3 มิ.ย. 2020 เวลา 07:08
อลังการกับผลงานครูเฉลิม
เรื่อง/ภาพ นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว
๓ มิถุนายน ๒๕๖๓
เมื่อวานหลังเที่ยง เตรียมอาหารกลางวันให้พ่อเสร็จเรียบร้อย ดิฉันก็อาบน้ำชื่นๆใจ ผัดหน้าซะเช้งวับ สะพายกล้องขับรถออกจากบ้าน ตั้งใจไปหาที่ชอบๆ ตามรสนิยมส่วนตัว ซึ่งมีอยู่ไม่กี่อย่างหรอก
 
ทำแล้วทำอีกที่บ้านเมืองเพชร ก็คือดูวัด
 
เมื่อก่อนไปชมทุ่งอยู่บ้าง แต่พบความไม่ปลอดภัยให้ชะงัก เลยเลิกไปคนเดียว
ลายก้านขดหน้าบันศาลาโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดพลับพลาชัย ผลงานของครูเฉลิม พึ่งแตง ในวัยหนุ่มอายุก่อนถึงเบญจเพส ถ่ายภาพนี้จากฟากวัดแก่นเหล็ก
มีที่ขับรถเล่นเย็นใจกลางแดดแผดหัวร้อนเปรี้ยงก็คือดูนาเกลือ แต่หันซ้ายขวา...เดี๋ยวก็ขับรถตะบึงเลี้ยวเข้าวัดย่านนาเกลือไปอีกนั้นแหละ
 
แต่ไปวัดใช่ว่าจะปลอดภัย บางครั้งไม่พบพระ เจอแต่ขี้ยานั่งตาขวาง เอาผ้าขาวม้าคลุมหัว แบบนั้นก็ต้องเลี่ยงออกมา ทางใครทางมัน เรามันคนละทาง
แอบหัวเราะหุหุในใจซะอีกด้วยว่า ไปทำข่าวสงครามชายแดนไทย-พม่า ไปดุ่ยมันคนเดียวอยู่หลายปีหลายรอบ ก็ยังอันตรายน้อยกว่าเข้าบางวัดในเมืองไทย
ลายก้านขดหน้าบันศาลาโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดพลับพลาชัย ผลงานของครูเฉลิม พึ่งแตงในวัยหนุ่มอายุก่อนถึงเบญจเพส ถ่ายภาพนี้จากฟากวัดแก่นเหล็ก
จะไปข้างไหนจึงต้องดูทางหนีทีไล่เอาไว้ด้วย เชื่อสัญชาตญานให้มาก ถ้าใจวูบๆขึ้นมา ต้องเลี่ยงเลย แก่จนป่านนี้ เลิกชนดะ ลุยดะไปแล้ว ไม่รู้จะทำไปทำไม เสียใจ เสียเวลา
เมื่อวานดิฉันก็ไปวัด ตั้งใจไปชมงานชิ้นเอกของครูเฉลิม พึ่งแตงที่วัดพลับพลาชัย ไปเดินด้อมๆมองๆอยู่ในวัด ทางฟากตะวันออกติดแม่น้ำเพชร ช่วงโควิดระบาด ไม่มีใครมานั่งขายพระเครื่องที่วัดพลับ วัดเปลี่ยวถึงใจเลยล่ะ ถ่ายภาพได้แป๊บหนึ่ง จะเดินอ้อมไปริมแม่น้ำเพชร เพียงลัดเลาะไปทางเก๋งจีนเก่าแก่ ก็เจอบางอย่างชวนให้สะดุดกึ้ก เห็นท่าไม่ดี อย่าเสี่ยงดีกว่า เลยหันหลังเดินออกกำแพงวัด ข้ามถนนไปวัดพลับฝั่งตะวันตก ตั้งใจวันนี้ต้องไปดูผลงานชิ้นเอกของครูเฉลิม ปั้นไว้ราวปีพ.ศ.๒๕๑๑ ที่หน้าบันศาลาโรงเรียนพระปริยัติธรรมของวัดพลับให้ได้
บนพื้นปูนหน้าบันศาลาโรงเรียนพระปริยัติธรรม ที่ครูเฉลิมปั้นปูนไว้ ยังเห็นเส้นร่างด้วยถ่านกระดังงา เขียนทับด้วยหมึกอินเดียอิ๊งค์ ไว้เป็นแนว ขึ้นโกลนปูนเพื่อปั้นลายต่อไป คนรุ่นปัจจุบันไม่รู้แล้วว่าช่างไทยโบราณใช้ถ่านไม้กระดังงา ไว้เขียนเส้นร่างบนพื้นปูนก่อนปั้นงาน
