30 พ.ค. 2020 เวลา 06:23 • ไลฟ์สไตล์
“พี่ท้อง”
ความเดิมตอนที่แล้ว..................พี่ท้อง
ตอนนั้นพี่อยู่กับแม่และน้องที่กรุงเทพฯแล้ว
พอแม่รู้แม่ให้ตาม “เค้า” มาพบว่าจะเอาอย่างไรต่อไป
ตอนที่”เค้า”มาพี่ไม่ได้ร่วมวงสนทนาด้วย
รู้แต่ว่าหลังจากคลอดลูกแล้ว “เค้า”จะมาอยู่กับพี่
ระหว่างนั้นพี่ก็บำรุงร่างกายเตรียมพร้อมเจอสมาชิกใหม่
พี่ตัดขาดจากเพื่อนๆทั้งหมด
ทั้งเพื่อนจากบ้านเดิมและเพื่อนที่โรงเรียน(ไม่มีใครรู้ว่าพี่ท้อง)
วันเจ็บท้องคลอด พี่จำได้ว่าพี่เริ่มเจ็บตั้งแต่ประมาณตีหนึ่ง
แต่ด้วยความที่แม่พี่กลับบ้านดึกพี่จึงไม่กล้ารบกวน
พี่ทนเจ็บจนใกล้เช้าพี่จึงอาบน้ำสระผม ลงมานั่งรอข้างล่าง
น้องสาวพี่เตรียมตัวไปโรงเรียนลงมาพบเข้า จึงไปปลุกแม่
เนื่องจากเชิงกรานพี่แคบจึงคลอดเองตามธรรมชาติไม่ได้
(หมอบอกตั้งแต่ตอนไปฝากท้อง)
จึงต้องผ่าคลอด พอลูกออกมาแล้ว
กว่าพี่จะฟื้นตัวลุกไปเห็นหน้าลูกก็ 5 วันแล้ว
พอกลับมาอยู่บ้าน แม่พี่จ้างคนมาช่วยเลี้ยง
จนลูกอายุเกือบครบเดือน “เค้า” จึงมาอยู่ด้วย
มาถึงก็มาช่วยแม่พี่ขับรถเพราะแม่พี่ต้องไปติดต่อธุรกิจที่ต่างจังหวัดบ่อยๆ
พร้อมทั้งค่อยๆเรียนรู้งานจากแม่พี่ไปด้วย
พอลูกพี่อายุได้ 7 เดือน
แม่พี่ก็ส่งพี่ไปฝึกวิชาใช้ชีวิตที่ต่างประเทศคนเดียว 1 ปี
ใจหาย ว้าเหว่ คิดถึงลูก คิดถึง “เค้า”
เศร้า
พี่ทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้ารับชะตากรรมไป
ไปอยู่ต่างประเทศเมนูที่พี่ทานเกือบทุกวันคือ เฟรนช์ฟรายด์
เพราะราคาถูกที่สุด เพื่อเก็บเงินไว้ซื้อของให้ลูก
อยู่ที่นั่นวิชาที่ได้จากโรงเรียน นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว
พี่ไม่ได้อะไรเลย แต่ได้การใช้ชีวิตตัวคนเดียวในต่างแดนมาแทน
ว่าการจากลูกและ”เค้า” การจากบ้านเกิดเมืองนอน
มาอยู่ต่างที่ต่างถิ่น ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมต้องปรับตัวอย่างไร
แรกๆพี่ร้องไห้ทุกวัน คิดถึงลูก คิดถึง"เค้า" คิดถึงบ่้าน
ระหว่างที่พี่ไม่อยู่ วันไหนไม่มีงาน “เค้า” จะดูลูกเอง
ทั้งอาบน้ำ ป้อนนม ป้อนข้าว กลางคืนลูกนอนกับ “เค้า” ตลอด 1 ปี
พอครบหนึ่งปีกลับมา.........ลูกจำพี่ไม่ได้ พี่เสียใจ
แต่สายเลือดก็คือสายเลือด อยู่ๆไปลูกก็จำได้
