14 พ.ค. 2020 เวลา 00:03
Colonel Harland David Sanders
ชายผู้เคยคิดฆ่าตัวตายในวัยเกษียณ
(ฉบับย่อ)
"แค่เห็นโลโก้ก็รู้กันแล้วใช่ไหมครับ ใครจะไปเชื่อว่าเค้าเคยคิดแบบนี้จริงๆ เรื่องราวเป็นอย่างไร ลองไปทำความรู้จักชายคนนี้กันครับ"
.
.
แซนเดอร์สเกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน โดยคุณพ่อของเขาทำงานรับจ้างทั่วไปและทำการเกษตรบ้างเล็กๆ น้อย ๆ ส่วนคุณแม่ของเขาไม่ได้ทำงาน โดยทำหน้าที่เป็นแม่บ้านคอยดูแลลูก ๆ ทั้งสามคน แต่แล้วเมื่อแซนเดอร์สอายุได้เพียง 6 ขวบ ก็ต้องสูญเสียคุณพ่ออันเป็นที่รักไป ทำให้คุณแม่ของเขาต้องออกไปเป็นลูกจ้างเป็นคนปอกมะเขือเทศในโรงงานผลิตอาหารกระป๋อง รวมไปถึงตอนกลางคืนก็ยังรับจ๊อบเย็บผ้าเพิ่มเติม แซนเดอร์สจึงต้องทำหน้าที่คอยเลี้ยงดูน้อง ๆ อีกสองคนอยู่ที่บ้าน โดยคอยหุงหาอาหารให้กับน้อง ๆ ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสั่งสมทักษะการเป็นพ่อครัวในวัยเด็กของเขา แถมฝีมือของเขาเจ๋งขนาดที่ว่า เคยได้แชมป์ทำอาหารประจำหมู่บ้านด้วยวัยเพียง 7 ขวบเท่านั้น อีกด้วย
.
เมื่อตอนที่เขาอายุประมาณ 40 ปี หลังจากที่ได้สะสมเงินเก็บมาหลายปี เขาได้ตัดสินใจนำเงินก้อนนั้นไปเปิดปั๊มน้ำมันเล็ก ๆ ที่เมือง Corbin รัฐ Kentucky และแน่นอนว่า คราวนี้ เขาได้เริ่มต้นทำในสิ่งที่รัก และเชี่ยวชาญเป็นพิเศษสักกะที นั่นก็คือ การทำอาหารขายให้แก่คนที่เดินทางผ่านเส้นทางนั้นและแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มของเขา ที่มีโต๊ะนั่งเพียง 6 ที่นั่งเท่านั้น แต่ด้วยความที่อาหารที่เขาทำมันมีรสชาติที่อร่อย จนเกิดการบอกปากต่อปากกัน ทำให้เริ่มมีคนแวะเข้ามาสั่งอาหารที่ปั๊มน้ำมันเขามากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขาตัดสินใจที่จะเปิดร้านอาหารจริง ๆ จัง ๆ เสียที เขาจึงย้ายไปเปิดร้านอาหารที่โรงแรมฝั่งตรงข้าม โดยมีพื้นที่รองรับลูกค้ากว่าร้อยที่นั่งเลยทีเดียว โชคดีหน่อยที่แถวนั้นแทบไม่มีร้านอาหารร้านอื่นเลยนอกจากร้านของเขา ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักอย่างหนาหูกันในชื่อว่า “Kentucky Fried Chicken of Harland Sanders”
.
