หรือคำว่า “บอกแล้วไม่ฟัง” จะเท่ากับคำว่า “สมน้ำหน้า” ?
เรื่องมันมีอยู่ว่า... มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งมาโอดครวญในวงสนทนาว่านางเผลอไปใช้ครีมทาหน้าโนเนมที่สั่งมาจากออนไลน์แล้วเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง จนหน้ากากป้องกันโควิด-19 ก็มิอาจปกปิดสิวที่ขึ้นเห่อบนใบหน้านางได้
นางสาธยายสรรพคุณของครีมปลอมที่นางหลงซื้อมาให้พวกเราฟังอย่างออกรสออกชาติพร้อมทั้งพูดจาต่อว่าต่อขานตัวเองซะยกใหญ่เป็นการลงโทษตัวเองไปด้วยในตัว ซึ่งเราก็พอจะดูออกแหละ ว่านางคงทำไปเพราะต้องการจะปกป้องตัวเอง ประมาณว่า “กูต้องด่าตัวเองก่อน ก่อนที่คนอื่นจะด่ากู”นั่นแหละ
หลังจากที่เราปลอบโยนและให้กำลังใจนางพอหอมปากหอมคอ ก่อนที่เราจะ Moving on ไปคุยกันเรื่องอื่นต่อ จู่ๆชนีนางหนึ่งก็โพล่งขึ้นมาว่า “ก็ชั้นเคยบอกเธอแล้ว เธอก็ไม่ฟัง”
เท่านั้นแหละค่ะ สงครามย่อมๆก็ได้เปิดฉากขึ้นจากประโยคเรียบๆง่ายๆแค่ประโยคเดียว
(ซึ่งมันทำให้ผู้เขียนนึกถึงชนวนเหตุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ก็เกิดขึ้นจากกระสุนเพียงนัดเดียวเท่านั้น)
หลังจากการทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรงทางวาจา การกระทำทางกิริยาที่เลือกแล้วว่าน่าจะทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็ได้ถูกนำออกมาใช้ และในที่สุดการสร้างความอึดอัดใจให้กับเพื่อนฝูงในกลุ่มก็จบลงประมาณ 45 นาทีหลังจากนั้น
หลายคนถูกบังคับให้เลือกข้าง หลายคนทำตัวไม่ถูกและมีคำถามว่า “นี่กรูผิดอะไร”
ส่วนตัวผู้เขียน ได้พาตัวเองออกมาจากสถานการณ์นั้นอย่างงงๆและถามตัวเองตลอดการเดินทางกลับบ้านว่า นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
หลังจากที่คิดแล้วคิดอีกว่าประโยคสั้นๆง่ายๆแค่นั้น เหตุไฉนถึงได้มีอานุภาพร้ายแรงนัก
ทั้งๆที่มันก็เป็นประโยคแห่งข้อเท็จจริง เพราะน้องเอเองก็ได้บอกกับน้องบีจริงๆเกี่ยวกับเรื่องครีมปลอมนี้ แล้วทำไมน้องบีเค้าถึงได้โกรธนัก
จนผู้เขียนได้มีโอกาสประสบพบเจอกับเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันกับเหตุการณ์ของน้องเอกับน้องบี ผู้เขียนถึงได้เข้าใจ ว่าทำไมเรื่องมันถึงได้ร้ายแรงนัก
วันหนึ่ง ผู้เขียนอยากดื่มกาแฟร้อน เลยอ้อนให้คุณแฟนทำกาแฟร้อนจากเครื่องทำกาแฟให้
นางก็ใจดีทำกาแฟให้เสร็จแล้วก็อุตส่าห์ยกมาเสริฟให้ถึงโต๊ะทำงานพร้อมทั้งกำชับกับเราว่า “ระวังด้วยนะ มันร้อนมาก”
ตอนนั้นเราเองก็กำลังยุ่งอยู่กับงาน เลยพยักหน้าอือออกับนางไปตามเรื่อง เป็นเชิงว่ารู้แล้วน่า
สักพักหนึ่ง หลังจากที่ทนกลิ่นหอมยั่วยวนของกาแฟไม่ไหวก็เลยยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ แต่ด้วยความที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เลยเผลอจิบหนักไปหน่อยจนโดนกาแฟลวกปากร้องโอดโอยบ่ายหน้าไปหาแฟนหวังจะไปอ้อนเค้าอีกสักรอบ
พอไปถึงและบอกเค้าว่าเราโดนอะไรมา(โดยหวังจะเรียกคะแนนความสงสารจากเค้า) ปรากฎว่าเค้าตอบกลับมาสั้นๆว่า ”ก็ชั้นบอกเธอแล้ว”
คุ้นมากเลยใช่ไหมคะ ประโยคนี้!
ให้เดาค่ะ ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น...
มันเริ่มต้นด้วยความรู้สึกว่างเปล่า(ออกแนวอึ้งๆ) แล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นความอึดอัด หลังจากนั้นมันจะเปลี่ยนเป็นความรู้สึกผิดหวัง เสียใจ แล้วไปต่อที่ความเศร้า(อาการประมาณว่าเค้าไม่รัก) แล้วจบลงที่คำว่า “โกรธ”!!!
