13 มิ.ย. 2020 เวลา 07:50 • ไลฟ์สไตล์
EP.1 เรื่องราวของ คริส การ์ดเนอร์
จากบุคคลไร้บ้าน สู่นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ต่อมาเปิดบริษัติของตัวเอง จากทุน 330,000 บาท ชื่อว่า Gardner Rich & Co และกิจการประสบความสำเร็จ เขากลายเป็นเศรษฐีเงินล้านที่ถูกนำเรื่องราวในชีวิตมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง The pursuit Of Happyness
คริสโตเฟอร์ การ์ดเนอร์ เกิดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1954 ปัจจุบันอายุ 66 ปี
คนที่ชีวิตวัยเด็กเต็มไปด้วยความยากลำบาก เป็นเด็กกำพร่า ถูกพ่อเลียงทุบตี แม่ติกคุกคดีพยายามฆ่าสามี
นั่นทำให้เขาต้องไปอยู่สถานรับเลี้ยงเด็ก การ์ดเนอร์พยายามเรียนหนังสือจนจบชั้นมัธยมศึกษา โดยหวังว่าชีวิตดีขึ้นจากที่เป็นอยู่
ในวัยรุ่นได้เข้าประจำการเป็นทหารเรืออยู่นานถึง 4 ปีอยู่ผ่ายทหารพยาบาล
พอปลดออกมาเขามีภรรยาเป็นคนผิวสีและมีลูกชาย1คน
ถึงแม้ว่าทำงานหลากหลายแต่เงินก็ไม่เคยพอใช้ซักที อยู่มาวันหนึ่งเขาบังเอินไปเจอโฆษนาชวนเชื่อที่ชวนผู้คน มาลงทุนกับเครื่องสะแกนกระดูก โดยเขาใช้เงินเก็บทั้งหมดที่พยายามเก็บออม
เพื่อมาลุงทุนและกลายมาเป็นเซลส์แมนขายเครืองสะแกนกระดูก โดยหวังว่ามันจะทำให้พวกเจามีชีวิตที่ดีขึ้น
แต่แล้วโชคชะตากลับไม่เป็นดั่งใจ ไม่ว่าเค้าจะไปขายให้คลีนิค หรือโรงพยาบาล ก็ไม่มีที่ไปนสนใจเลยด้วยเหตุผลที่ว่ามันแพงเกินไปและชัดกว่าเครื่องแบบเดิมนิดเดียว
จึงทำให้เงินที่ลงทุนไปได้คืนกลับมาอย่างยากเย็นแสนเขนโดยได้เงินจากการเป็นเชลส์แมนประมาณ10,000บาทต่อเดื่อน
ภรรยาของเขาทำงานเป็นแม่บ้านที่โรงพยาบาล
ต้องทำงานอย่างหนักควงกระเป็นเรื่องปกติเพื่อนำเงินมาจุนเจือครอบครัว ทั้งค่าเช่าห้อง ทั้งค่าเลียงลูกที่เนอร์ลี
ค่ากินอยู่ภายในึรอบครัว จึงเป็ยสาเหตุให้พวกเขามีปากเสียงกันบ่อยครั้ง
วันหนึ่ง เขาได้เจอผู้ชายที่ฐานะดี ขับรถเฟอร์รารี่ มาจิอดใกล้ๆ คริสเดินเขาไปถามชายคนนั้นว่า ทำอย่างไร ผมถึงจะมีความสุขแบบคุณได้บ้าง? คุณทำงานอะไรครับ
ชายคนนั้น ตอบกลับมาว่า ผมเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์
"อาชีพของคุณต้องเก่งมากเลยใช้ไหยครับ"
"ไม่เลย แค่ต้องเก่งเลขคุณก็เป็นได้แล้ว"
ชายคนดังกล่าวคือ บ๊อบ บริจด์ (Bob Bridges) แห่งบริษัทดีน วินเทอร์ เรยโนลด์ (บริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์) ซึ่งเป็นชายที่ให้โอกาสคริส เข้ามาสัมภาษณ์ที่บริษัทค้าหุ้นของเขานั่นเอง
