอินจริงๆ
คอร์ส Psychological First Aid จาก John Hopkins University
คอร์สนี้ติด top ten คอร์สที่คนลงเรียนมากที่สุดใน Coursera
เนื่องด้วยว่าปัจจุบัน คนประสบปัญหาสุขภาพจิตกันเยอะมากๆ
แล้วบางทีกว่าเขาจะได้รับความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์
ก็ต้องใช้เวลามากและเมื่อนั้นก็อาจสายไป
คอร์สนี้เลยเกิดขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ที่ว่า
เราทุกคนสามารถฝึกเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางจิตวิทยาแก่ผู้ที่กำลังทุกข์ใจได้ในขั้นแรก
ด้วยการใช้ “RAPID” Model
นั่นคือ Reflective Listening, Assessment, Prioritization, Intervention, Disposition
ซึ่งจะมีประโยชน์มากๆในการช่วยเหลือคนในครอบครัวหรือเพื่อนใกล้ตัวที่ประสบปัญหาสภาวะทางจิต
เนื้อหาแต่ละส่วนน่าสนใจมากและมีวีดิโอตัวอย่างให้ดูชัดเจน ใครสนใจไปลงเรียนดูนะคะ
เราชอบที่เขาใช้หลัก Prioritization ในการให้ความช่วยเหลือมากๆ
เพราะบางทีเราไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนที่กำลังเดือดร้อนได้ ด้วยทรัพยากรไม่พอ
เราจะทำอย่างไร จะรู้ได้อย่างไรว่าเราต้องช่วยเหลือใครก่อน
อันนี้เอามาปรับใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิตเลย
เนื่องด้วยคอร์สนี้ออกมาโดย John Hopkins ซึ่งมีความโด่งดังด้านการแพทย์
และการที่หลายๆคนต้องประสบปัญหาสภาวะทางจิตมากมายทั่วโลก
ไม่ว่าจะจากภัยธรรมชาติ การสูญเสียสิ่งของหรือคนที่ตนรัก ฯลฯ
ทำให้คอร์สนี้เป็นอีกหนึ่งคอร์สที่มีคนลงทะเบียนเรียนกันถล่มทลาย
และน่าลงเรียนไว้สำหรับผู้สนใจด้านจิตวิทยา การให้คำปรึกษา และการช่วยเหลือค่ะ
Tricky American Pronunciation จาก University of California, Irvine
คอร์สนี้ดี คุ้มค่าเวลาเรียน มีประโยชน์มากๆๆๆ
ไม่ว่าสำหรับใครที่สนใจภาษาอังกฤษสำเนียงไหนก็ตาม
.
.
คอร์สนี้แบ่งออกเป็นคอร์สสั้น 4 สัปดาห์นะคะ
โดยทางคอร์สประเมินว่าผู้เรียนอาจจะใช้เวลาประมาณ 3-4 ชม.ต่อสัปดาห์ (แบบไม่หักโหม)
สัปดาห์แรก สอนเรื่องการออกเสียงพยัญชนะ (Consonants)
ในส่วนที่หลายคนที่ฝึกออกเสียงมักจะออกเสียงไม่ค่อยได้
เนื่องจากในภาษาของตัวเองไม่มีเสียงเหล่านี้
อย่างเช่น "TH" (ออกเสียงประมาณ ต+ซ)
"V" (จะประมาณ ว+ฟ) และความแตกต่างของการออกเสียงระหว่าง "SH" กับ "CH"
ทำให้นึกถึงคำแรกรักฝึกออกเสียงของเรา สมัยอายุ 15 ไปแลกเปลี่ยน AFS
อย่างพวกคำว่า Vacuum, Three, Though, Wish, Witch
ได้เรียนรู้ว่ามีคำที่ดูง่ายๆในตำราเยอะแยะมาก ที่เราจะออกเสียงได้ถูกจริงๆ
ก็เมื่อเราได้ดูรูปปาก ฟังเจ้าของภาษาซ้ำๆ และออกเสียงตามแบบจริงๆจังๆ
.
.
