28 พ.ค. 2020 เวลา 03:35
ทำไมเด็กสิงคโปร์ถึงเก่งเลข? บทความน่าสนใจมากๆจาก Financial Times ที่เราอ่านแล้วทึ่งมากตั้งแต่ต้นจนจบ
เมื่อสองสามเดือนก่อน เราได้อ่านสัมภาษณ์ของคุณปอนด์ น้องชายหมอฟรัง-นรีกุล หรือ “หมอวาฬ” ในซีรีส์ “รักฉุดใจนายฉุกเฉิน”
ซึ่งกำลังศึกษาอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาคอินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เกี่ยวกับเคล็ดลับการเรียน และการปรับตัวเข้าระบบการศึกษาไทย
หลังจากที่ได้ไปเรียนระดับมัธยมที่สิงคโปร์เป็นเวลา 7 ปี
ซึ่งเจ้าตัวตอบว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องปรับตัวมากเลยทีเดียว ก็คือในการเรียนเลข
สมัยเรียนที่สิงคโปร์ เขาเคยเป็นคนที่ชอบคณิตศาสตร์และฟิสิกส์มาก จนคิดว่าอยากเรียนด้านวิศวกรรม
แต่เขารู้สึกว่าการศึกษาที่เมืองไทยเน้นระบบท่องจำมากกว่าเข้าใจ
มีบางอย่างที่เขายังไม่เข้าใจ แต่ต้องท่องจำสูตรเข้าไปสอบ
เมื่อไม่เข้าใจ ก็ทำให้ไม่ชอบ และต้องปรับตัวเยอะมาก
.
.
อ่านเสร็จตอนนั้นเราก็สะดุดเลย ว่าที่สิงคโปร์เขาเรียนเลขกันยังไง
เพราะเพื่อนคนสิงคโปร์ที่เรารู้จักก็เก่งเลขกันทั้งนั้น
เมื่อตอนเราอยู่ ม.6 ที่เตรียมอุดม เคยติดตามอาจารย์วิชาภาษาอังกฤษท่านนึงไปเป็นนร.แลกเปลี่ยนโครงการสั้นๆของสิงคโปร์
เรายังจำได้เลยว่าบรรยากาศของโรงเรียนนั้นสนับสนุนเรื่องการศึกษาเด็กได้น่าสนใจสุดๆ
ในร้านหนังสือของโรงเรียน มีขายหนังสือกึ่งการ์ตูนและนิยายอธิบายเรื่องเลข ม.ปลาย
ทำเป็นหนังสือมีภาพแทรกเรื่อยๆ อธิบายง่ายๆได้น่าอ่าน ดูดี ออกแบบได้สะดุดตามาก
จนเรา (ที่ตอนนั้นไม่ค่อยจะชอบเลขเอาซะเลย) ยังซื้อติดกลับบ้านมาเล่มนึง เพราะหนังสือดูน่าอ่านมาก
.
.
ไม่ว่าจะด้วยการจัดอันดับโลกของสำนักไหนของความเก่งในการเรียนคณิตศาสตร์
สิงคโปร์มักจะนำมาเป็นอันดับที่ 1 อยู่บ่อยครั้ง อย่างเช่นในการจัดอันดับของ OECD เมื่อเดือนพค.ปีก่อน (2019)
(ประเทศอังกฤษอยู่อันดับ 20 ส่วนสหรัฐฯอยู่อันดับที่ 28) จากทั้งหมด 78 ประเทศ
.
บทวิเคราะห์นี้ของ Financial Times ที่เพิ่งออกมาไม่กี่วันก่อน ว่าทำไมเด็กสิงคโปร์จึงเรียนเลขเก่งที่สุดในโลก
เปิดหูเปิดตาเราดีมากเลยค่ะ ขอสรุปคร่าวๆประเด็นที่เขาวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจได้ประมาณนี้
.
.
