20 พ.ค. 2020 เวลา 15:06 • ท่องเที่ยว
กาลาปากอส เหมือนโลกใหม่ห่างไกลฝั่ง
ก่อนโควิด 19 จะฟาดงวงฟาดงาอย่างหนักใส่ทวีปอเมริกาใต้และทำให้การเดินทางทางอากาศเป็นอัมพาตไปทั่วโลก ผมได้แอบไปเที่ยวหมู่เกาะกาลาปากอสมาแล้ว
หมู่เกาะกาลาปากอส( Galapagos Islands) ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างออกไปทางตะวันตกของชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์ ( Ecuador) ประมาณ 1000 กิโลเมตร หมู่เกาะแห่งนี้ก่อตัวขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเลเมื่อประมาณ 5 ล้านปีมาแล้ว เมื่อเถ้าลาวาเย็นตัวลงจึงกลายสภาพเป็นเกาะแก่งใหญ่น้อยเท้งเต้งอยู่กลางทะเล
ท่านบิชอปแห่งปามามา Tomas de Berlange เป็นผู้ค้นพบหมู่เกาะแห่งนี้เป็นครั้งแรกขณะที่ล่องเรือไปยังประเทศเปรูเมื่อปี ค.ศ.1535 แต่กว่าที่หมู่เกาะแห่งนี้จะปรากฎลงบนแผนที่โลกต้องใช้เวลาอีก 35 ปีถัดมา บุคคลชื่อดังในประวัติศาสตร์โลกที่ทำให้หมู่เกาะแห่งนี้มีชื่อเสียงคือ ชาร์ล ดาร์วิน (Charles Darwin) นักธรรมชาติวิทยา นักธรณีวิทยาและนักชีววิทยาชาวอังกฤษ เขาโดยสารไปกับเรือ Beagleเมื่อปี ค.ศ. 1835 แล้วใช้เวลาอยู่ที่หมู่เกาะแห่งนี้ราว 5 สัปดาห์ เพื่อศึกษาพันธุ์พืชและสัตว์ต่างๆที่ดูแปลกไปจากพันธุ์พืชและสัตว์บนภาคพื้นทวีปแล้วได้เขียนหนังสือ On the Origin of Species เมื่อปี ค.ศ.1839 เป็นต้นกำเนิดของทฤษฎีว่าด้วยวิวัฒนาการในเวลาต่อมา
ด้วยทำเลที่ตั้งที่มีกระแสน้ำไหลผ่านถึง 3 กระแสด้วยกัน คือ กระแสน้ำเย็นทางตอนใต้ กระแสน้ำอุ่นทางตอนเหนือ และกระแสน้ำเย็นจัดทางตะวันตก นำเอาบรรดาแพลงตอนและสรรพสิ่งที่เป็นสารอาหารมารวมกัน หมู่เกาะแห่งนี้จึงอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง เปรียบดั่งสวรรค์ของบรรดาสิ่งมีชีวิตใหญ่น้อยที่แวะเวียนกันเข้ามา ก่อกำเนิดเป็นนิเวศน์วิทยาทางทะเลที่สมบูรณ์อันดับต้นๆของโลก เป็นถิ่นที่อยู่ของบรรดาสัตว์ที่ไม่สามารถพบเห็นได้ที่ไหนในโลก เช่น เต่าทะเลขนาดยักษ์(Giant tortoise) อีกัวน่าทะเล(Marine Iguana) และนกบางชนิดที่มีแต่ในหมู่เกาะกาลาปากอสเท่านั้น
Marine Iguana
หมู่เกาะกาลาปากอสได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี ค.ศ. 1959 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ. 1978 ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเอกวาดอร์