๒๐ กว่าปีก่อน ครั้งยังเป็นสาวน้อย ที่วัดเดียวกันนี้ ดิฉันเคยโดนพระแก่ด่าไล่ตะเพิดออกมาขณะไปปีนชายคากุฏิวัด มาวันนี้เมื่อดิฉันเข้าสู่วัยอีป้าแก่ผมหงอก ได้เจอพระหนุ่มวัดพลับ ไหว้นมัสการขอนุญาตท่านขึ้นไปที่ระเบียงกุฏิพระ เพื่อชมงานปูนปั้นงดงาม พระหลวงน้องท่านดูงงๆ มาชะเง้อมองว่าโยมป้าจะดูอะไรตรงไหนหรือ ท่านไม่เคยมองเห็นสักที
ดิฉันเดินไปชี้หน้าบันปูนปั้นงามที่ซุกอยู่ในซอกหลืบหลังคา หามุมมองให้เห็นชัดได้ยากสิ้นดี พระหนุ่มเลยบอก โยมป้าขึ้นไปตามสะดวก มาถ่ายภาพงานศิลปะในวัดแบบนี้ เป็นงานที่ดี ขึ้นไปที่กุฏิพระได้ ไม่เป็นไร ถอดรองเท้าแล้วขึ้นบันไดไปได้เลย
ดิฉันเดินขึ้นชั้นบนของกุฏิพระ เดินเลียบราวระเบียงไปทางทิศใต้ กระทั่งมาอยู่ตรงหน้างานปูนปั้นของครูเฉลิมแล้ว แต่ชะเง้อมองออกไปยังแทบไม่เห็น ชายคากุฏิพระลาดต่ำลงมาบัง และหลังคาอีกตึกหนึ่งก็สูงขึ้นบังหน้าบันปูนปั้นงามนั้นไว้
สิงห์งามแนวทแยงกลางลายเปลว ที่สะบัดวูบวาบราวไฟจะลุก ภาพนี้ต้องปีนข้ามราวระเบียงกุฏิพระ ไปนั่งคุกเข่าบนชายคา เพื่อถ่ายภาพมาให้ได้ หลังคาไม่ทรุดถล่มลงมาให้คอหักตาย ก็นับว่าโชคดีสุดๆแล้ว
ดิฉันยืนมึน เกาหัวแกรก เอาไงดีวะกู แก่ป่านนี้ เรี่ยวแรงก็ไม่ค่อยมี หยิบจับอะไรชักเริ่มหลุดมืออยู่เรื่อยๆแล้วด้วย เอาไงดีนี่
หันซ้ายขวาไม่มีพระหนุ่มพระแก่มาจ้องมามอง ดิฉันก็เอาเลย ปีนข้ามราวระเบียงไปยืนบนชายคา หวาดเสียวมาก ว่าไม้หนุนหลังคาชายคาจะถล่มหักลงไป เมื่อปีก่อนดิฉันเพิ่งโดนชายคาบ้านตัวเองถล่มโครมลงมาฟาดหัวสลบเหมือด เพราะไปยืนชะเง้อดูช่างที่มาซ่อมเครื่องปรับอากาศใต้ชายคานั้น ชายคารับน้ำหนักไม่ไหวพังโครมลงมา ดิฉันดันซวยไปยืนอยู่ข้างล่าง หัวโดนฟาดน้อคพื้นเลย มาปีนี้ดิฉันดันมายืนบนชายคาวัดซะเอง จะรอดไหมนี้ จะเจ็บตัวอีกไหมล่ะนี่
แต่ชั่งหัวมัน ไม่สน ตายเป็นตาย งานงาม ยังไง-จะดูให้ได้
ยืนชะเง้อ ยื่นหน้ายาวคอยาวเป็นหัวนกปากห่าง ส่ายหัวหามุมให้แลชัด...อยู่ด๊อกๆแด๊กๆ แต่ก็ยังไม่เห็นปูนปั้นฝีมือครูเฉลิมได้เต็มตา เพราะชายคากุฏิพระลาดต่ำลงมาบัง เลยต้องนั่งยองๆหลังพิงราวระเบียง ค่อยๆใจเย็น ชมงานงาม ถ่ายภาพมาทีละภาพ กดชัดเตอร์แก๊กๆ ไปเรื่อย
กินนรปูนยืนในแนวตรง กลางลายเปลวสะบัดงดงาม จารึกชื่อเฉลิม พึ่งแตง ช่างปั้นไว้ด้านล่าง
ฝีมือครูเฉลิมในวัยหนุ่มอายุยังไม่ลุวัยเบญจเพส งามลึกตรึงจิตติดตา ฝีมือปั้นงานสะบัดเปลว ออกลายได้ถึงรุ่นครูช่างอยุธยา
 
ดูเป็นงานช่างหลวงมากกว่าช่างพื้นบ้าน
 
นั่งชมงานอยู่บนชายคากุฏิพระวัดพลับอยู่พักใหญ่ ในใจยังคิด นี่...ได้อัดกัญชาด้วยสักฮืดสองฮืด คงจะบรรเจิดยิ่งกว่านี้!
