Blockdit Logo (Mobile)
มุมนั่งอ่าน : ‘your money or your life - เงินหรือชีวิต’
ครั้งแรกที่เราเริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้ สารภาพเราค่ะว่าเราคิดว่าเราจะอ่านไม่จบ 😅
ด้วยความหนาของหนังสือ ทำให้ตอนแรกเราไม่มั่นใจในการจะหยิบขึ้นมาอ่านมากนัก แต่ชื่อหนังสือก็กระตุ้นเราให้เริ่มอ่านได้เองค่ะ
เงิน หรือ ชีวิต ?
เป็นคำถามที่จัดว่าเรียบง่ายแต่ทรงพลังนะคะ เพราะถ้าพูดกับตามจริง เราไม่เคยถามตัวเองด้วยคำถามแบบนี้เลย
และความกวนของหนังสือเล่มนี้ที่ตอบออกมาคือ “ขอทั้งสองอย่างนะ ขอบคุณ” 😂
คำพูดพวกนี้ทำให้เราเริ่มอ่านแบบหยุดไม่ลงเลยค่ะ
ช่วงแรกผู้แต่งได้พูดถึงสังคมอุปโภคนิยมค่ะ เราถูกสอนมาให้รู้สึกว่า ยิ่งมาก ยิ่งดี ยิ่งเราพยายามมากขึ้น หาเงินมากขึ้น ชีวิตก็จะดีตามไปเอง
แต่แท้ที่จริงแล้ว ทำไมคนที่ทำตามแนวคิดแบบนั้น ชีวิตของพวกเค้าถึงยังรู้สึกว่าว่างเปล่าอยู่ดี
ผู้แต่งเลยให้คำถามเรามาใช้ตอบตัวเองค่ะ ว่าสำหรับเราแล้ว เงิน คือ อะไร?
สิ่งที่หนังสือให้คำตอบเรา “เงิน คือ สิ่งที่เราเลือกจะแลกพลังชีวิตไปเพื่อให้ได้มาค่ะ” 👈
นี่คือสิ่งสำคัญที่เราหลายๆคนยังไม่รู้ หรืออาจจะไม่ได้สนใจหาคำตอบ และคำถามต่อมาก็คือ แล้วแต่ละเดือนที่เราได้เงินเดือนมา คิดเป็นว่าต่อเงิน 10 ดอลล่าห์ (ตามหนังสือ) เราใช้เวลาเท่าไหร่ของชีวิตเราไปแลกมาค่ะ
อันนี้เราลองสมมุติตัวเลขให้เห็นชัดนะคะ สมมุติว่าบางคนเงินเดือน 20,000 ทำงาน 20 วัน อาจจะคิดว่า เพราะฉะนั้นค่าแรงต่อวันของเค้าคือ 1,000
แต่ที่จริงแล้ว เราคิดตรงๆแบบนี้ก็อาจจะไม่ถูกค่ะ เพราะการไปทำงาน ทำให้เราต้องมีค่าใช้จ่ายอีกหลายอย่าง เช่น เสื้อผ้าที่เหมาะกับงาน ค่าเดินทาง ค่าอาหารกลางวัน ค่าอาหารที่เราไปกินตอนที่เราเครียด ภาษีสังคม หรือหลายๆอย่างที่เราใช้จ่ายเพราะเราเครียดจากงาน
ถ้าเราลองเอามาคิดจริงๆแล้ว จากวันละ 1,000 เราอาจจะเหลือแค่วันละ 400 บาทก็เป็นได้ค่ะ
แล้วเราได้รู้อะไรจาก 400 บาทนี้ มันจะเชื่อมกับการใช้จ่ายของเราค่ะ เพราะหลังจากที่เรารู้ว่าตัวเองต้องใช้เวลาชีวิตไป 1 วันเพื่อให้ได้เงิน 400 บาทกลับมา หลังจากนี้เมื่อเราใช้จ่ายอะไรเราจะคิดว่ามันคุ้มกับที่เราแลกเวลาในชีวิตเราไปรึเปล่าค่ะ
ในหนังสือเค้าให้เราลองสำรวจดูว่าตั้งแต่ทำงานมา เรามีทรัพย์สินอะไรบ้าง หนี้สินอะไรบ้าง มีเงินที่ผ่านในชีวิตเราเท่าไหร่บ้าง มันทำให้เรารู้จักเงินในอีกมุมมองนึงที่เราไม่เคยรู้จักค่ะ
อีกเรื่องที่เราชอบในหนังสือเล่มนี้คือ เค้าทำให้เราเห็นว่า เงินที่เราต้องการมาใช้ในชีวิต จะแบ่งเป็นคร่าวๆ 4 ช่วงค่ะ
ช่วงต้นๆของชีวิต เราต้องการเพื่อปัจจัย 4 ค่ะ 👚🥬💊🏡
ต่อจากนั้น เราต้องการเพื่อใช้ชีวิตให้สบายในแบบที่เราต้องการ 🛵☕️🎓
หลังจากนั้นเราต้องการเงินที่เพิ่มขึ้นเพื่อของหรูหราบ้างในชีวิต 🚗👠
และช่วงสุดท้ายเราจะถึงจุดที่เรารู้สึก”พอ”ค่ะ ☘️🙂
ต่อให้เราได้มากไปกว่านี้ แต่จะทำให้เราจะต้องแลกด้วยหลายอย่างที่เพิ่มขึ้น และความรู้สึกดีที่ได้จากเงิน จะไม่ต่างจากจุดที่เรารู้สึก”พอ” ซักเท่าไหร่แล้วค่ะ
คำถามคือ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าจุดที่พอของเราคือจุดไหน 🤔
หนังสือเล่นนี้มีขั้นตอนหลายอย่างให้เราสำรวจตัวเอง ในมุมที่เราไม่เคยสังเกตุมาก่อน เพื่อให้เราหาคำว่าพอของเราให้เจอค่ะ
ที่จริงมีรายละเอียดอีกมากที่อยู่ในหนังสือ ทำให้เรามองการเงินกับชีวิตของเราได้ชัดเจนมากขึ้น แต่จะเขียนไว้แค่บทความเดียวก็จะไม่ครบถ้วนค่ะ
เลยอยากสนับสนุนให้คนที่อยากรู้เรื่องราวของเงินเมื่อเทียบกับชีวิตเราให้มากขึ้น ลองไปตามอ่านหนังสือเล่มนี้ได้นะคะ
เมื่ออ่านแล้ว มุมมองต่อเงินหรือชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปจริงๆค่ะ
อ่านแล้วเป็นยังไงบ้าง หรือชอบตรงไหนของหนังสือเล่มนี้ มาเล่าให้ฟังกันได้นะคะ 😊
ความคิดเห็น
กูรู ประกัน (ประกันเรื่องที่คุณควรรู้)
พี่ตาถือไปถือมาไม่จบซะที
12 มิ.ย. เวลา 11:58
1