การ์เนอร์ได้รับโอกาศเข้าฝึกงานเป็นเวลา6เดือนพร้อมๆกับคนอื่นๆที่มาฝึกงานเหมือนเค้า โดยที่ไม่ได้รับเงินเดือน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้รับเลือกเพื่อเป็นพนักงานหรือเปร่า แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้
พอเงินเริ่มซ็อด รถโดนยึดเพราะ ไม่มีเงินเสียค่าปรับ ภรรยาทิ้ง เขามีเพียงลูกชายที่เป็นแรงพลักให้เขามุ่งมั่นต่อไป
จากคำพูดที่ว่า
“ถ้ามีความฝัน อย่าให้ใคร แม้แต่โชคชะตา มาบอกว่า คุณทำไม่ได้”
คำสันๆโดนใจคำนี้ทำผู้ชมแบบผมน้ำตาซึมมาแล้ว
ซึ้งมันไม่หน้าแปลกใจเลยที่คนประสบความสำเร็จทุกคนจะได้รับแรกขับมาจากแนวคิดที่มีความหมาย มันทำให้ผมนึกถึงคำถามคำหนึ่งที่เป็นแรงขับให้กับผมเวลาเจอปัญหาว่า
"รู้ไหมรบกับใครหน้ากลัวที่สุด?"
คำตอบคือ คนไม่กลัวตาย
ผมคิดว่าคนที่ประสบความสำเร็จทุกคน คนที่ทำไม่หยุดไม่หย่อน คนที่กัดไม่ปล่อยไม่ว่าจะเรื่องอะไร พวกเขาจะมีลุกนี้อยู่ใน
จิตรวิญญาน แม้ต้องแลกด้วยชีวิต ก็ไม่ใช้ปัญหา
ท้ายที่สุดแล้ว คริสโตเฟอร์ การ์ดเนอร์ ได้รับเลือกให้เขาทำงานใน บริษัทดีน วินเทอร์ เรยโนลด์ จนประสบความสำเร็จ
และ เปิดบริษัติGardner Rich & Coในเวลาต่อมา
ทุกวันนี้การ์ดเนอร์ได้ผันตัวเองจากนักธุรกิจมาเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลกอีกด้วย โดยเขาบอกว่าความเชื่อที่ว่าการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมในวัยเด็กจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของแต่ละคนนั้นไม่จริงเลย เพราะขนาดตัวเขาเองยังสามารถมีวันนี้ได้โดยไม่กลายไปเป็นคนติดเหล้าหรือใช้ชีวิตเหลวแหลกแต่อย่างใด แม่ของเขามักย้ำเตือนกับเขาเสมอว่า เขามีความสามารถที่จะทำได้ทุกอย่าง แม้แต่เป็นเศรษฐีเงินล้านก็ยังได้ ส่วนภรรยาของการ์ดเนอร์ที่เสียชีวิตไปก่อน ก็เป็นผู้ที่ช่วยกระตุ้นเตือนให้เขาเร่งลงมือทำสิ่งที่ดีและสิ่งที่รักก่อนที่ชีวิตอันแสนสั้นจะจบลง ซึ่งทำให้เขาได้คิดทบทวนถึงชีวิตของตนเอง และจะตัดสินใจทำประโยชน์แก่ผู้คนทั่วโลกด้วยการเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจในที่สุด
1
และรู้หรือไม่ว่าหนังสือชีวประวัติของ คำว่าHappyness จงใจสะกดด้วยตัว Y แทนที่จจะเป็นตัว I โดยเขาให้เห็ตผลว่า
"จริงๆแล้วความสุขที่สมบูณแบบมันไม่มีจริง"
ถ้าสนใจเรื่องราวสร้างแรงบันดานใจฝากกดติดตามด้วยน่ะครับ ขอให้ท่านผู้อ่านมีความสุข
โฆษณา