หมู่เกาะกาลาปากอสปัจจุบันประกอบไปด้วยเกาะใหญ่น้อยทั้งสิ้น 127 เกาะ มีเกาะขนาดใหญ่ 19 เกาะ ในจำนวนนี้มีเพียง 4 เกาะเท่านั้นที่มีผู้คนอพยพเข้าไปอยู่อาศัย ได้แก่ เกาะซาน คริสโตบอล(San Cristobal) เกาะซานตา มาเรีย(Santa Maria) เกาะอิซาเบลา(Isabela) และเกาะซานตา ครูซ(Santa Cruz) มีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 30000 คน มีนักท่องเที่ยวไปเยือนในแต่ละปีประมาณ 170000 คน เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ เกาะอิซาเบลาซึ่งมีรูปร่างเหมือนม้าน้ำเมื่อมองจากบนฟากฟ้า เป็นเกาะที่มีอายุน้อยที่สุดคือ กำเนิดขึ้นมาในเวลาไม่ถึง 1 ล้านปี ในขณะที่เกาะซานคริสโตบอลเป็นเกาะที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุราวๆ 3-5 ล้านปี เกาะที่เก่ากว่าแก่กว่าจะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก เกาะที่เก่าแก่มากๆในที่สุดก็จะจมหายไป
1
Flightless Cormorant
การเดินทางไปเยือนหมู่เกาะกาลาปากอสที่ง่ายและประหยัดกว่า คือ การโดยสารเครื่องบินจากเมืองกีโต (Quito)เมืองหลวงของเอกวาดอร์ หรือจากเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ไปลงสนามบิน Baltra บนเกาะซานตาครูส เครื่องบินภายในประเทศส่วนใหญ่มักจะแวะที่กัวยากิลก่อนจะมุ่งหน้าสู่กาลาปากอส จากสนามบิน Baltra มีรถบัสบริการนำผู้โดยสารไปยังท่าเรือเพื่อข้ามช่องแคบสู่ตัวเกาะซานตาครูซ ชุมชนที่ใหญ่ที่สุดและคึกคักที่สุดอยู่ที่ปวยโต อโยรา (Puerto Ayora) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะ ที่นั่นเป็นท่าเรือใหญ่สำหรับการเดินทางไปยังเกาะอื่นๆ ค่าเหยียบหมู่เกาะกาลาปากอสอยู่ที่ 100 ยูเอสดอลลาร์ จ่ายกับเจ้าหน้าที่ที่สนามบิน นักเดินทางจะต้องมีตั๋วเครื่องบินทั้งไปและกลับ ส่วนการเดินทางที่ดูหรูหรากว่าและแพงกว่า คือ การโดยสารเรือจากภาคพื้นทวีปมุ่งหน้าสู่กาลาปากอสโดยตรง เรือพวกนี้มีขนาดไม่ใหญ่โตเหมือนเรือสำราญแต่มีห้องพักภายในเรือ เรือจะทอดสมออยู่นอกเกาะ แล้วใช้เรือเล็กนำเที่ยวหมู่เกาะต่างๆ
ผมเลือกสำรวจหมู่เกาะกาลาปากอสที่เกาะซานตาครูซเป็นแห่งแรก ซานตาครูซเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองแต่มีความคึกคักและเป็นชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่มากที่สุด เมื่อรถบัสไปถึงยังท่าเรือ สิ่งแรกที่โดดเด่นสะดุดตาคือ สีฟ้าสุดสวยของน้ำทะเลบริเวณช่องแคบ ผู้โดยสารหลายคนถึงกับคว้ากล้องมาถ่ายรูปเอาไว้ ขณะที่นั่งรอผู้โดยสารคนอื่นอยู่ในเรือ เจ้าสิงโตทะเลตัวหนึ่งถือโอกาสมาดำผุดดำว่ายโชว์ตัวอยู่ข้างๆเรือ เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากบรรดาสุภาพสตรีภายในเรือได้พอดู ขณะที่บนฟากฟ้ามีนกหลากหลายชนิดโดยเฉพาะนกกระทุงเจ้าถิ่นที่ตัวใหญ่มาก พากันสยายปีกบินโฉบเฉี่ยวให้นักท่องเที่ยวดูเป็นขวัญตา
