22 พ.ค. 2020 เวลา 13:57 • ไลฟ์สไตล์
เมื่อโลกอยากให้เราเป็นทั้ง "เป็ด" และ "เหยี่ยว" เราจะทำอย่างไร ???
ใครมีความสามารถแบบเป็ด ยกมือขึ้น!!
ฉันแหละคนหนึ่ง มีความสามารถหลายอย่าง สนใจหลายอย่าง แต่กลับไม่ลึกสักด้าน เหมือนเป็ดที่ทั้งบินได้และว่ายน้ำได้ แต่กลับไม่โดดเด่นสักทาง
ในโลกสมัยเก่า คนเป็นเป็ดถูกกล่าวหาว่าหยิบย่ง ไม่จริงจังกับสิ่งใด ถามอะไรก็ทำเป็นไปซะหมด แต่พอจะยกหน้าที่สักอย่างให้ทำกลับทำไม่เป็น คนประเภทนี้เคยถูกตราหน้าว่า ไม่มีวันประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะไม่รู้ลึก ไม่รู้จริง ไม่สามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญได้
พอมาวันนี้ หลายคนกลับมองว่า เป็ด หรือคนประเภท multipotentialite ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนที่รู้จริงเลย อย่างน้อยที่สุดคนพวกนี้ก็สามารถปรับตัวได้เก่งกว่า เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เร็วกว่า และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ดีกว่า
แต่ในชีวิตจริง แต่ละบริษัทกลับต้องการคนที่เป็นทั้งเป็ดและเหยี่ยวในคนคนเดียว หลายครั้งที่เห็นการประกาศหางาน ที่ตำแหน่งหนึ่ง หน้าที่ของพนักงานมีประมาณ 108 ประการได้ อย่างเช่น เป็นมาร์เก็ตติ้ง ก็ต้องทำเป็นทั้งวางแผนสื่อ หาลูกค้า เปรียบเทียบตลาด บ้างก็ต้องเป็นทั้ง photo shop ตัดต่อและอีกสารพัด
หรืองานตัดต่อสมัครนี้ ก็ต้องการทั้งตัดต่อได้ ทำกราฟฟิคได้ วาดรูป อัพโหลด ดูแลช่องทางดิจิตอล และทุกอย่างต้องเก่งพอที่จะไม่มีข้อผิดพลาดตามมา....
ต้องการขนาดนี้เป็นเหยี่ยวอย่างเดียวจะพอไหม หรือเป็นเป็ดอย่างเดียวจะอดตายหรือเปล่า
สุดท้ายในยุคที่อะไรๆ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรู้จักปรับตัว
มีคำหนึ่งที่ชอบโดยส่วนตัว คือคำว่า resilience หมายถึง ความสามารถในการกลับมายังจุดเดิม หรือความยืดหยุ่น หากเราอยู่ที่ใดมีความยืดหยุ่น ก็มีความที่น่าจะอยู่รอดเพิ่มขึ้น
หากรู้ว่าตน ทำงานแบบเหยี่ยว ก็ต้องรู้จักเรียนรู้งานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากรู้ว่าตนเองเป็นเป็ด มีความสนใจหลายๆ อย่าง จะดีกว่ามั้ยถ้าเริ่มพัฒนาไปทีละอย่างให้เก่งขึ้น เหมือนการขับรถ ถ้ามุ่งไปทิศทางเดียวย่อมขับได้เร็วขึ้น
มีเป็ดหลายคนที่เก่งทั้งศาสตร์และศิลป์ อย่างดาวินชี หรือเหยี่ยวอย่างไอสไตน์ แม้จะโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์ แต่ดนตรีอย่างไวโอลิน เขาก็ทำได้ดี ไม่แพ้กัน
การตัดสินว่าใครเป็นเป็ด หรือ เป็นเหยี่ยวอาจไม่สำคัญ เพราะทั้งสองก็สามารถประสบความสำเร็จได้ในแบบที่เขาเป็น
โฆษณา