1. ทางด้านการเมืองการปกครอง สิงคโปร์เคยตกเป็น “เมืองขึ้น” ของประเทศอังกฤษ (ปี 1959)
และเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมาเลเซียเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะได้รับเอกราชในปี 1965
ทางด้านภูมิศาสตร์ ทางเหนือของประเทศถูกขนาบด้วยมาเลเซีย ทางใต้ก็มีเกาะของอินโดนีเซียล้อมรอบ
การเคยถูกปกครองโดยชนชาติอื่น และโดนล้อมรอบจากประเทศอื่นด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์นี้
ส่งผลอย่างยิ่งทางจิตวิทยาของคนสิงคโปร์ ให้เกิดทั้งความภาคภูมิใจในชาติ พอๆกันกับเกิดความกลัวโดนรุกราน
ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้นำประเทศสิงคโปร์อย่าง ลี เซียน ลุง ถึงกับเคยบอกไว้ใน Speech ในวันแรงงานว่า
“To survive, you have to be exceptional.” The alternative, he warned, was being “pushed around, shoved about, trampled upon; that’s the end of Singapore and the end of us”
ถ้าอยากให้ประเทศเจริญ รอดพ้นจากการโดนรังแกจากนานาชาติ
ชนชาวสิงคโปร์จะต้องมีอะไรที่ “โดดเด่นเป็นเลิศ” ชนิดหาใครเสมอเหมือนเท่านั้น
2. เมื่อปี 2015 ลี เซียน ลุง ได้ให้สัมภาษณ์ถึงบทสนทนาแลกเปลี่ยนระหว่างเขากับรมต.กระทรวงศึกษาของเกาหลีใต้
เขาบอกด้วยความภูมิใจว่า เด็กสิงคโปร์ทุกคนที่เรียนจบ ไม่มีใครตกงานเลย
เพราะประเทศเราเทรนคนให้เหมาะกับความต้องการของตลาดงานเท่านั้น
เรียนจบมหาวิทยาลัยปุ๊บ หางานได้ปั๊บ
เขายังแสดงความเห็นอีกว่า ทำไมเกาหลีใต้ถึงมีการเปิดสอนวิชาเอกด้านวรรณกรรมเยอรมันเยอะมาก
ทั้งๆที่ความต้องการคุณครูสอนภาษาเยอรมันในเกาหลีไม่ได้มีเยอะเลย
สิ่งนี้มีแต่จะทำให้เกิดผลเสีย ให้มีครูสอนเยอรมันที่ต้องตกงานเป็นจำนวนมากในเกาหลี
.
.
3. วิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ถูกสอนอย่างเข้มข้นในสิงคโปร์ทั้งระดับประถมและมัธยม
ต่อให้ในระดับมัธยมปลาย เด็กๆตัดสินใจเลือกเรียนไปทางสายศิลป์/มนุษยศาสตร์
ก็จะต้องเลือกเรียนเลขหรือวิทย์ตัวนึงไปด้วยจนกว่าจะเรียนจบ
โดยเช่นเดียวกันกับเด็กที่เลือกเรียนสายวิทย์ ที่จะต้องเลือกวิชาศิลป์ตัวนึงเพื่อเรียนควบไปเช่นกัน
.
การเรียนเลขด้วยวิธีแบบสิงคโปร์ ที่เรียกว่า “Singapore Method” นี้
ถูกคิดค้นมาอย่างดีโดยกลุ่มครูและนักจิตวิทยาด้านการศึกษา ที่พัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1980
โดยการเดินทางไปประเทศต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบทางวิทยาศาสตร์พฤติกรรมว่า
จะทำยังไงให้การศึกษาของสิงคโปร์นั้นมีความโดดเด่นเป็นเลิศ ทั้งหลักสูตร และตำราเรียน
ซึ่งเขาค้นพบว่า คนเราจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่าน 3 ลำดับขั้นตอน นั่นก็คือ การเรียนรู้ด้วย..
1. วัตถุจริง 2. ภาพ 3. สัญลักษณ์
นั่นเลยทำให้การสอนแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของสิงคโปร์ จะทำผ่านรูปภาพ
มีการใช้บล็อกหรือเลโก้ที่มีสีสันสดใส มาสอนประกอบความเข้าใจเรื่องเศษส่วนหรืออัตราส่วน
.
