25 พ.ค. 2020 เวลา 08:52
เรื่องเล่าจากรอบโลก​ : โลกของคนอินเดีย ต่อให้จนขนาดไหน แต่ชีวิตต้องไม่ไร้ความสุข
ก็ในเมื่อชีวิตมันเลือกเกิดไม่ได้ว่าจะเกิดมารวยหรือจน แต่ทุกคนต้องทำมาหากินเพื่อมีชีวิตต่อไป
คุณคิดว่าการที่ผมได้เดินทางมาที่รัฐที่ถือว่ายากจนที่สุดในอินเดียอย่าง "อุตตรประเทศ" คงไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมาเจออะไรที่หรูหรา สวยงามทันสมัยอย่างแน่นอน เพราะชีวิตนอกเมืองใหญ่หรือเมืองท่องเที่ยวที่คนรู้จักนั้น มันคือความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนอินเดียร้อยละ 90 ของประชากรทั้งประเทศ
อินเดียยังถือว่ามีจำนวนคนยากจนสูงที่สุดติดอันดับโลก ตามสัดส่วนของประชากรที่มากเป็นอันดับ 2 ของโลกราว 1,300 ล้านคน และอุตตรประเทศ รัฐชายแดนทางตอนเหนือก็ถือว่าเป็นรัฐที่ยากจนที่สุดตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติอินเดีย โดยประชากรมีรายได้ต่อเดือนเฉลี่ยราว 3,000 บาทเท่านั้น
แต่เชื่อไหมว่าความจนของคนอินเดียไม่ได้เป็นสิ่งที่พวกเขารู้สึกว่าเป็นปมด้อย เพราะพวกเขามองว่าต่อให้จนขนาดไหน ชีวิตมันก็ต้องอยู่ ต้องทำมาหากิน ต้องใช้ชีวิตต่อไปเพื่อวันที่ดีขึ้นในอนาคต
3
"อาร์ชิส ชามาล" พ่อค้าร้านขายผลไม้สดในเมืองที่ผมยืนคุยด้วยอยู่นานสองนาน เพียงแค่ผมแวะดูผลไม้ที่ร้านของเขาเพื่อนำกลับไปกินที่โรงแรม เขาเดินมาทักทายด้วยท่าทางเป็นมิตร พร้อมกับเดาว่าผมมาจากประเทศอะไร
พม่า เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย ถ้าเดาได้ครบทุกประเทศอาเซียนคงเดาไปแล้ว อาร์ชิสชวนผมคุยเกี่ยวกับประเทศไทยมากมาย เขาบอกว่าเขายังไม่เคยไปประเทศไทย อันที่จริงต้องบอกว่าไม่เคยมีโอกาสออกนอกประเทศเลยสักครั้ง แต่เขาเห็นภาพประเทศไทยผ่านอินเตอร์เน็ตบ้าง ผ่านจอโทรทัศน์บ้าง ซึ่งมันคือประเทศที่เขาอยากมีโอกาสไปเยือน
1
"คุณโชคดีมากเลยนะที่เกิดในประเทศที่สวยงามและร่ำรวย"
ผมได้แต่ขอบคุณ และบอกว่าประเทศทุกๆ ประเทศบนโลกมีทั้งด้านดีและไม่ดีเหมือนกันหมด อยู่ที่ว่าเราจะมองหรือเอาตัวเข้าไปอยู่ในสังคมแบบไหน
อาร์ชิสเล่าว่า สังคมอินเดียในสายตาชาวโลก มักมองพวกเขาไม่ค่อยดี โดยเฉพาะเรื่องความสะอาด และสุขอนามัย ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ฮ่าๆๆ คุณก็คงเห็นใช่ไหม? แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดของประเทศ แม้จะเป็นส่วนมาก แต่ว่ามันก็คือวิถีชีวิต
ความเหลื่อมล้ำในสังคมของอินเดียระหว่างคนรวยกับคนจนสูงมาก สูงเหมือนอยู่กันคนละโลก หากคุณเป็นมหาเศรษฐีที่อินเดีย คุณสามารถมีทุกอย่างที่คุณปรารถนา มีอำนาจ มีบารมี มีสิทธิทางสังคมที่สูงกว่าคนทั่วไป ถ้าคุณเชื่อเรื่องสมมุติเทพ คุณจะรู้ว่า ชนชั้นบนในอินเดียก็มีสภาพไม่ต่างอะไรกับเทพเดินดิน
ในขณะที่คนจนแค่เงิน 1 รูปปี ยังไม่มีแม้แต่จะติดตัวไว้ ชีวิตมันไม่ง่ายนักในการจะผ่านความหิวโหย เหน็บหนาว หรือร้อนอบอ้าวในแต่ละวัน
แต่มันก็คือชีวิต ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะทำได้
อาร์ชิสเล่าชีวิตของตัวเองว่า เขาเกิดในวรรณะจัณฑาล วรรณะที่ในสังคมฮินดูคือเป็น "คนชั้นต่ำ" ไม่มีใครต้องการ เขาไม่ใช่คนที่นี่โดยกำเนิด แต่เพราะรัฐที่เขาเคยอยู่กับพ่อแม่เป็นรัฐมียังคงเคร่งต่อระบบชนชั้นวรรณะ ทำให้ครอบครัวของเขาต้องย้ายมาที่นี่ที่มีความเป็นชนชั้นวรรณะน้อยกว่า เพราะมีหลายศาสนารวมกันอยู่
ครอบครัวของเขามาจากการที่ไม่มีอะไรเลย และเริ่มจากการรับผลไม้มาเข็นรถเข็นขายไปตามท้องถนน ตามตลาดข้างทาง ค่อยๆ เก็บสะสมทรัพย์สินมาเรื่อยๆ จนมีร้านอย่างที่คุณเห็น
แต่สิ่งหนึ่งที่พ่อกับแม่ของเขาไม่เคยปล่อยปละละเลยก็คือ การศึกษา เพราะการศึกษาคือสิ่งเดียวที่จะพาให้ชีวิตของเขาและครอบครัวดีขึ้น เขาโชคดีที่ได้เรียนในโรงเรียนที่มีความหลากหลายของผู้คน ไม่มีการเหยียดเรื่องวรรณะมากนั้กในโรงเรียน แม้จะไม่ใช่โรงเรียนดัง เป็นแค่โรงเรียนชายขอบเล็กๆ แต่มันทำให้เขาเติบโตและเขาเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยจนจบได้
ผมถามเขาว่า เวลาเขามองดูคนที่ร่ำรวยกว่า รู้สึกอย่างไร?