เป็นไงคะ ครบรสเลยใช่ไหม
ความโกรธนี้ ผู้เขียนเดาเอาว่าอานุภาพความรุนแรงของมันน่าจะขึ้นอยู่กับฝั่งตรงข้ามของเราว่าเรารักและแคร์เค้าคนนั้นขนาดไหน คล้ายๆอาการ “รักแรงเกลียดแรง” ยิ่งรักมากความผิดหวังเสียใจก็ยิ่งมีมาก เวลาโกรธก็จะโกรธมากตามระดับความรักที่มีให้
เหมือนกับคำคมที่ว่า “คนที่ทำให้เราเจ็บปวดที่สุดก็คือคนที่เรารักที่สุด” นั่นแหละ
ตอนนั้นผู้เขียนโกรธมาก (ก ไก่ ร้อยตัว) เดาว่าคงจะรักฝ่ายชายมาก แต่ก่อนที่จะระเบิดอะไรร้ายๆออกไป
ผู้เขียนฉุกคิดถึงเหตุการณ์ของน้องเอกับน้องบีขึ้นมา และไม่อยากให้บทสรุปของตัวเองมันต้องลงเอยที่คนสองคนโกรธและไม่เผาผีกันอีกเลย
ซึ่งผู้เขียนเองก็ยังไม่พร้อมที่จะเผาใครออกไปจากชีวิตในตอนนั้น
แต่ถึงยังไง ความรู้สึกโกรธก็ยังอยู่และเราต้องหาวิธีระบายออกด้วยการเอาคืน
หลังจากที่ตั้งสติอยู่พักใหญ่ๆ จนผู้ชายที่ตั้งการ์ดรอพร้อมรบเริ่มอึดอัด เพราะรอนานแล้วเราไม่ยอมลงมือซะที
ผู้เขียนก็เลยสูดหายใจเข้าปอดลึก นัยว่า ยุบหนอ พองหนอ อยู่ในใจแล้วถามเค้ากลับไปด้วยเสียงที่เย็นพอๆกับเวลากลางดึกที่ป่าช้าแถวบ้านว่า “นี่เธอกำลังสมน้ำหน้าเราอยู่เหรอ?”
พอพูดจบ มันคลิกเลยค่ะ
ในวันนั้น น้องบีคงรู้สึกว่าเพื่อนไม่รัก ไม่เข้าใจ แถมยังจะมาซ้ำเติมในความผิดพลาดของนางอีกต่อหน้าประชาชีอีก นางเลยเจ็บปวดและรู้สึกเสียหน้า แล้วพาลโกรธจนเรื่องเลยเถิดกลายเป็นการทะเลาะกันใหญ่โต
ซึ่งตอนนั้นมันทำให้พวกเราแปลกใจมาก เพราะปกติน้องเอกับน้องบีเค้าค่อนข้างสนิทกัน
มาถึงตรงนี้
เราคงได้รู้แล้วใช่ไหมคะว่าคำพูดที่แม้จะเป็นความจริงและแฝงไว้ด้วยความปรารถนาดี แต่ถ้ามันผิดที่ ผิดเวลา และผิดคน มันกลับทำร้ายความรู้สึกเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ
จริงๆแล้ว เวลาที่เราทำอะไรผิดพลาดไป จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี
เราก็แค่ต้องการให้เพื่อนหรือคนที่เรารักเข้าใจเราและให้อภัยเราเท่านั้นเอง
เพื่อที่เราจะได้ให้อภัยตัวเองได้และไม่รู้สึกผิดกับตัวเองมากนัก
เพราะการที่เรากล้าเอาเรื่องผิดพลาดของตัวเองมาเล่า ก็เท่ากับว่าเราได้ยอมรับความผิดไปในระดับหนึ่งแล้ว
จากวันนั้นถึงวันนี้
แม้ผู้เขียนจะเข้าใจอะไรๆมากขึ้นแล้ว แต่สองสาวเอกับบี ก็ยังคงไม่ยอมพูดคุยกันและยังไม่ยอมเผาผีกันอยู่เหมือนเดิม และมันคงยากที่ใครจะเข้ามาช่วยประสานรอยร้าวจากเรื่อง “ขี้หมูรา ขี้หมาแห้ง” ที่พวกเค้าทะเลาะกัน
ตัวผู้เขียนเอง
หลังจากวันนั้น(วันกาแฟเจ้ากรรมนายเวร) ก่อนที่จะพูดคำว่า “ก็ชั้นเคยบอกเธอแล้ว” กับใคร
ผู้เขียนจะหยุดตัวเองไว้ แล้วเปลี่ยนเป็นพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอกเธอ คนเรามันก็พลาดกันได้แหละ” แล้วจบประโยคแบบสวยๆว่า “เรามาเริ่มต้นกันใหม่กันดีกว่าเนอะ” พร้อมกับยิ้มหวานๆ ให้เค้าคนนั้น ให้เค้าสำลักน้ำตาลที่คุณมอบให้จนอดไม่ได้ที่จะพูดกับคุณว่า
“เธอนี่แหละคือคนที่เข้าใจชั้นมากที่สุด”
ขอบคุณและสวัสดีค่ะ ^^
  • 1
โฆษณา