Pelican
จากท่าเรือมีรถบัสและรถกระบะที่นำมาใช้เป็นแท็กซี่คอยให้บริการรับส่งผู้โดยสารไปยังตัวเมืองปวยโต อโยรา สภาพแวดล้อมของเกาะซานตาครูซที่ผมเห็นดูไม่ต่างจากเกาะสมุยหรือเกาะพงันเท่าใดนัก มีป่าดงพงพีเขียวชอุ่ม ขณะเดียวกันก็มีบ้านคนอยู่อาศัย มีพืชพันธุ์ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติและที่คนนำมาเพาะปลูก คนที่นั่นอยู่ได้ด้วยการท่องเที่ยว การทำฟาร์ม ปลูกผลไม้ ปลูกอ้อย และปศุสัตว์ มีชุมชนและมีป่าตามธรรมชาติอยู่ร่วมกันโดยแบ่งโซนกันอาศัย ตัวเมืองปวยโต อโยราไม่ใหญ่โตนัก มีถนนเส้นหลักคือ ถนนชาร์ล ดาร์วินเลียบไปกับชายทะเล ทั้งสองฝั่งเป็นร้านอาหาร ร้านขายของสำหรับนักท่องเที่ยว เอเยนต์ทัวร์ ร้านดำน้ำ และมีท่าเรือเฟอรี่สำหรับเดินทางไปยังเกาะต่างๆ บริเวณชายฝั่งมีเรือเล็กเรือน้อยทอดสมออยู่มากมาย ไกลออกไปมีเรือใหญ่ที่นำนักท่องเที่ยวมานอนค้างบนเรือให้เห็นอยู่หลายลำ
จุดที่น่าสนใจในเกาะซานตาครูซที่ผมเลือกไปเยือนเป็นลำดับแรกคือ Charles Darwin Research Station ที่นั่นเป็นศูนย์ศึกษาและศูนย์อนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์ เป็นแหล่งอนุบาลเต่าตั้งแต่เป็นไข่จนเติบใหญ่ ภายในมีบ่อเต่าอยู่หลายบ่อ เต่ายักษ์กาลาปากอสช่างตัวใหญ่เสียจริง
Giant Tortoise
Galapagos giant tortoise หรือเต่ายักษ์กาลาปากอสพบได้เพียง 2 แห่งเท่านั้น คือ บนเกาะกาลาปากอสแห่งนี้ และที่ Aldabracholys gigantea of Albrada ในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากชายฝั่งของประเทศแทนซาเนียไปประมาณ 700 กิโลเมตร เต่ายักษ์กาลาปากอสมีลักษณะที่แตกต่างกันอยู่ 2 แบบ โดยจำแนกตามขนาดของลำตัว รูปร่างของกระดองและความยาวของลำคอ ซึ่งพัฒนาไปตามสภาพแวดล้อมและความสมบูรณ์ของแหล่งที่อยู่อาศัย ถ้าอยู่ในที่อุดมสมบูรณ์มีหญ้าเขียวชอุ่มให้หากินง่าย พวกนี้จะมีตัวโตกว่า กระดองเป็นรูปโดม(domed shape) และคอสั้น หากอยู่ในแหล่งที่หาอาหารยาก พวกนี้จะมีขนาดเล็กกว่า กระดองด้านหน้าจะยกสูงขึ้นเพื่อให้ลำคอที่ยืดยาวได้ยื่นออกไปกินอาหารได้ง่าย (saddleback shell)
Giant Tortoise
Giant Tortoise
จากสถานีวิจัยชาร์ล ดาร์วิน มีทางเดินแยกออกไปสู่ชายหาด2 แห่ง แห่งหนึ่งเป็นหาดหินลาวาที่ดูแปลกตา แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ หาดหินพวกนี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของอีกัวน่าทะเลที่คลานยั้วเยี้ยไปมา บ้างอยู่ตามโขดหิน บ้างอยู่ตามขอนไม้ และมีหลายตัวที่คลานตุบตับอยู่ตามพื้นดิน