สัปดาห์ที่ 2 จะพูดถึงเรื่องการออกเสียงสระ (Vowels) สั้น ยาว ต่างๆ
เช่นความแตกต่างระหว่าง "pull" VS "pool" (แนะนำไปฟัง)
ส่วนสัปดาห์ที่ 3 อันนี้เลยค่ะที่จะมีประโยชน์มากต่อการออกเสียง
เราจะได้รู้จังหวะจะโคนของภาษา รู้ "จังหวะดนตรี" เสียงขึ้นลง (intonation & rhythm) ในการพูดแต่ละประโยคให้เป็นธรรมชาติ
เช่น You don't like him, do you?
(ออกเสียงลงท้าย ว่า ยู้ว? หรือ ยู่ว? หรือได้ทั้งสองแบบ?)
การฝึกเน้นคำ ลดเสียง ทุกสิ่งที่สำคัญมาประกอบกันให้เราพูดได้ลื่นไหลที่สุด
มาจนจบที่สัปดาห์ที่ 4 ที่จะสอนการออกเสียงคำลงท้าย
.
.
นอกจากเลคเชอร์ ฝึกฟัง ฝึกอ่านตาม
และทำข้อสอบแล้ว
ทั้งหมดนี้ ****สำคัญสุดที่การทำการบ้านที่มี peer review นะคะ****
การบ้านของแต่ละสัปดาห์จะมีการให้อัดเสียงตัวเอง พูดเลียนแบบคลิปตัวอย่าง
เพื่อให้เพื่อนร่วมคลาสให้ฟีดแบ็กค่ะ ว่าเราออกเสียงได้ชัดเจนแค่ไหน
จังหวะจะโคนใช่รึยัง เน้นคำ เชื่อมคำถูกไหม
ใกล้เคียง American Standard ไหม
และเราก็ต้องฟังของเพื่อนเพื่อให้คะแนนเหมือนกัน
มันดีมากๆ ว่ามีคนจากหลายชาติหลายภาษา
ได้ฟังการออกเสียงคนทั่วโลก พบข้อน่าสนใจเยอะแยะเลย
อยากแนะนำจริงๆให้ใครที่สนใจ อยากพูดให้ชัดเจน น่าฟัง
สนุกและได้เรียนรู้อะไรจากสายตาคนอื่นไว้ฝึกฝนตัวเองมากค่ะ
คอร์ส How to Write a Resume จาก SUNY - The State University of New York
คอร์สสอนเขียน Resume เป็นคอร์สสั้นๆ พื้นฐาน
เหมาะสำหรับน้องๆที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัย จะสมัครฝึกงาน หรือเริ่มสมัครงาน
เพื่อให้รู้ว่า Resume คืออะไร หลักการเขียน การวาง format ควรเป็นยังไง
และควรจะไฮไลท์อะไรที่สำคัญ
ซึ่งดีนะคะ เป็นสิ่งที่ควรรู้ แต่ไม่ได้ละเอียดมาก อาจจะเน้นสำหรับ First Jobbers มากกว่า
อีกอย่างความสนุกของคอร์สมันอยู่ที่เพื่อนร่วมคลาสด้วย
ว่าเขาละเอียดไหมในการให้ฟีดแบ็กแต่ละ assignments ของเรา
เราเจอผู้ร่วมคลาสบางคนไม่ค่อยตั้งใจใน grading เท่าไหร่
บางคลาสคือคนตั้งใจ เขาจะคอมเมนท์มาให้เป็นพารากราฟเลย ว่าเราต้องปรับปรุงตรงไหน
เลยทำให้ประสบการณ์ส่วนตัวของคลาสนี้ไม่ถึงกับประทับใจมาก
เป็นการเน้นฟังเลคเชอร์มากกว่าได้ฟีดแบ็กมาปรับปรุงตัวเอง
แต่ใครที่ไม่รู้หลักการเขียนเลย มาฟังอันนี้ก็จะเข้าใจง่าย ได้ประโยชน์อยู่ค่ะ
คอร์ส Social Psychology
คอร์สนี้ดีมากกกกกกกกกๆๆๆ แนะนำมากกกกกกกๆๆค่ะ ต่อให้เสียเงินเราก็ว่าคุ้ม แต่นี่ฟรี
ตอนแรกตั้งใจมาเรียนทบทวนความรู้ด้านที่เคยเรียนแล้ว เลยไม่ได้ตื่นเต้นมาก
แต่ปรากฎพอเรียน คือ รักมากกกกกกกกกกกกก
ชอบมากกกกกกกกกกกก
คอร์สนี้มีอะไร surprise เราตลอด รู้สึกได้ความรู้มากๆ
และอาจารย์สอนเก่งมากกกก น่าติดตามมากๆ
อาจารย์ท่านนี้ Scott Plous จบ PhD จาก Stanford มา
