3. วิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ถูกสอนอย่างเข้มข้นในสิงคโปร์ทั้งระดับประถมและมัธยม
ต่อให้ในระดับมัธยมปลาย เด็กๆตัดสินใจเลือกเรียนไปทางสายศิลป์/มนุษยศาสตร์
ก็จะต้องเลือกเรียนเลขหรือวิทย์ตัวนึงไปด้วยจนกว่าจะเรียนจบ
โดยเช่นเดียวกันกับเด็กที่เลือกเรียนสายวิทย์ ที่จะต้องเลือกวิชาศิลป์ตัวนึงเพื่อเรียนควบไปเช่นกัน
.
การเรียนเลขด้วยวิธีแบบสิงคโปร์ ที่เรียกว่า “Singapore Method” นี้
ถูกคิดค้นมาอย่างดีโดยกลุ่มครูและนักจิตวิทยาด้านการศึกษา ที่พัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1980
โดยการเดินทางไปประเทศต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบทางวิทยาศาสตร์พฤติกรรมว่า
จะทำยังไงให้การศึกษาของสิงคโปร์นั้นมีความโดดเด่นเป็นเลิศ ทั้งหลักสูตร และตำราเรียน
ซึ่งเขาค้นพบว่า คนเราจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่าน 3 ลำดับขั้นตอน นั่นก็คือ การเรียนรู้ด้วย..
1. วัตถุจริง 2. ภาพ 3. สัญลักษณ์
นั่นเลยทำให้การสอนแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของสิงคโปร์ จะทำผ่านรูปภาพ
มีการใช้บล็อกหรือเลโก้ที่มีสีสันสดใส มาสอนประกอบความเข้าใจเรื่องเศษส่วนหรืออัตราส่วน
.
อ่านถึงตรงนี้แล้วถึงกับร้อง OMG ในใจ… คือมันใช่เลย
ที่เราเล่าไปตอนต้นว่าหนังสือ และสื่อประกอบการสอนคณิตศาสตร์ของเขาทำออกมาน่าสนุกมากๆ
ถึงขนาดที่เด็กที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์อย่างเราเห็นปกปีศาจตัวเลขแล้วสะดุดตาจนต้องซื้อกลับมาอ่าน
ทำให้เราคิดเลยนะคะ ว่าการที่มันเรียกความสนใจแม้กระทั่งในเด็กที่ไม่ได้ชอบเลขตั้งแต่ต้นอย่างเรา
ถ้ามีคนบังเอิญทำเหมือนกันเยอะๆ แล้วกลายเป็นบางคนเกิดความชอบ
รู้สึกเข้าใจมากขึ้นจากภาพ จากเรื่องราว แล้วนำไปต่อยอดในขั้นต่อๆไปจริงๆ
ประเทศๆนึงจะสร้างเด็กที่รักการอ่าน รักการเรียนรู้
สนใจและมีความเป็นเลิศในทางคณิตศาสตร์ได้มากมายขนาดไหน
.
.
4. ข้อนี้แปลกดีและน่าสนใจมากเหมือนกัน เพราะปกติเราจะได้ยินกันว่า
การเรียนการสอนที่ดี ควรแบ่งเด็กๆเป็นแค่ทีละกลุ่มเล็กๆ
ให้มีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการเด็ก ตั้งแต่พื้นฐานไม่แข็งมากไปจนถึงระดับแข็ง
เพื่อให้เด็กหาระดับที่ตัวเองเหมาะสมเจอ และนี่เป็นโมเดลที่โลกตะวันตกใช้กันเป็นส่วนใหญ่
แต่ที่สิงคโปร์ไม่คิดแบบนั้นค่ะ เขามองกลับกันว่า
เราต้องคิดว่าเด็กทุกคนมีความสามารถอยู่แล้ว เด็กทุกคนมีศักยภาพที่จะทำโจทย์ได้
เพียงแต่เขาจะขยันพอไหม จะพยายามพอไหม และได้รับการสอนที่ถูกวิธีไหม
เพราะฉะนั้น เขาจะไม่มาแบ่งย่อยห้อง แบ่งนักเรียน แบ่งครู
แต่จะสอนห้องรวมห้องเดียวไปเลย และจ้างครูที่มีคุณภาพสุดๆมาสอน
การสอนห้องใหญ่ทีเดียวแบบนี้ ทำให้ครูสามารถเห็นได้ชัดว่าเด็กคนไหนตามไม่ทันเพื่อนส่วนใหญ่
และหาวิธีช่วยเหลือนักเรียนคนนั้นเพิ่มเติมได้ทันท่วงที
.
.
อ่านจบแล้วเราทึ่งมากค่ะ
หลายๆแนวคิด เปลี่ยนวิธีคิดเราไปหลายอย่างมากๆ
หลายอย่างที่ดูอาจไม่น่าเวิร์ค
สิงคโปร์ได้พิสูจน์แล้วว่า นักเรียนของเขาเกิดความชอบในวิชาเลข
และทำมันได้ดี "อันดับหนึ่ง" เลยจริงๆ
.
.
ในข้อดีก็ย่อมมีข้อที่อาจจะไม่ดีนัก
เพราะระบบเสริมคนให้เก่งที่สุดแบบนี้
ก็เจอคำวิจารณ์ว่าอาจจะเครียดไปหน่อย
หรืออาจทำให้เด็กไปโฟกัสกับการทำงานจนขาดชีวิตด้านอื่นไหม
แต่ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยกับแนวคิดการเรียนเลขของสิงคโปร์หรือไม่อย่างไร
สำหรับเรา ต้องยอมรับเลยว่าเป็นวิธีที่น่าสนใจ น่าศึกษาเพิ่มเพื่อลองนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบท
เพราะอย่างที่หลายคนก็คงทราบกันดีว่า
มีหน้าที่การงานมากมายที่เด็กๆจะสามารถทำได้ดี ถ้าหากเขามีพื้นฐานคณิตศาสตร์ที่เข้มแข็ง
ใครเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่อยากปลูกฝังให้ลูกเก่งเลข ก็ลองศึกษาโมเดลนำไปปรับใช้กันดูได้นะคะ