อีกัวน่าทะเลเป็นสิ่งมีชีวิตที่สุดพิเศษ เพราะพบเห็นได้เฉพาะที่หมู่เกาะกาลาปากอสเท่านั้น เป็นสัตว์ที่ชอบนอนผึ่งแดด หิวก็ว่ายน้ำออกไปกินสาหร่ายในท้องทะเล แต่พวกมันทนความหนาวเย็นไม่ได้นานต้องรีบขึ้นมาผึ่งแดดให้ร่างกายอบอุ่น อีกัวน่ายิ่งแก่ยิ่งมีสีสัน เล็กๆจะมีสีดำอย่างเดียว โตขึ้นอาจจะมีสีแดง สีเขียว หรือสีเทามาแซมบ้าง แต่อีกัวน่าทะเลที่ผมเห็นบนชายหาดที่เต็มไปด้วยหินลาวาแห่งนี้มีสีดำเกือบทั้งหมด บางตัวมีพุงที่อวบอ้วน คงจะสวาปามเข้าไปมากจนพุงกาง น่าหวาดเสียวว่าพุงอาจจะแตกได้ เคลื่อนไหวก็ค่อนข้างช้า อีกัวน่าพวกนี้ดูๆไปจึงไม่ใช่ ' อีน่ากลัว' แต่อย่างใด
Marine Iguana
นอกจากจะกินสาหร่ายเป็นอาหารแล้ว บางตัวก็กินสัตว์จำพวกปู กุ้ง เป็นอาหารด้วย ผมเห็นกับตาว่ากระดองปูยังคาอยู่ในปากอีกัวน่าตัวหนึ่ง
Marine Iguana
อีกหาดหนึ่งไม่ไกลกันนักเป็นชายหาดที่คนมาเล่นน้ำ มาอาบแดดกัน ดูๆแล้วไม่ใช่ชายหาดที่สวยงามอะไรนัก แต่คนก็ยังอุตส่าห์มากัน แถมบางจุดยังมีอีกัวน่าทะเลมาปะปนกับฝูงคนอีกด้วย
สิ่งที่ผมชอบมากในเกาะซานตาครูซแห่งนี้คือ บริเวณเลียบริมทะเลที่มีสะพานไม้ยื่นออกไป ยามเย็นจะมีผู้คนออกมาตากอากาศกัน เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของทั้งคนและนก คนก็มานั่งเล่น นกทะเลก็ออกมาบินโฉบเฉี่ยวไปมา บ้างก็เกาะอยู่ตามกิ่งไม้ เปิดโอกาสให้คนได้ยืนมองหรือถ่ายรูปพวกมันได้ตามใจชอบ
Peligan
นอกเหนือจากบรรดานกแล้ว ตามโขดหินริมทะเลยังมีสิ่งมีชีวิตสีสดคลานเงอะงะไปมาให้เห็นจำนวนมาก มันคือ เจ้าปูแสนสวย( Sally Lightfoot crab) ที่ออกมาเดินเพ่นพ่านให้เห็น ปูชนิดนี้นอกจากจะหาดูได้ที่กาลาปากอสแล้ว ยังพบเห็นได้ตามชายฝั่งของอเมริกากลางและอเมริกาใต้อีกด้วย
Sally Lightfoot Crab
เกาะซานตาครูซเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเดินทางไปเที่ยวยังเกาะอื่นๆ เพราะมีเรือบริการมากมาย มีบริษัททัวร์ที่จัดนำเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ หรือถ้าใครอยากจะดำน้ำลึกก็มีร้านดำน้ำที่พร้อมจะพาลูกค้าออกไปดำน้ำตามจุดต่างๆพร้อมอุปกรณ์ครบครัน
ผมซื้อทัวร์ไปเกาะซีมัวร์ตอนเหนือ (North Seymour) ด้วยหวังว่าจะเห็นนกต่างๆที่เป็นเอกลักษณ์ของกาลาปากอส ซีมัวร์เหนือเป็นจุดที่ดีที่สุดจุดหนึ่งในการดูนก โดยเฉพาะในช่วงฤดูผสมพันธุ์