โดยในปี 1930 นักวิจารณ์อาหารชื่อดังอย่าง Duncan Hines ยกให้ร้านของแซนเดอร์สเป็น Adventure in Good Eating ทำให้ร้านอาหารของเขาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย จนกระทั่งในปี 1935 ผู้ว่ารัฐเคนทักกีที่ชื่อ Ruby Laffoon ก็ได้แต่งตั้งให้แซนเดอร์สเป็น “Kentucky Colonel” หรือ “ผู้พันแห่งเคนทักกี” โดยตำแหน่งนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับตำแหน่งทางการทหาร แต่ให้เพื่อสดุดีสำหรับคนที่สร้างคุณงามความดีและทำประโยชน์ให้กับรัฐเคนทักกี
ในปี 1937 ผู้พันแซนเดอร์สมีความคิดที่จะขยายกิจการ ด้วยการเปิด Motel ควบคู่ไปกับร้านอาหาร โดยใช้ชื่อว่า Sanders Court & Cafe โดยกะเอาไว้ว่าจะเป็นร้านอาหาร Fast Food ยอดฮิตแห่งใหม่ แต่ก็ไม่เข้าข่ายเพราะว่า ใช้เวลาในการทอดไก่นานเกินกว่าที่จะเป็นร้านอาหารจานด่วนได้
.
จนกระทั่งในปี 1939 ผู้พันแซนเดอร์สก็ได้คิดค้นวิธีการทอดไก่ให้เร็วขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลาทอดไก่กว่าครึ่งชั่วโมง ให้เหลือเพียงแค่ 9 นาที ด้วยวิธีการนำกระทะทอดแบบแรงดันเข้ามา ซึ่งนับได้ว่า เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ และก็ร้านอาหารต่าง ๆ ในปัจจุบัน ก็ยังคงใช้วิธีการทอดแบบผู้พันมาจนถึงทุกวันนี้
.
ในปี 1947 เขาได้หย่าร้างกับภรรยา แล้วได้แต่งงานใหม่ในปี 1949 กับ Claudia Ledington ซึ่งเป็นเลขาในร้านของเขานั่นเอง โดยในปี 1950 ตอนที่แซนเดอร์ส อายุได้ 60 ปี เขาก็ได้รับตำแหน่งผู้พันอีกครั้งจากรองผู้ว่าการรัฐเคนทักกีที่ชื่อ Lawrence Weatherby และในคราวนี้ ผู้พันเคนทักกี ก็ได้เริ่มต้นสร้าง Personal Branding ด้วยการแทนตัวเองว่าผู้พัน และแต่งชุดสูทสีขาวและผูกไทร์สีดำแบบ String tie ที่มีเอกลักษณ์การแต่งตัวแบบผู้ดีชาวอเมริกาทางตอนใต้ และไว้หนวดเคราสีขาว พร้อมกับถือไม้เท้า โดยกลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์นับตั้งแต่นั้นมาจวบจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าคนรุ่นหลังจะไม่รู้จักผู้พันในรายละเอียดลึก ๆ แต่หากเจอรูปปั้นหรือโลโก้ที่ไหน คนส่วนใหญ่ก็แทบจะรู้ทันทีว่า นี่คือ ผู้พันแซนเดอร์ส อย่างแน่นอน
.
แต่ทุกอย่างก็เหมือนจะไปได้ดีจนกระทั่งในปี 1956 มีการสร้างถนนตัดใหม่ ที่ทำให้ลูกค้าไม่ค่อยใช้ถนนเส้นที่ร้านของผู้พันตั้งอยู่ ทำให้ยอดขายเริ่มลดลงและเริ่มเป็นหนี้ จนกระทั่งต้องขายร้านเพื่อปลดหนี้สิน จนแซนเดอร์สในวัย 65 ปีนั้น กลายเป็นบุคคลแทบล้มละลายกันเลยทีเดียว
.
โดยแซนเดอร์สในวัย 66 ปีนี้ ต้องยันชีพด้วยเงินช่วยเหลือจากสวัสดิการสังคมที่จ่ายให้เพียงเดือนละ 105 ดอลล่าร์เท่านั้น เขาเคยยอมรับว่าเขาคิดที่จะจบชีวิตของตัวเองลง พร้อมกับเขียนจดหมายลาตายไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ในระหว่างที่เขียนจดหมายนี่เอง ที่เขาคิดขึ้นมาได้ว่า ในชีวิตนี้ เขายังไม่เคยประสบความสำเร็จอะไรในชีวิตที่เป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง ซึ่งมันทำให้เขาฮึดและลุกขึ้นสู้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่ว่า อย่างน้อยในช่วงชีวิตที่เหลือนี้ จะต้องประสบความสำเร็จให้จงได้
.