อ่านถึงตรงนี้แล้วถึงกับร้อง OMG ในใจ… คือมันใช่เลย
ที่เราเล่าไปตอนต้นว่าหนังสือ และสื่อประกอบการสอนคณิตศาสตร์ของเขาทำออกมาน่าสนุกมากๆ
ถึงขนาดที่เด็กที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์อย่างเราเห็นปกปีศาจตัวเลขแล้วสะดุดตาจนต้องซื้อกลับมาอ่าน
ทำให้เราคิดเลยนะคะ ว่าการที่มันเรียกความสนใจแม้กระทั่งในเด็กที่ไม่ได้ชอบเลขตั้งแต่ต้นอย่างเรา
ถ้ามีคนบังเอิญทำเหมือนกันเยอะๆ แล้วกลายเป็นบางคนเกิดความชอบ
รู้สึกเข้าใจมากขึ้นจากภาพ จากเรื่องราว แล้วนำไปต่อยอดในขั้นต่อๆไปจริงๆ
ประเทศๆนึงจะสร้างเด็กที่รักการอ่าน รักการเรียนรู้
สนใจและมีความเป็นเลิศในทางคณิตศาสตร์ได้มากมายขนาดไหน
.
.
4. ข้อนี้แปลกดีและน่าสนใจมากเหมือนกัน เพราะปกติเราจะได้ยินกันว่า
การเรียนการสอนที่ดี ควรแบ่งเด็กๆเป็นแค่ทีละกลุ่มเล็กๆ
ให้มีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการเด็ก ตั้งแต่พื้นฐานไม่แข็งมากไปจนถึงระดับแข็ง
เพื่อให้เด็กหาระดับที่ตัวเองเหมาะสมเจอ และนี่เป็นโมเดลที่โลกตะวันตกใช้กันเป็นส่วนใหญ่
แต่ที่สิงคโปร์ไม่คิดแบบนั้นค่ะ เขามองกลับกันว่า
เราต้องคิดว่าเด็กทุกคนมีความสามารถอยู่แล้ว เด็กทุกคนมีศักยภาพที่จะทำโจทย์ได้
เพียงแต่เขาจะขยันพอไหม จะพยายามพอไหม และได้รับการสอนที่ถูกวิธีไหม
เพราะฉะนั้น เขาจะไม่มาแบ่งย่อยห้อง แบ่งนักเรียน แบ่งครู
แต่จะสอนห้องรวมห้องเดียวไปเลย และจ้างครูที่มีคุณภาพสุดๆมาสอน
การสอนห้องใหญ่ทีเดียวแบบนี้ ทำให้ครูสามารถเห็นได้ชัดว่าเด็กคนไหนตามไม่ทันเพื่อนส่วนใหญ่
และหาวิธีช่วยเหลือนักเรียนคนนั้นเพิ่มเติมได้ทันท่วงที
.
.
อ่านจบแล้วเราทึ่งมากค่ะ
หลายๆแนวคิด เปลี่ยนวิธีคิดเราไปหลายอย่างมากๆ
หลายอย่างที่ดูอาจไม่น่าเวิร์ค
สิงคโปร์ได้พิสูจน์แล้วว่า นักเรียนของเขาเกิดความชอบในวิชาเลข
และทำมันได้ดี "อันดับหนึ่ง" เลยจริงๆ
.
.
ในข้อดีก็ย่อมมีข้อที่อาจจะไม่ดีนัก
เพราะระบบเสริมคนให้เก่งที่สุดแบบนี้
ก็เจอคำวิจารณ์ว่าอาจจะเครียดไปหน่อย
หรืออาจทำให้เด็กไปโฟกัสกับการทำงานจนขาดชีวิตด้านอื่นไหม
แต่ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยกับแนวคิดการเรียนเลขของสิงคโปร์หรือไม่อย่างไร
สำหรับเรา ต้องยอมรับเลยว่าเป็นวิธีที่น่าสนใจ น่าศึกษาเพิ่มเพื่อลองนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบท
เพราะอย่างที่หลายคนก็คงทราบกันดีว่า
มีหน้าที่การงานมากมายที่เด็กๆจะสามารถทำได้ดี ถ้าหากเขามีพื้นฐานคณิตศาสตร์ที่เข้มแข็ง
ใครเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่อยากปลูกฝังให้ลูกเก่งเลข ก็ลองศึกษาโมเดลนำไปปรับใช้กันดูได้นะคะ
โฆษณา