 
แต่ขืนเอากัญชามาสูบอยู่ในวัด บนหลังคากุฏิพระ คงได้ลุกขึ้นเต้นแร้งเต้นกา ด้วยฤทธิ์บ้า ชายคาถล่ม ให้ร่วงลงไปคอหักซะแน่ๆ อันนี้แหละจะ “ไม่รอด” เอาได้จริงๆ
เฮ้อ... พ่อดิฉันเคยพูดอยู่หลายครั้งว่า “นักเขียนคือคนเพี้ยนๆที่ตัวหนังสือไม่เพี้ยน”
 
และดิฉันเองก็พบความจริงหนึ่งที่เคยเขียนไว้ตั้งแต่ร่วม ๒๐ ปีก่อนแล้วว่า “นักเขียนคือคนที่ประสบความสำเร็จจากอาการป่วยไข้ทางจิตของตน”
รูปสิงห์ในลายเปลว ตอนถ่ายภาพนี้ต้องเอี้ยวตัวซะแทบคอเคล็ดกว่าจะถ่ายภาพมาได้ ให้ฉงนนักว่าครูช่างไทยโบราณ ไปนั่งห้อยขาต่องแต่งบนนั่งร้านปั้นลายปูนอยู่เป็นปีๆมาได้อย่างไร งานพุทธบูชาเช่นนี้ดึงจิตให้เคลื่อนสู่ภพภูมิของความงามอันน่าหลงใหลยิ่ง ใครก้าวเข้าไปแล้วยากที่จะเดินพ้นอาณาจักรภพภูมิของสุนทรียะศิลปะนี้ได้
ได้ถ่ายภาพงานปูนปั้นครูเฉลิมซะจุใจ ลายก้านขด ลายเปลว พลิ้วสะบัดราวไฟลุกวาบ กินนรกินรี ขนาบ ๒ ข้างด้วย สิงห์โต สิงห์เพลิง เอี้ยวตัวเต้นระริก โอ้ พลังหนุ่มของครูเฉลิมเชื่อมต่อกับงานครูโบราณ วาบประกายฉายฉานอยู่ในแท่งปูนแข็งกระด้าง ให้เคลื่อนกระแสพลังกลายเป็นอมตะแห่งชีวิตลวดลาย แล่นโลดในเปลวปูน ราวประจุมนตราอันยากที่กาลเวลาจะทำลายได้ ลงไปฉะนั้น
ทุกวินาทีของการชมงาน บอกเล่าให้ดิฉันประจักษ์เช่นนั้น ในคราที่ดวงจิตไหลเคลื่อนเข้าไปในงานปูนปั้นครูเฉลิม ตัวตนของคนชมงานถูกกลืนหายในบัดดล เข้าออกอยู่ในงานงามตรงหน้า
 
ให้ดิฉันทรุดตัวลงกราบด้วยคารวะ
ภาพเต็มของผลงานปูนปั้นครูเฉลิม พึ่งแตง บริเวณหน้าบันศาลาโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดพลับพลาชัย ในมุมที่พอจะถ่ายภาพมาดู มาชื่นชมด้วยกันได้
ฟื้นตื่น..เดินออกมาจากงานปูน ปีนข้ามราวระเบียงกลับมา เดินเซื่องๆ เลียบระเบียงลงมาชั้นล่าง หลวงน้องหายไปไหนแล้วไม่ทราบ ดิฉันเดินไปถ่ายภาพงานปูนปั้นหน้าบันศาลาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแห่งนี้อีก ๒ ด้าน ฟากติดถนนดำเนินเกษมหันสู่ทิศตะวันออกนั้นเป็นผลงานของครูพิน อินฟ้าแสง (๕ กรกฎาคม ๒๔๓๘-๒๑ กันยายน ๒๕๑๕) ท่านเป็นครูของครูเฉลิม อีกด้านหนึ่งหันสู่ทิศเหนือเป็นงานปูนปั้นฝีมือครูทองร่วง เอมโอษฐ์ ศิลปินแห่งชาติประจำปี ๒๕๕๔ ครูทองร่วงก็เป็นครูช่างใหญ่เมืองเพชรอีกท่านหนึ่ง ที่สร้างผลงานไว้มากมาย