วิถีเด็กเนิร์ด

หนังสือแอบหนามากอยู่ค่า เกือบไม่จบเหมือนกันเลยค่ะ 😅 แต่หลังจากอ่านจบแล้ว กลับไปอ่านซ้ำบ่อยเลยค่ะ 😊
13 มิ.ย. เวลา 00:36
1
สรีระไฟฟ้ากับนโม
หนังสือดูน่าติดตามดีค่ะ แต่ช่วงนี้ เหมือนใช้เงินอยู่ในช่วงต้น คือ ปัจจัย4 เท่านั้น งดความสะดวกสบายหรูหรา ถ้าผ่านวิกฤติโควิดไปได้ น่าจะหลุดพ้นจากช่วงต้นเสียทีค่ะ
12 มิ.ย. เวลา 05:52
1

วิถีเด็กเนิร์ด

ช่วงนี้คงต้องมีการใช้เงินอย่างระมัดระวังกันอยู่นะคะ ถ้าพยายามจัดการเรื่องเงินได้ ชีวิตจะเบาขึ้นค่ะ 😊
12 มิ.ย. เวลา 06:20
1
เมืองไทยไดอารี่ by Supawan
ทฤษฎี Maslow Hierarchy of needs ก็ยัง apply อยู่นะคะ
12 มิ.ย. เวลา 04:54
1

วิถีเด็กเนิร์ด

ใช่เลยค่า มีหนังสือหลายเล่มยังอ้างอิงมาบ่อยๆนะคะ หนังสือเล่มนี้อ้างอิงมาผูกกับเรื่องเงินทำให้เห็นภาพดีค่ะ 😊
12 มิ.ย. เวลา 05:14