ด้วยความเชื่อมั่นในสติปัญญาของตัวเอง จิวยี่ ยอดขุนพล
ก็เชื่อว่าจะหาโอกาสในการกำจัดเล่าปี่และยึดเมืองเกงจิ๋วคืนได้ไม่ยาก. ว่าแล้วจึงออกอุบายบอกกับเล่าปี่ไปว่า. ตนเองนั้นจะยกทัพไปตีเมืองเสฉวนมาให้เล่าปี่
ได้ปกครองแทน
โดยระหว่างทางที่ จิวยี่
จะยกทัพไปตีเมืองเสฉวนนั้น
จิวยี่ ก็ทำทีเป็นว่าจะมาขอยืมเสบียง
ที่เมืองเกงจิ๋ว พอเล่าปี่ออกจากเมืองมาต้อนรับก็จะจับฆ่าเสีย แล้วยึดเมืองเกงจิ๋วคืน เรียกว่าได้ทั้งเมืองและเอาชีวิตเล่าปี่เสียในคราวเดียวกันเลย
แต่อย่างที่ว่าโลกนี้ไม่ได้มีคนฉลาดแค่จิวยี่คนเดียวเสียทีไหน
ว่าแล้ว. ขงเบ้งก็ย้อนศรจิวยี่ โดย
เตือนเล่าปี่ไม่ให้หลงกล. ห้ามเปิดประตูเมืองเกงจิ๋วอย่างเด็ดขาด แถมยังสั่งลูกน้องคนสนิท นามว่า จูล่ง
ให้ตะโกนเยาะเย้ยบอกจิวยี่ ว่า
แผนการของเจ้านั้น นายข้าคาดการณ์ และรู้เท่าทันอุบายนี้มา
ตั้งแต่ต้น. เล่นเอา จิวยี่ ทั้งเจ็บใจ
ทั้งช้ำใจ ทั้งเสียหน้า จนทำให้พิษจากแผลเก่าที่ถูกเกาฑัณฑ์เกิดกำเริบขึ้นมาจนตัวจิวยี่ เองทนพิษบาดแผลไม่ไหว. กระอักเลือด สิ้นใจตายในที่สุด
โดยก่อนที่ตัวแกจะตาย
แกก็ยังรำพึง รำพันกับสวรรค์ว่า
“ฟ้าให้ข้ามาเกิดแล้ว...
ใยจึงต้องให้เฮียขงเบ้ง
ตามมาเกิดด้วย”
นี่แหละน๊า...
จุดจบของความเก่ง
แบบไม่เฉลียวใจของ
ชายชาติทหาร นาม จิวยี่
ยอดขุนพลแห่งฝ่ายซุนกวน
ที่มองเห็นแต่โอกาส
และเชื่อมั่นในอุบายของตัวเองมากจนเกินไปแต่ไม่ได้เผื่อใจสำหรับความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ครั้นพอผิดแผนขึ้นมา ก็ทำใจไม่ได้จนกระอักเลือดตายในที่สุด
ถึงแม้ว่าโดยข้อเท็จจริงนักประวัติศาสตร์จะไม่มีใครเชื่อว่าจะมีใครกระอักเลือดตายได้จริงๆ แต่น่าจะเป็นเพราะการติดเชื้อ หรือโรคระบาดเสียมากกว่า
ที่คร่าชีวิต จิวยี่ ยอดขุนพลท่านนี้
แต่เรื่องเล่าในสามก๊ก ก็เป็นเรื่องเตือนใจให้ผู้อ่านได้พึงสังวรณ์ไว้ว่าหลายสิ่ง หลายอย่างอาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิดวางแผนไว้
จงเตรียมใจพร้อมรับทุกสถานการณ์
และตั้งอยู่บนความไม่ประมาทไว้เป็นดีที่สุด