ได้ดูงานปูนปั้นฝีมือครูเฉลิมที่หน้าบันศาลาแห่งนี้ จากกุฏิพระวัดพลับพลาชัย ก็ยังเห็นไม่ชัด มุมมองสายตาบีบรัดจำกัดยิ่ง ลายก้านขดด้านบนนั้นบิดย่อไม่เต็มตา ดิฉันเลยขับรถไปที่วัดแก่นเหล็ก ด้านหลังวัดพลับ รั้วติดกับวัดพลับ เพื่อถ่ายภาพหน้าบันศาลาเห็นได้เต็มตาเฉพาะด้านบน มาจากพื้นที่วัดแก่นเหล็ก
ครั้นนำภาพถ่ายกลับมาขยายชมในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน งามจริงหนอ เลิศจริงหนอ แต่ดิฉันสงสัยชะมัดทำไมเส้นสีดำร่างลายบนผนังหน้าบัน ถึงได้เหลือเค้าเงาให้เห็นชัดได้ปานนั้น เวลา ๕๐ กว่าปี ไม่ลบเลือนไปเลยล่ะหรือ เส้นดำสะบัดลาย เขียนไว้ด้วยหมึกหรือถ่านประเภทไหน น่าฉงนซะจริง
เช้านี้ ดิฉันจึงโทรศัพท์ไปคุยกับครูเฉลิม ถามรายละเอียดการเขียนเส้นร่างก่อนขึ้นโกลนรูปปูนปั้น ว่าครูมีขั้นตอนทำอย่างไร ถึงมีเส้นร่างเหลืออยู่เช่นนั้น ดิฉันซักถามอย่างละเอียด บันทึกไว้ทุกตัวอักษร เชิญรับความรู้สดๆ จากครูเฉลิมได้เลยค่ะ
ผลงานปูนปั้นฝีมือครูพิน อินฟ้าแสง บริเวณหน้าบันด้านทิศตะวันออกของศาลาโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดพลับพลาชัย จ.เพชรบุรี ถือว่าเป็นงานชิ้นสุดท้ายของครูพินที่ครูเฉลิมรักและเคารพอย่างยิ่ง ครูพินปั้นงานชุดนี้ไว้ช่วงปีพ.ศ.๒๕๑๐-๒๕๑๑
“ช่วงปีพ.ศ.๒๕๑๑ พอผมปั้นปูนหน้าบันวัดกุฏิดาวเสร็จ ผมก็ไปทำงานที่ศาลาวัดพลับ ตอนนั้นครูพินท่านกำลังปั้นปูนหน้าบันศาลานี้อยู่ด้านหน้า ทิศตะวันออก ติดถนนใหญ่ ผมไปกราบขอพรครูพิน ท่านให้ถ่านไม้ ที่ท่านเผาเองจากไม้กระดังงา ยาวสัก ๑ เจียก
คนโบราณเขาวัดเป็นคืบเป็นเจียก, ๑ คืบคือเหยียดนิ้วมือวัดจากนิ้วโป้งถึงนิ้วกลาง แต่ถ้าเหยียดนิ้วมือวัดจากนิ้วโป้งถึงนิ้วชี้น่ะเป็น ๑ เจียก เจียกหนึ่งวัดมาตราปัจจุบันก็ยาวสัก ๕-๖ นิ้วได้ ครูพินท่านเอาถ่านไม้กระดังงายาวราว ๑ เจียก ให้ผมมา ๔-๕ อัน แล้วท่านก็ให้พร สวดสิทธิการิยะให้พรผม
ช่างไทยโบราณเขาจะใช้ถ่านไม้กระดังงาร่างภาพ เพราะใช้สะดวกดี เวลาเขียนร่างบนพื้นปูนหน้าบัน เพื่อจะปั้นปูน ถ้าไม่ต้องการ ไม่พอใจเส้นร่างจากถ่านกระดังงา ใช้ผ้าปัดปั๊บ มันออกง่าย ไม่ทิ้งรอยไว้ เมื่อร่างๆไปจนพอใจแล้ว เราก็ใช้พู่กันสง่ามยุระ เบอร์ ๔-๕ จุ่มหมึกอินเดียอิ๊งค์ขวดเล็กเขียนทับ มันจะติดทนนาน โดนน้ำก็ไม่ลอก
ผลงานปูนปั้นฝีมือครูทองร่วง เอมโอษฐ์ ในวัยเบญจเพส ที่หน้าบันด้านทิศเหนือของศาลาโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดพลับพลาชัย ครูเฉลิมกับครูทองร่วง เป็นช่างแพชรบุรีรุ่นเดียวกัน
