19 พ.ค. 2020 เวลา 03:06 • ประวัติศาสตร์
เวนิสตะวันออก
เวนิส หรือที่เรียกอีกชื่อในสำเนียงอิตาเลี่ยนว่า เวเนเซีย เมืองแห่งความโรแมนติก แห่งแคว้นเวเนโต ประเทศอิตาลี ที่นี่ถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวน 118 เกาะ ในบริเวณ ทะเลสาบเวนิเทีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียตริกในภาคเหนือของประเทศอิตาลี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ปี พ.ศ.๒๔๔๐
เวนิส ได้ฉายาว่าเป็น “เมืองแห่งสายน้ำ” ในอดีต เวนิสเจริญรุ่งเรืองจากการเป็นเมืองท่าค้าขายกับพ่อค้าในแถบเอเชีย ปัจจุบัน ความสำคัญด้านการเป็นเมืองท่าค้าขายแทบจะหมดไป คงเหลือไว้แต่ความเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยังดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยี่ยมชมตลอดทั้งปี
ร้อยกว่าปีที่แล้ว เวนิสเป็นเมืองที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เคยเสด็จประพาส 2 ครั้ง ในการเสด็จประพาสครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2450 พระองค์ทรงบรรยายลักษณะเฉพาะของเมืองเวนิสไว้ในพระราชนิพนธ์ไกลบ้านว่า เมืองนี้เป็นเมืองแปลก ไม่เหมือนเมืองไหนในยุโรป ดังความที่ว่า...
“เมืองตั้งอยู่ในที่ดอนชายทเล ห่างจากฝั่งถึงสองไมล์ครึ่ง แต่ไม่ใช่เปนเกาะเปนเขา เปนพื้นราบพอปริ่มๆน้ำ แบ่งเปนแผ่นใหญ่แผ่นเล็กด้วยลำคลองใหญ่สายหนึ่ง รูปร่างเหมือนตัวเอส และมีคลองเล็กๆ ซอยไปเหมือนถนน พอเปิดประตูเรือนก็ถึงน้ำทีเดียว เวลาน้ำมากจริงๆ อาจจะท่วมถึงชั้นต่ำของตึกก็ได้ ถ้านึกว่าถนนเจริญกรุงฤาบำรุงเมืองเปนลำคลองน้ำไหล ไม่มีท่อน้ำ ขึ้นจากเรือก็ก้าวขึ้นบ้าน เช่นนั้นก็เหมือนกัน....คลองที่เรียกว่า ครองค์คะนัล (Grand Canal) คือคลองใหญ่ที่มีสายเดียวนั้น สักขนาดคลองบางหลวงถ้าไม่มีแพจอด คลองเล็กๆลงไปขนาดคลองบ้านสมเด็จเจ้าพระยา คลองหลอด คลองเปรม ตลอดจนกระทั่งถึงคลองสามวา...”
ภาพฝีพระหัตถ์คลองแกรนด์คะแนล (Grand Canal) หรือที่ทรงเรียกว่า “ครองค์คะนัล” ในเมืองเวนิส
ด้วยความที่รัชกาลที่ 5 ทรงเปรียบเทียบกับลำคลองสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ เป็นการตอกย้ำถึงข้อความที่ชาวต่างชาติ เมื่อได้มาเยือนสยามประเทศ และประทับใจวิถีชีวิตของคนไทยที่ผูกพันกับสายน้ำ รวมทั้งสภาพภูมิประเทศที่มีลำคลองเป็นเส้นทางคมนาคมหลักของชาวเมือง ทำให้กรุงเทพมหานครในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ได้รับฉายาว่า “เวนิสแห่งตะวันออก” นั่นเอง
สิ่งที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงสนพระทัยอีกอย่างหนึ่งคือ "เรือกอนโดล่า" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่อยู่คู่เมืองเวนิสมาอย่างช้านาน
เรือชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 11 หลังจากที่ผู้คนพากันลี้ภัยสงครามอันเกิดจากความวุ่นวายปั่นป่วนของอาณาจักรโรมัน จึงได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานบนเกาะที่ห่างไกลแถบทะเลเอเดรียนติก ทางภาคเหนือของอิตาลี
เรือกอนโดลา แห่งเมืองเวนิส