ได้อยู่ด้วยกัน พ่อ-แม่-ลูก ตอนนั้นพี่แสนจะมีความสุข ทุกอย่างดีไปหมด
พี่ช่วยแม่ทำงานด้านบัญชี “เค้า” ติดตามแม่พี่ไปทุกที่
จนคนคิดว่า “เค้า” คือลูกชาย ส่วนพี่คือลูกสะใภ้
ทั้งพี่และ “เค้า” ต่างทำงาน ตัดขาดเพื่อนทั้งหมด เราสองคนเลยไม่มีเพื่อน
มีกันสามคนพ่อ แม่ ลูก ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน
จนวันหนึ่ง
แม่ทนเช่าสถานที่ทำงานไม่ไหว เลยคิดสร้างโรงงานเอง
ก็มาดูซื้อที่ ที่บ้านเกิดและได้สร้างโรงงานสมใจ
ระหว่างนั้นพี่เริ่มตั้งท้องลูกคนที่ 2
พอโรงงานสร้างเสร็จปรากฏว่ามีเงินพอจ้างคนงานได้ไม่กี่คน
เวลามีสินค้าเข้าพวกเราทุกคนต้องลงมือทำงานกันเอง
ตอนนั้นท้องพี่เริ่มใหญ่ เดินลื่นล้มในไลน์ผลิตประจำ
ผลิตสินค้าได้ครบตู้ พี่ต้องเตรียมเอกสาร ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์
เอาเอกสารเพื่อไปขึ้นเงินที่ธนาคาร ทำอย่างนี้ประจำจนพี่คลอด
คลอดลูกยังไม่ทันครบเดือน มีลูกค้ามาจากต่างประเทศ
พี่ก็ต้องฝากลูกไว้ให้คนเลี้ยงเพื่อไปต้อนรับลูกค้า
ชีวิตช่วงลูกคนที่2 เกิด งานเยอะมาก พี่เอาลูกมาเลี้ยงที่โรงงานด้วย
พี่เลี้ยงลูกเอง ทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วย ยุ่งจนไม่มีเวลาเครียด
จนมามีลูกคนที่ 3 ชีวิตก็ยังดีอยู่เรื่อยๆ
ดีขนาดมีรถเบนซ์ขับ
จนกระทั่งธุรกิจเริ่มมีปัญหาตามที่เขียนในบทก่อน
เงินเก็บทุกบาททุกสตางค์ที่พี่มี พี่ให้แม่เพื่อใช้แก้ปัญหาธุรกิจไปหมดเลย
ไม่ได้คิดถึงอนาคตว่าจะเป็นเช่นไร ขอให้ขณะนั้นผ่านไปได้ก่อน
เคยถึงกระทั่งไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมลูก อาจารย์ใหญ่มีจดหมายเตือน
แต่ก็ผ่านมาได้ จากขับเบนซ์ต้องมาขับรถกระบะ
แต่พี่ไม่คิดมาก รถอะไรก็ได้ ขอให้พาไปถึงที่หมายเป็นพอ
พี่โชคดีมากๆๆๆๆ ที่มี “เค้า” อยู่ข้างๆทั้งยามสุข ยามทุกข์
เราสองคนถือคติ อิ่มด้วยกัน อดด้วยกัน มีอะไรไม่ทิ้งกัน
พี่เครียด “เค้า” ปลอบพี่
“เค้า” เครียด พี่ปลอบ “เค้า”
เหนือสิ่งอื่นใด ที่เล่ามาทั้งหมด พี่ผ่านมาได้ เพราะ “สติ” และ “ความอดทน”
กับ “การปรับตัว” ให้ได้ไวกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต
แล้ว มัน จะ ผ่าน ไป (ยิ้มหวาน)
รับรองสำเนาถูกต้องทั้ง 3 คน
โฆษณา