20 พ.ค. 2020 เวลา 21:00 • ประวัติศาสตร์
*** เปิดญี่ปุ่นสู่โลกภายนอก สู่การค้าตะวันตก ***
สิ้นสุดของการเป็นประเทศปิด >> จุดเริ่มต้นของเสือเศรษฐกิจโลก
ญี่ปุ่นในยุคโบราณเป็นประเทศที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว เนื่องจากภูมิประเทศเป็นเกาะ จะมีผู้รุกรานก็มีเฉพาะมองโกล คือกุบไลข่าน แต่ไม่ทันทำการรบก็แพ้ซะก่อน แพ้ลมครับ ในวันที่รบมีลมพายุใหญ่พัดมาพอดี จนมองโกลต้องแตกพ่าย ญี่ปุ่น เรียกลมนี้ว่า "คามิกาเซ่" หรือ ลมเทพเจ้า (ปัจจุบันก็คือพายุใต้ฝุ่น ครับ ที่ตอนนี้ชอบไปทางญี่ปุ่นตลอด จนบ้านเราแห้งแล้ง) ...
ระบบการปกครองของประเทศญี่ปุ่น เป็นการปกครองแบบคู่ มาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 12 มีจักรพรรดิ และก็มีโชกุน ...
จักรพรรดิเป็นประมุขประเทศก็จริง แต่ว่าได้มอบอำนาจให้กับโชกุนบริหารจัดการแทน เป็นการเน้นสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างคนชนชั้นสูงกับคนชั้นรองลงมา ถ้าสมัยไหนโชกุนมีอำนาจมาก จักรพรรดิก็มีฐานะเป็นหุ่นเชิด ...
1
โชกุนคนสำคัญ คือ "อิเอะยะสึ" สามารถรวบรวมอำนาจจนครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นได้ และตั้งรัฐบาล สร้างอารยธรรมใหม่ขึ้น ที่ "เอโดะ" (คือโตเกียวในปัจจุบัน) และโชกุนตระกูลนี้ปกครองต่อมาอีก 250 ปี (คศ. 1603-1867) เพราะระบบการปกครองมีประสิทธิภาพจนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และได้สร้างแบบแผนแทบจะทุกแง่มุมของวิถีชีวิตของประเทศญี่ปุ่น ...
หลัง ค.ศ. 1639 โชกุนโทะกุงะวะ ดำเนินการปิดประเทศจากโลกภายนอก ชาวตะวันตกที่ติดต่อกับญี่ปุ่นได้ก็คือ "ชาวดัตช์" ผ่านเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งนอกชายฝั่งญี่ปุ่น แต่พอมามาถึงศตวรรษที่ 19 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงนั่นคือ โชกุนได้มีการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดในการปิดประเทศ ...
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นตกอยู่ภายใต้ความกดดันที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้เปิดประเทศสู่โลกภายนอก อีกทั้งโครงสร้างทางสังคมและการเมืองอันเข้มงวดที่ "อิเอะยะสึ" เป็นผู้กำหนดขึ้นภายในประเทศญี่ปุ่น ก็เริ่มที่จะทำให้เกิดความตึงเครียดอันเนื่องมาจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ...
..... สหรัฐอเมริกา คือประเทศที่บีบบังคับญี่ปุ่นให้เปิดประเทศ ที่เป็นตัวตั้งตัวตีเพราะเหตุผลเดียวคือ การล่าวาฬ คือตอนนั้นอเมริกาได้มีการค้ากับจีนแล้ว อเมริกาเล็งเห็นว่าญี่ปุ่นคือตลาดใหม่ ที่พวกเขาจะขยายการค้ามาได้ คือมาก่อนที่อังกฤษกับรัสเซีย ...
ในปี ค.ศ. 1853 ประธานาธิบดีมิลลาร์ด ฟิลล์มอร์ (Millard Fillmore) แห่งสหรัฐอเมริกาได้สั่งการให้ พลเรือจัตวา แมทธิว ซี เพอร์รี (Matthew C. Perry)นำกองเรือ 4 ลำเข้ามาในอ่าวโตเกียว และประสบความสำเร็จในการชักจูงให้ญี่ปุ่นลงนามในสนธิสัญญาสัมพันธไมตรีกับประเทศสหรัฐอเมริกา ...
พลเรือจัตวา แมทธิว ซี เพอร์รี (Matthew C. Perry)
ต่อมาในปีเดียวกันนั้นเอง ญี่ปุ่นได้ลงนามในสนธิสัญญา ทำนองเดียวกันกับประเทศรัสเซีย, อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ ดังนั้นจึงเป็นการเปิดประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง และใน 4 ปีต่อมา สนธิสัญญาเหล่านี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสนธิสัญญาทางการค้า และญี่ปุ่นได้ลงนามในสนธิสัญญาทำนองเดียวกันนี้กับประเทศฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน ...
พลเรือจัตวา แมทธิว ซี เพอร์รี เจรจาข้อตกลงกับทางญี่ปุ่น
ผลกระทบจากเหตุการณ์เหล่านี้ เพิ่มความกดดันแห่งกระแสทางสังคม และการเมือง ได้บั่นทอนรากฐานของโครงสร้างระบบศักดินาของโชกุนทีละน้อย เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ กินเวลาประมาณทศวรรษ ...
จนกระทั่งระบบศักดินาของโชกุนโตกุงาวะได้สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1867 และได้ถวายเพื่อฟื้นฟูอำนาจอธิปไตย คืนกลับสู่ สมเด็จพระจักรพรรดิ ในการปฏิรูปเมจิ (Meiji Restoration) ในปีต่อมา ...
สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ได้ทรงเปลี่ยนชื่อเมืองหลวงเป็นโตเกียว ซึ่งแปลว่า "เมืองหลวงตะวันออก" ทรงปกครองประเทศด้วยความเข้าใจถ่องแท้ ที่ประกอบด้วยซามูไรรุ่นหนุ่ม ที่มากด้วยความสามารถ ช่วยพัฒนาสร้างสรรค์ประเทศให้เข้าสู่ยุคใหม่ด้วยอุตสาหกรรม และรูปแบบของสังคมแบบใหม่ได้ไม่กี่ทศวรรษ "ทั้งที่ประเทศตะวันตก ต้องใช้เวลาพัฒนานานนับศตวรรษ" ...
ญี่ปุ่นทุ่มเท และความกระตือรือร้นในการศึกษาและรับอารยธรรมตะวันตกมาใช้ และปรับปรุงประเทศตามแบบตะวันตกทุกด้าน ทำให้รอดพ้น จากอิทธิพลการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก "และทำให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาประเทศ และกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในที่สุด" ...
... ถ้า พลเรือจัตวา แมทธิว ซี เพอร์รี ไม่ก้าวเข้าไปเริ่มติดต่อกับญี่ปุ่น อาจจะทำให้ญี่ปุ่นไม่เจริญมากเท่าที่เห็นในปัจจุบันนี้ ...ก็เป็นได้ครับ ...
โฆษณา