เวลาผ่านไป เมื่อชุมชนเกิดการขยายตัว มีความต้องการทรัพยากรต่างๆ มากขึ้น ชาวเมืองจึงต้องทำการเดินเรือไปค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับเมืองอื่นๆ มากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจในเมืองเวนิสเติบโตและเป็นที่รู้จัก เรือสินค้าจากแดนไกลก็ได้เดินทางมายังเวนิสมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยความที่ภูมิประเทศของเวนิสได้ฉายาว่าเป็น “เมืองแห่งสายน้ำ” เพราะมีลำคลองเล็กๆ ซอกซอนไปตามจุดต่างๆ ภายในเมือง จึงนำเรือพายพื้นเมืองขนาดเล็กที่ชาวเมืองเรียกกันว่า “กอนโดล่า” (The gondola) มาใช้ขนถ่ายสินค้าจากเรือสำเภาลำใหญ่ จากนั้นก็ลำเลียงเข้าไปส่งตามพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ยังใช้เป็นเรือโดยสารรับส่งผู้คน ด้วยจำนานเรือที่มากมาย ล่องเข้าออกตามคลองตลอดทั้งวัน
เรือกอนโดล่ามากมายที่ล่องไปตามลำคลอง จึงเป็นภาพอันหน้าตื่นตาตื่นใจแก่ผู้มาเยือน จนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่อยู่คู่เมืองเวนิสมามาอย่างช้านาน ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปิน นักเขียน กวี ชื่อดังระดับโลกหลายคน ใช้บรรยากาศเมืองเวนิสสร้างสรรค์งานศิลปะและวรรณกรรมอันทรงคุณค่ามากมายหลายเรื่อง ดังเช่น มาร์ค ทเวน นักเขียนนามอุโฆษชาวอังกฤษ ที่สร้างสรรค์งานเขียน The Innocents Abroad บทที่ 23 จากการนั่งเรือกอนโดล่าเก็บข้อมูลวิถีชีวิตชาวเมืองเวเนเซีย หรือวิลเลี่ยม เชคสเปียร์ ที่ประพันธ์ The Merchant of Venice ที่รู้จักกันดีในชื่อ “เวนิสวาณิช” จนเป็นหนึ่งในบทละครชื่อดังระดับโลก
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศอิตาลี 2 ครั้ง และได้เสด็จประพาสเมืองเวนิสทั้ง 2 คราว ทุกครั้งที่เสด็จฯ มา ณ เมืองแห่งนี้ พระองค์ก็ได้ประทับเรือกอนโดลาล่องคลอง Grand canal ดังที่ปรากฏภาพถ่ายที่พระองค์ได้ประทับเรือกอนโดล่าทั้ง 2 ครั้ง
ประทับบนเรือกอนโดลา คราวเสด็จประพาสเวนิสครั้งที่ ๒ ปี พ.ศ.๒๔๕๐
การเสด็จประพาสเมืองเวนิส ประเทศอิตาลีในปี พ.ศ.2450 ปรากฏภาพถ่ายที่พระองค์ประทับเรือกอนโดล่าเป็นจำนวน 2 ภาพ จากในภาพ พระองค์ประทับเรือกอนโดล่าพร้อมกับพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ และพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช อย่างไรก็ตาม พระองค์ได้ทรงบันทึกถึงความเปลี่ยนแปลงของเรือกอนโดล่าตามสายพระเนตรในครั้งนั้นไว้อย่างน่าน่าสนใจ ดังความในพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน ที่ว่า..
“เรือที่ใช้อยู่ในลำคลองเหล่านี้เปนเรือคอนโดเลอซึ่งเรารู้จักชื่อกันดีอยู่ แต่ถ้าจะว่าโดยรูปเรือคอนโดเลอเมืองเราเหมือนเรือคอนโดเลอจริง ๆ อยู่แต่ ๒ ลำ ที่ดุ๊กออฟเจนัวให้พ่อซุ่งผุเสียแล้วลำหนึ่ง ที่ท่านเล็ก (สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ : ผู้เขียน) ใช้อยู่ภายหลังอีกลำหนึ่งเท่านั้น นอกนั้นเรือที่เรียกว่าคอนโดเลอนั้นไม่ใช่คอนโดเลอจริงๆ ทั้งสิ้น เพราะมันเปนรูปเรือโบตเชิดแต่หัวขึ้นไป เรือคอนโดเลอจริงๆ เขาเชิดหัวเชิดท้ายตลอดจนท้องเรือทาสีดำทั้งสิ้น หลักแจวไม่ใช้หู บากไม้วางกระเชียงลงแจวอย่างไทยๆ แต่ไม่มีหูแจว ตรงที่นั่งมีประทุนหุ้มสักหลาดดำบ้าง ประรำบ้าง ประรำนั้นเปนอย่างใหม่ ประทุนเป็นของเก่า เรืออีกอย่างหนึ่งรูปข้างท้ายเปนเรือชล่า หัวเปนเรือแขก อยู่ข้างเปลี้ยน้ำ มีใช้บ้างไม่สู้มาก แต่เดี๋ยวนี้มีเรือไฟรับจ้างคนโดยสารเกิดขึ้นใหม่ลำก็โตอยู่ แต่น่าเสียดาย สิ้นสวยไปมาก สู้เรืออย่างเก่าไม่ได้...”
พระรูปอีกมุมหนึ่งในคราวเดียวกัน
จากพระราชบันทึกของพระองค์ ทำให้เรารู้ว่าเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เรือกอนโดล่าก็มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากของดั้งเดิมจนเป็นสิ่งที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงตั้งข้อสังเกตและทรงอธิบายไว้ได้อย่างชัดเจน
โฆษณา