นกที่ผมอยากจะเห็นตัวเป็นๆอย่างที่สุดคือ นกบูบี้เท้าสีฟ้า (Blue footed Booby) ชื่อของมันมาจากลักษณะท่าทางที่ดูเงอะงะงุ่มงาม คนสเปนจึงตั้งชื่อให้พวกมันว่า bobo ซึ่งแปลว่าโง่หรือตัวตลก ในความเห็นของผม นกบูบี้สีฟ้าเป็นนกที่น่ารักมาก หน้าตาอาจจะดูตลกไปบ้าง แต่สิ่งที่โดดเด่นของมันคือเท้าที่มีสีฟ้า ตัวไหนมีเท้าสีฟ้าเข้มจะเป็นจุดเด่นให้นกตัวเมียและคนสนใจเป็นพิเศษ
Blue Footed Booby
เกาะซีมัวร์เหนือไม่สร้างความผิดหวังให้ผมจริงๆ มีนกบูบี้เท้าสีฟ้าให้เห็นมากมาย แถมยังมีโอกาสได้เห็นภาพแม่นกกำลังเลี้ยงดูลูกอ่อนที่มีขนสีขาวไปทั้งตัวอีกด้วย เป็นภาพที่น่ารักมากๆครับ
นอกจากนกบูบี้เท้าสีฟ้าแล้ว นกพระเอกอีกตัวที่คาดหวังว่าจะได้พบเห็นคือ นก Frigatebird นกที่มีสีสันสดใส โดยเฉพาะตัวผู้ที่มีถุงสีแดงอยู่ตรงหน้าอก เวลาปกติก็ดูเป็นถุงเหี่ยวๆที่ไม่สดสวยเท่าไหร่นัก แต่เวลาที่อยากจะอ้อนตัวเมียให้มาสนใจ มันจะส่ายหัวไปมาแล้วถุงแดงๆตรงหน้าอกก็จะโป่งพองออก กลายเป็นลูกโป่งสีแดงสุดสวยล่อตาล่อใจตัวเมียยิ่งนัก
Frigatedbird
ใครทำให้ลูกโป่งลูกใหญ่กว่าและมีสีแดงสวยกว่าก็เรียกความสนใจจากตัวเมียได้มากกว่า
Frigatedbird
โชคดีที่ผมไปในช่วงฤดูผสมพันธุ์พอดี จึงมีโอกาสเห็นการเกี้ยวพาราสีของบรรดานกเหล่านี้ เห็นการทำรัง การกกไข่ และการเฝ้าฟูมฟักทะนุถนอมลูกน้อยของพวกมันด้วย
บนเกาะซีมัวร์เหนือเล็กๆแห่งนี้ยังมีสัตว์อื่นร่วมอาศัยอยู่หลายชนิด ขณะที่เดินย่ำไปตามทางเดินที่แห้งแล้งก็เจอกับอีกัวน่าบกสีเหลืองตัวใหญ่เยื้องกายอย่างสง่างามมาให้ดู พวกมันไม่มีทีท่าเขินอายผู้คนแต่อย่างใด
Land Iguana
เมื่อเดินเลียบไปริมทะเล มีเสียงร้องกันอย่างเซ็งแซ่ของบรรดาสิงโตทะเล เสียงของพวกมันไม่ไพเราะและไม่น่าฟังเอาเสียเลย เสียงแหบๆใหญ่ๆ ถ้าต่างตัวต่างส่งเสียงจะฟังดูแล้วน่าหนวกหู ลีลาการเดินด้วยสองเท้าหน้าที่แข็งแรงของพวกมันต่างหากที่ทำให้พวกมันดูน่ารักน่าเอ็นดู ไกด์บอกผมถึงความแตกต่างระหว่างสิงโตทะเลกับแมวน้ำให้ฟังว่า สิงโตทะเลมีใบหูที่ดูกลมกว่าและมีสองครีบหน้าที่แข็งแรงสามารถใช้ต่างเท้าเดินได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกมันเดินขึ้นบันไดท่าน้ำได้ แอบไปนอนอาบแดดอยู่บนทุ่นลอยน้ำ หรือบางครั้งก็ขึ้นไปนอนผึ่งพุงอยู่บนเรือ ต่างจากแมวน้ำที่ครีบหน้าไม่แข็งแรงจึงใช้วิธีไถลตัวไปข้างหน้าแทน
Sea Lion
มีบางตัวแหวกว่ายลงทะเลให้เห็นความจัดเจนของมันเมื่ออยู่ในน้ำ
Sea Lion