ผู้ลงเรียนเลยจะสามารถเข้าถึงหนังสือ คลิป หรืองานวิจัยสนุกๆของสแตนฟอร์ดได้ฟรีๆเลยในคลาสนี้
มีทั้งหมด 7 วีค เพิ่งเรียนได้วีค 5 อยู่
เนื้อหาละเอียดมาก พอๆกับตอนไปเรียนโทเกือบทั้งเทอมเลย
เราพยายามเรียนคอร์สนี้แบบซึมซับช้าและตั้งใจสุดๆ
แนะนำทุกคนที่สนใจด้านจิตวิทยา และอยากจะเข้าใจพฤติกรรมผู้อื่นรวมถึงตัวเองให้มากขึ้นนะคะ ดีจริงค่ะ เป็นคอร์สที่ underrated มาก และเราชอบมากที่สุดใน Coursera
คอร์ส Getting Started with Music Theory จาก Michigan State University
อันนี้พิ่งเริ่มเรียนไปได้นิดเดียว ตอนแรกว่าจะไม่ลงแล้วเพราะว่ารีวิวบอกว่าไม่ค่อยดี
คนบอกว่าบางส่วนมันขาดการเชื่อมโยง เอามาปรับใช้กับเครื่องดนตรีไม่ได้
แต่เรากะแค่ว่าเอาบางส่วนมาช่วยให้การอ่านโน้ตเปียโนที่ซับซ้อน
ซึ่งก็มีบางคลิปช่วยได้อยู่นะคะ นอกนั้นจะละเอียดเกินความอยากรู้ส่วนตัวไปหน่อย
ตัวนี้คงไม่กะให้เรียนจบ แต่ใครสนใจอยากเรียนทฤษฏีดนตรีจริงจังอาจจะอยากลอง
คอร์ส Chinese for Beginners จาก Peking University
ตัวนี้เราเรียนไว้ประมาณสามปีแล้ว จำได้แค่ว่าค่อนข้างง่ายมาก
ทำให้ผู้ภาษาจีนไม่ได้เรื่องอย่างเรามีกำลังใจเรียน 555
เหมาะสำหรับผู้ไม่มีพื้นฐานเลย ผู้กลัวตัวอักษรจีน ผู้ที่อยากเน้นบทพูด ไม่ค่อยเน้นเขียน
แต่ถ้าใครที่อยากฝึกจริงจังครบทุกทักษะฟังพูดอ่านเขียน เราว่าตัวนี้จะง่ายไปหน่อยค่ะ
ตอนนั้นเราไม่ได้ลงเรียนแบบเสียเงินเลยไม่ได้ทำพวก assignments หรือส่งการบ้าน
แต่โอกาสดีคือช่วงนี้เขาเปิดให้ลงฟรีแบบทำการบ้านได้ พร้อมใบ Certificate
เพราะฉะนั้นใครสนใจ ไปลงได้โลด
คอร์ส Learning How to Learn จาก McMaster University
มาถึงตัวสุดท้ายที่อยากแนะนำมากๆ แนะนำให้ได้ลงตัวนี้ก่อนที่จะเริ่มเรียนอะไรทั้งปวง
คอร์สนี้เรียกได้ว่าเป็นคอร์ส top hit ตลอดกาล ครองอันดับ 1 คอร์สออนไลน์ในหลายโอกาส
เป็นคอร์สที่ช่วยสอนว่าที่เรียนๆกันทั้งหมดเนี่ย
เราจะเรียนให้มันมีประโยชน์จริงๆได้ยังไงบ้าง
เรียนยังไงสมองถึงจะจดจำได้มากที่สุด
เรียนยังไงที่ไม่ใช่แค่เป็นอัจฉริยะข้ามคืน แล้วอีกวันก็ลืมเสียสิ้น
การเรียนคอร์สนี้ช่วยสอนเราเรื่องการจัดเวลาในการเรียนรู้
และการก้าวผ่านความกลัวในการเรียนสิ่งที่ไม่คุ้นเคย
และได้ระลึกว่าที่ผ่านมามีอะไรตั้งเยอะแน่ะที่เราเรียนผิดวิธี
อาจารย์ Barbara Oakley ผู้สอนหลักของวิชานี้
เธอเคยเป็นผู้ที่เกลียดและกลัวคณิตศาสตร์มากมาก่อน
พอตอนเข้ามหาวิทยาลัย เธอก็เลือกจะ major ด้านภาษารัสเซีย
เพราะไม่อยากยุ่งกับการคำนวณใดทั้งสิ้น
แต่แล้วเมื่อเรียนจบ ชีวิตดันผกผัน ได้เข้าไปเป็นทหารในกองทัพสหรัฐ
ทำให้เธอหนีศาสตร์การคำนวณและวิศวกรรมที่จำเป็นต้องใช้ใน US Army ไม่ได้
และเมื่อเธอกลั้นใจลองเรียนรู้ดู
ก็ได้ค้นพบว่า..