อาร์ชิสถามย้อนกลับมาที่ผมว่า คุณอยากได้คำตอบแบบไหน ให้อิจฉาใช่ไหม? ฮ่าๆๆ สำหรับเขามองว่าก็แค่รับรู้...แล้วก็เท่านั้น เพราะตัวเขาและคนจนอีกมากมายก็ยังต้องทำงานอย่างหนักอีกต่อไป ทำเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้น เขาไม่รู้หรอกว่าช่วงชีวิตนี้เขาจะร่ำรวยเป็นเศรษฐีได้หรือไม่ แต่ชีวิตที่ผ่านมาเกือบ 40 ปี วันนี้มันตอบตัวเขาได้ชัดเจนว่า ชีวิตครอบครัวของเขามาไกลกว่าเมื่อก่อนมาก จากครอบครัวที่ไร้คนต้องการเพียงเพราะมีวรรณะชั้นต่ำในสังคม มามีกินมีใช้ มีกิจการที่เลี้ยงคนทั้งบ้านได้ ซึ่งเขาก็ไม่รู้หรอกว่าอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า ชีวิตของเขาจะไปได้ไกลขนาดไหน แต่ถ้าบอกตอนนี้คือ เขาแค่ใช้ชีวิตของเขา ในแบบของเขาไป เพราะการไปอิจฉาคนรวยกว่าก็ไม่ได้ทำให้ตัวเองรวยขึ้น
ผมถามว่า ในประเทศไทย คนจนชอบบอกว่าคนรวยต้องช่วยคนจน คนรวยชอบเอาเปรียบคนจน คนจนคือเจ้าของประเทศ
อาร์ชิสทำหน้างงๆ แล้วหัวเราะออกมา ก่อนพูดว่า บนโลกนี้มีที่ไหนที่ไม่มีการเอาเปรียบกันบ้างล่ะ มันคือโลกแห่งการแข่งกัน แย่งชิงทรัพยากร โลกที่ใครตัวใหญ่กว่าก็มีโอกาสชนะ เหมือนสัตว์ที่แข็งแรงก็ได้เป็นจ่าฝูง หรือมีสิทธิ์ผสมพันธุ์ แล้วทำไมต้องช่วยคนจน? คนจนช่วยตัวเองไม่เป็นเหรอ? แน่นอนว่าบางอย่างต้องช่วยเพื่อเป็นการตอบแทนสังคมตามสมควร แต่คนจนจะต้องมาเรียกร้องให้ช่วยตลอดไปคงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก คนรวยเขาทำธุรกิจจนร่ำรวย บางคนเริ่มต้นชีวิตจากการเป็นคนจนเหมือนๆ กัน แต่วันนี้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นจากความขยันและตั้งใจทำงาน เขาไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อการกุศล เขาทำธุรกิจเพื่อผลกำไร ดังนั้นจะรวยจะจน ทุกคนต่างมีหน้าที่ ไม่ใช่ให้ชนชั้นใดในสังคมต้องมาแบกใครไว้บนบ่า และทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ จะคนรวย คนจน ประชาชนก็คือเจ้าของประเทศ หากคุณไม่ใช่ประเทศคอมมิวนิสต์ หรือระบอบราชาธิปไตย
เขามองว่าสุดท้าย คนเรามีทางเดินเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะชนชั้นวรรณะไหน ทุกคนก็ต้องก้าวไปบนถนนของตัวเอง จนกว่าจะประสบความสำเร็จ หรือไม่ก็พ่ายแพ้และออกจากเกมส์ไป
ใครจะคิดว่าแค่จะซื้อผลไม้ถุงเดียวกลับไปกินที่โรงแรม จะทำให้ผมได้เจอคนที่มีความคิดเจ๋งๆ ในการพูดคุยด้วย ไม่คิดว่าพ่อค้าผลไม้ที่แสนธรรมดา จะมีมุมมองต่อสังคมที่ทำให้ผมทึ่ง การเดินทางไปในที่ต่างๆ ของผมมันได้อะไรมากกว่าการท่องเที่ยว แต่มันคือการไปเรียนรู้ชีวิตที่แต่ต่าง จากคนมากมายที่พบเจอระหว่างทาง คนที่เรามองแค่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้เลยว่าเขาจะมีความคิดอย่างไรภายใต้เนื้อในของเขา และผมเจอคนที่มีความคิดเจ๋งๆ มากมายระหว่างการเดินทางทุกครั้ง ซึ่งมันคือประสบการณ์ชีวิตที่หาไม่ได้จากห้องสี่เหลี่ยมนั่นเอง
ปล. ผลไม้ที่จะซื้อ สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อ เพราะอาร์ชิสจับยัดใส่ถุงให้กลับมากินฟรีๆ แถมให้เงินก็ไม่เอา เพราะเขาบอกว่า You're my FRIEND...
โฆษณา