ทัวร์เกาะซีมัวร์ตอนเหนือยังรวมการพาไปดำน้ำแบบ snorkeling ที่ Mosquera ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆมีหาดทรายขาวยาวเหยียดแต่โล้นโล่งเตียนไม่มีต้นไม้ขึ้นเลยสักต้น เป็นจุดที่ไม่เห็นสัตว์ทะเลอะไรมากมายนอกจากฝูงสิงโตทะเลสัก 4-5 ตัวที่ดำผุดดำว่ายมาเมียงมองผม ด้วยความที่เป็นสัตว์ประหลาดที่พวกมันไม่คุ้นหน้า และมีอยู่ตัวหนึ่งที่ว่ายน้ำมาตัดหน้าผมในระยะใกล้ ขณะที่รอคนอื่นขึ้นเรือกัน ผมจึงตระหนักได้ถึงความสมบูรณ์ของท้องทะเลแถบนั้น เมื่อเห็นฉลามอยู่หลายตัวว่ายวนไปมาอยู่ข้างๆเรือ ตอนที่ผมลงน้ำกลับไม่ยักมาทักทาย ตอนที่อยู่บนเรือกลับขยันว่ายเวียนมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ
จากซานตาครูซ ผมยังใช้บริการทัวร์เช้าไปเย็นกลับไปเที่ยวเกาะบาร์โทโลเม(Isla Bartolome) ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆอยู่ใกล้ๆกับอ่าวซัลลิแวน ( Sullivan bay) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเกาะซานติเอโก(Isla Santiago) อยู่ทางตอนเหนือของเกาะซานตาครูซ เกาะเล็กๆแห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านทิวทัศน์ที่สวยงามที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อบ่อยๆ การเดินทางด้วยเรือจากซานตาครูซไปบาร์โทโลเมใช้เวลาพอสมควร พวกเราออกเดินทางตั้งแต่เช้าไปถึงเกาะแห่งนี้ราวๆ 11 โมงเช้า ไกด์พาพวกเราเดินขึ้นเกาะซึ่งมีสภาพโล่งแล้ง มีทางเดินซึ่งปูด้วยไม้กระดานและขั้นบันไดที่นำพาพวกเราขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดที่มองเห็นวิวทิวทัศน์ได้โดยถนัดตา ระหว่างทางไกด์ก็บรรยายสภาพทางธรณีวิทยาของเกาะแห่งนี้ และชี้ให้ดูแนวพืชพันธุ์ที่เริ่มขึ้นเป็นหย่อมๆเปลี่ยนสีสันให้เกาะนี้ดูมีสีแดง สีเขียวแซมเข้ามาบ้าง ไม่ใช่มีแต่สีน้ำตาลเหลืองๆของเถ้าลาวา
Isla Bartolome
วิวทิวทัศน์ที่จุดสูงสุดของเกาะไม่สร้างความผิดหวังให้จริงๆ Bartolome 's pinnacle rock ดูเด่นเป็นสง่าเหมือนหอสูงริมทะเลที่แทงเสียดขึ้นสู่ยอดฟ้า แวดล้อมด้วยโค้งอ่าวเล็กๆ 2 อ่าวที่เว้าเข้าหากัน และน้ำทะเลสีฟ้าอมเขียว
ที่บริเวณโค้งอ่าวและกองหินที่รายล้อมแท่งหินสูงเป็นจุดดำน้ำตื้นที่ดี มีฝูงปลาจำนวนมากหลากสีสันและเป็นที่เริงร่าของเพนกวินกาลาปากอสจำนวนหนึ่ง เพนกวินกาลาปากอสเป็นหนึ่งในเพนกวินที่มีขนาดเล็ก และพบเห็นได้เฉพาะที่หมู่เกาะกาลาปากอสเท่านั้น เป็นเพนกวินชนิดเดียวที่อาศัยอยู่ในแนวใกล้เส้นศูนย์สูตร พวกมันมีจำนวน 4-5 ตัวยืนสองเท้าอยู่บนโขดหิน สักพักก็ลงไปแหวกว่ายในทะเล ผมถือโอกาสดำลงไปดูลีลาการว่ายน้ำของพวกมันด้วย ในยามที่พวกมันว่ายอยู่บนผิวน้ำ ช่างดูเหมือนเป็ดตัวน้อยๆที่สนุกสนานกับการเล่นน้ำเสียจริงๆ