เพียงแค่เธอเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ เธอกลับชอบศาสตร์ที่เคยเกลียดและกลัวเหล่านี้ขึ้นมามากอย่างไม่น่าเชื่อ
จนปัจจุบัน เธอกลายมาเป็นอาจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์
เขียนหนังสือ A Mind for Numbers
(ซึ่งเราอ่านจบก่อนจะมาเรียนคอร์สนี้ เป็นหนังสือที่ inspiring & insightful มากๆค่ะ
เนื้อหาหลักเหมือนกับในคอร์ส แต่ละเอียดกว่า มีเล่าประสบการณ์ต่างๆของคนมากมาย สนุก)
และออกคอร์สนี้ซึ่ง popular และเปลี่ยนชีวิตการเรียนรู้ของผู้คนไปทั่วโลกนี่แหละ
โดยภาคต่อของคอร์สนี้ คือคอร์สชื่อว่า Mindshift
ที่มีหนังสือชื่อเดียวกันออกมา
และกลายเป็น International Bestseller
ทิ้งท้าย..
หลายคนอาจจะสังเกตได้ว่า..
คอร์สเรียนใน Coursera นั้น
กำหนดตารางการเรียนไว้ค่อนข้างอะลุ่มอล่วย
คือแบ่งซอยเป็นหลายๆวีค
แม้บางวีคเนื้อหาจะมีแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง
และถ้าใครตั้งใจลุยจริงๆ
ก็อาจสามารถเรียนบางคอร์สได้จบในเวลาไม่กี่วันเท่านั้น
แต่การแบ่งให้เรียนไปเรื่อยๆทีละนิดแบบนี้
คอร์ส "Learning How to Learn" ตัวนี้เนี่ย
เขาได้พูดถึงหลักการของการ "ทบทวนซ้ำเรื่อยๆ" (Spaced Repetition)
ว่ามีความเหมาะสมที่สุดกับการเรียนรู้
กล่าวคือ การเรียนอะไรสักอย่าง 10 ชม. ใน 1 วัน
จะไม่ได้ผลดีเท่ากับการเรียนสิ่งนั้นเพียง 1 ชม.ต่อเนื่องกัน 10 วัน
เพราะสมองเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้จำอะไรรวดเดียวโดยไม่ได้ย่อย
การพยายามเรียนและจำอย่างหักโหม
โดยไม่ได้นอนหลับอย่างเพียงพอนั้น
จะทำให้สมองเราไม่สามารถค่อยๆสร้างความจำระยะยาวจากสิ่งที่เรียน
และจะลืมเนื้อหาเหล่านั้นที่อัดไปแทบตายในเวลารวดเร็ว
ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรในอนาคตได้
เพราะฉะนั้นมันจึงจำเป็นมาก
ที่เราควรต้องรู้ “วิธีเรียน” ให้ดีเสียก่อนจะกระโจนเข้าสู่เนื้อหาการเรียนใดๆอย่างไร้ทิศทาง
จบรีวิวครั้งแรกใน blockdit นี้แล้ว
จะทยอยมารีวิวด้าน edutainment ทั้งคอร์สเรียนน่าสนใจ หนังสือ ภาพยนตร์ที่เคยลงและอยากแนะนำเรื่อยๆ
หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์กับใครที่กำลังมองหาอะไรน่าสนใจเรียน
จะได้ดูตัวที่คุ้มกับการลงทุนด้านเวลา
ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการเรียนนะคะ :)
โฆษณา