เขาจึงใช้เงินก้อนแรกจำนวน 105 ดอลล่าร์ ที่ได้จากการช่วยเหลือของสวัสดิการสังคม นำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปตระเวนขายสูตรไก่ทอดทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วนำอุปกรณ์การทำอาหาร เช่น หม้อแรงดันสูง และสูตรไก่ทอดติดตัวเขาไปด้วย เพื่อสาธิตวิธีการทอดไก่และขายสูตร โดยคิดค่าแฟรนไชส์จำนวน 5 cent ในไก่ทอดทุก ๆ ชิ้นที่ใช้เครื่องปรุงสูตรพิเศษของเขา โดยตระเวนไปเสนอสูตรตามร้านอาหารต่าง ๆ ทั่วประเทศสหรัฐฯ และกว่าที่จะได้รับการตอบรับจากร้านอาหารต่าง ๆ เขาต้องพูดคุยกับร้านอาหารกว่าพันร้าน และเริ่มมีร้านอาหารที่ตอบรับมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 1960 ผู้พันแซนเดอร์สในวัย 70 ปี ก็มีร้านสาขาแฟรนไชส์กว่า 400 ร้าน ทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยในปี 1963 มีรายงานว่า เขาสามารถทำกำไรได้กว่า 300,000 ดอลล่าร์ฯ
.
จนกระทั่งในวันที่ 6 มกราคม ปี 1964 ผู้พันแซนเดอร์สในวัย 74 ปี เขาก็ได้ตัดสินใจขายกิจการ Kentucky Fried Chicken ในประเทศสหรัฐอเมริกา ให้กับ John Y. Brown Jr. และ Jack Massey ที่เป็นนักธุรกิจในเคนทักกี เป็นจำนวนเงิน 2 ล้านดอลล่าร์ฯ และได้รับเงินรายปีอีกประมาณปีละ 250,000 ดอลล่าร์ ซึ่งผู้พันได้รับเกียรติให้เป็นเสมือนโลโก้ของแบรนด์ Kentucky Fried Chicken ซึ่งทุกครั้งที่มีการประชาสัมพันธ์แบรนด์ ผู้พันก็จะทำหน้าที่เป็นเหมือนโฆษกของแบรนด์ และปรากฏตัวในสื่อต่าง ๆ ด้วยตนเองอยู่ตลอด
เราคงรู้จักแบรนด์ KFC(Kentucky Fried Chicken) กันดีอยู่แล้ว
ทุกวันนี้ถือว่าเป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งมาก
ทั้ง Brand Royalty, Quality, Taste และอีกหลายๆด้านที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แบรนด์ KFC ก็ยังคงมาตรฐานเหล่านี้ได้ดี หรือบางอย่างก็ดีขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ
เมื่อเรารู้ประวัติแบบย่อของ
Colonel Harland David Sanders
ทำใหเราได้ข้อคิดหลายอย่างนะครับ
แต่ที่แน่ๆคือ เมื่อเราคิดจะลงมือทำอะไรแล้ว
ขอให้ทำให้สุดจริงๆแบบผู้พัน ในวัย 66 ปี
เพราะไม่มีอะไรที่มันสายเกินไป
ไม่มีอะไรที่หยุดความตั้งใจของเราได้
นอกจากตัวเราจะหยุดความตั้งใจของเราเอง
ลองให้ผู้พันเป็นแบบอย่างแก่เราดูนะครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
#allatonce #KFC #KentuckyFriedChicken
โฆษณา