ได้เวลาอำลาเกาะซานตาครูซมุ่งหน้าสู่เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสาวที่สุดของหมู่เกาะกาลาปากอสกันแล้วครับ อิซาเบลา (Isla Isabela)อยู่ทางตะวันออกของเกาะซานตาครูซ เป็นเกาะเกิดใหม่ที่มีอายุยังไม่ถึงล้านปี บนเกาะมีภูเขาไฟที่ยังไม่สงบอยู่ 5 ลูก Volcan Wolf คือภูเขาไฟที่มียอดสูงที่สุดในกาลาปากอส มีความสูง 1707 เมตรอยู่ทางตอนเหนือสุดของเกาะอิซาเบลา
การเดินทางจากเกาะซานตาครูซไปยังเกาะอิซาเบลา มีเรือเฟอรี่ให้บริการอยู่หลายเจ้า ทุกเจ้าออกเดินทางในเวลาใกล้เคียงกันคือ วันละ 2 เที่ยว เที่ยวแรก 7.00 น.และเที่ยวบ่ายเวลา 14.00น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2ถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง ขากลับจากอิซาเบลามีวันละ 2 เที่ยวเช่นกัน เที่ยวเช้าออกเวลา 6.00น. และเที่ยวบ่ายเวลา 15.00 น. จากท่าเรือถึงย่านชุมชน Puerto Villamil ห่างกันราว 1 กิโลเมตร อิซาเบลาในความเห็นของผมดูเงียบสงบและยังคงความเป็นธรรมชาติมากกว่าที่ซานตาครูซ ร้านรวงและร้านอาหารของที่นี่ก็ดูเล็กๆ ดูเป็นชุมชนชาวบ้านมากกว่าที่ซานตาครูซ บริเวณท่าเรือของที่นี่เหมือนเป็นสถานที่อาบแดดของบรรดาสิงโตทะเลและอีกัวน่าทะเลทั้งหลาย พอสายหน่อยพวกมันก็จะคลานต้วมเตี้ยมขึ้นมาอาบแดดเป็นแถว
สิงโตทะเลบริเวณท่าเรือเกาะอิซาเบลา
สิงโตทะเลและอีกัวน่าทะเลอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
อิซาเบลามีชายหาดที่ขาวและยาวเหยียดเป็นรูปโค้ง ดูสงบ และมีผู้คนบางตา เหมาะแก่การพักผ่อนและเล่นกระดานโต้คลื่น เนื่องจากมีคลื่นลมแรง
มีแหล่งอนุบาลเต่ายักษ์และทะเลสาบเล็กๆหลายแห่งซ่อนตัวอยู่ในดงโกงกางและเป็นที่อยู่อาศัยของกาลาปากอสฟลามิโก ( Galapagos Flamingo) นกฟลามิงโกที่นี่มีขนสีชมพูจัดทีเดียว สีชมพูดังกล่าวเกิดจากการบริโภคแบคทีเรียบางชนิดและเบตาแคโรทีนที่อยู่ในแหล่งน้ำเข้าไป อาหารหลักของพวกมันคือกุ้งที่อยู่ในทะเลสาบน้ำเค็ม
จุดดำน้ำที่น่าสนใจบนเกาะอิซาเบลาและอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือคือ Los Tintoreras นั่งเรือเพียง 5 นาทีก็ถึง บนเกาะภูเขาไฟเล็กๆแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงอีกัวน่าทะเล ซึ่งขณะนี้เป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์ของมัน อีกัวน่าบางส่วนจะแอบไปจู๋จี๋กันอยู่ภายใต้สุมทุมพุ่มไม้ ไกด์จึงห้ามมิให้เดินเข้าไปใกล้เป็นการรบกวนพวกมัน บนเกาะเล็กๆแห่งนี้มีจุดที่พบเห็นเพนกวินกาลาปากอสได้ ขณะที่ไกด์กำลังบรรยายให้ฟัง ผมได้เหลือบไปเห็นเพนกวินตัวเล็กๆตัวหนึ่งบนโขดหิน เพียงแวบเดียวเท่านั้นก่อนที่มันจะกระโจนลงน้ำว่ายไปในทะเลราวกับเป็ดน้อย มีซอกหลืบอยู่ระหว่างแนวหินลาวาสองข้างดูเป็นแนวยาวราวกับอุโมงค์ใต้น้ำ ที่นี่เป็นแหล่งกบดานของฉลามครีบขาว (White -tipped reef shark) พวกเราเจอมันแหวกว่ายให้เห็นแบบชัดๆอยู่หลายตัว เสร็จจากการเดินชมเกาะเล็กๆ ไกด์ก็พาพวกเราไปดำน้ำตื้นกัน ต้องบอกว่าดำน้ำเที่ยวนี้คือหนึ่งในการดำน้ำที่ประทับใจมากๆ ว่ายไปไม่ทันไรก็มองเห็นเต่ากาลาปากอสตัวมหึมา 2 ตัวกำลังเละเล็มหญ้าอยู่ข้างใต้พวกเรา ไกด์พาพวกเราว่ายเข้าไปในซอกหลืบหินที่ค่อนข้างแคบ พวกเราจึงต้องว่ายน้ำเรียงเดี่ยวเข้าไปด้วยหวังว่าจะเจอฉลามครีบขาวที่เราเห็นตอนอยู่บนฝั่ง ไม่ผิดหวังครับเราเจอพวกมัน 4-5 ตัว กบดานอยู่บนผืนทรายใต้ทะเลในระยะที่มองเห็นถนัด เราลอยตัวอยู่นิ่งๆที่ผิวน้ำแอบดูอิริยาบถของพวกมันสักระยะแล้วจึงพากันว่ายน้ำเรียงเดี่ยวออกไป
White tipped reef shark
สถานที่ที่น่าสนใจอีกหนึ่งจุดซึ่งเหมาะแก่การดำน้ำ คือ Los Tunales อยู่ห่างจากฝั่งไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ก่อตัวขึ้นจากเถ้าลาวาที่ไหลมารวมตัวกัน สรรสร้างโดยธรรมชาติจนกลายเป็นอุโมงค์หินกลางทะเลที่มีรูปทรงแปลกตา ด้วยเหตุที่น้ำทะเลแถบนี้ใสและไม่ลึกจึงเหมาะแก่การดำน้ำตื้น ซอกแซกไปตามหลืบหินและอุโมงค์ต่างๆ ที่นี่เราเจอม้าน้ำตัวเป็นๆที่ไม่ได้อยู่ในตู้ปลาหรือในอควาเรียม เต่ายักษ์กาลาปากอส 4 ตัวที่คลอเคลียกันเล็มหญ้าทะเล ฉลามครีบขาวที่กบดานอยู่ตามหลืบหินเกือบ 10 ตัว เป็นการจบทริปดำน้ำตื้นที่สร้างความประทับใจให้ไม่รู้ลืม
Los Tunales
Los Tunales
ยังมีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับคนชอบความตื่นเต้นและชอบปีนป่าย คือ การเดินขึ้นภูเขาไฟเซียร่า เนกรา (Volcan Sierra Negra) ภูเขาไฟแห่งนี้มีความสูง 1490 เมตร เคยระเบิดครั้งล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 2005 ทัวร์จะใช้เวลาประมาณครึ่งวันเช้าในการเดินขึ้นภูเขาไฟลูกนี้ เสียดายที่ผมไม่มีเวลาพอจึงจำใจต้องตัดโปรแกรมนี้ออกไปในที่สุด
หมู่เกาะกาลาปากอสเสมือนโลกแห่งใหม่ที่อยู่ไกลจากชายฝั่ง เป็นโลกของสรรพสัตว์และสิ่งมีชีวิตที่หายาก เป็นมุมหนึ่งของโลกที่เดินทางไปได้ไม่ยากแต่กระนั้นก็ยังมีผู้คนจำนวนไม่มากที่เดินทางไปถึง เป็นมุมหนึ่งของโลกที่คล้ายจะหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสภิวัฒน์เท่าใดนัก แต่เป็นมุมหนึ่งในใจที่ยากจะลบไปจากความทรงจำ
โฆษณา