พอร่างด้วยถ่านกระดังงา ลงอินเดียอิ๊งค์แล้ว ก็โกลนลายขึ้นมา
วิธีเขียนเส้นร่างออกลาย มี ๒ ลักษณะ
ถ้าจั่วขนาดเล็ก ก็เอากระดาษห่อของสีน้ำตาลอย่างที่ใช้ห่อปกหนังสือ ไปทาบกับขนาดจั่ว ให้ได้ขนาดเดียวกัน แล้วเอาลงมาร่างลายข้างล่าง
แต่หน้าบันศาลาวัดพลับมันใหญ่โต ต่อกระดาษไม่ไหว ผมเลยเขียนผ่าศูนย์กลาง ลากเส้นศูนย์กลางยาวลงมา แบ่งห้อง แบ่งส่วน ทำเป็นตารางสี่เหลี่ยมจตุรัส มันสะดวกซ้ายขวา ให้เรารู้ว่าเขียนเส้นไปถึงไหน เพราะมีเส้นตารางกำกับเป็นหมายไว้ เส้นตารางสี่เหลี่ยมจตุรัสจะบังคับ ตารางนี้อาจจะใช้ยาว ๑ เมตร หรือครึ่งเมตรก็ได้ ช่วยให้สะดวกในการร่างลาย ๒ ฟากให้เท่ากัน
ผมไปร่างลายบนพื้นปูนหน้าบันเลย ไม่ได้คิดลายไปก่อน แต่ไปคิดไปทำทั้งหมดบนหน้าบัน ตามเหมาะสมของเขา
ที่วัดพลับแปลกอย่าง ที่แปลกคือลายข้างบน-ข้างล่างไปคนละทาง ข้างบนเป็นลายก้านขด ข้างล่างเป็นลายเปลว ตามที่เห็นอยู่นี้ ลายข้างบนผมตั้งใจทำเป็นลายก้านขด ผมทำหนีครูพิน เพราะตอนนั้นตรงด้านหน้าศาลาฝั่งติดถนน ครูพินกำลังปั้นลายเปลวอยู่ในสามเหลี่ยมใหญ่ข้างบน ผมเลยไม่เอาลายเปลว มาเอาก้านขด โครงการเดิมที่ตั้งใจไว้ หน้าบันศาลานี้ผมจะปั้นลายก้านขดทั้งหมด ทั้งข้างบนข้างล่าง
หน้าบันศาลาโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดพลับพลาชัย ผลงานชิ้นเอกของครูเฉลิม ถูกตึกข้างๆและกุฏิพระบังไว้แทบทุกมุม ต้องไปดูจากฟากวัดแก่นเหล็กถึงพอมองเห็นเต็มตาเฉพาะงานปูนปั้นด้านบน ที่ปั้นลายก้านขดไว้ได้
แต่พอปั้นๆไป เสียงเชียร์มันมาใหญ่ เสียงเชียร์จากช่าง จากพระ ที่มาดูระหว่างปั้น ทั้งช่างลิ ช่างเทศ ช่างเชื่อม ที่มาดู เขาบอก เออก้านขดมันสวยกว่าลายเปลว เพราะผมตั้งใจทำหลบลายเปลวของครูพิน คือพื้นที่เท่ากัน ศาลาเดียวกัน ทำพร้อมๆกัน ต้องไม่ให้ลายเหมือนกัน เพราะถ้าเหมือนกัน มันจะเกิดการเปรียบเทียบ เปลวกับเปลวเทียบกัน ถ้าใครไม่ดีมันเห็นชัด ผมไม่อยากมีปัญหา เลยต้องหลบกัน
ทีนี้ปั้นๆไป เสียงเชียร์ลายก้านขดสวยดีกว่าลายเปลว ลายก้านขดมันสวย ครูพินเลยปั้นก้านขดข้างล่าง แกปั้นตามเสียงเชียร์ที่ช่างมาดู พระมาดู มาบอกกันว่าก้านขดดี
แม้จะไปชมผลงานชิ้นเอกของครูเฉลิมจากฟากวัดแก่นเหล็ก ก็ยังเห็นยาก ดูยาก เพราะมีทั้งเสาไฟสายไฟฟ้า หลังคาอาคารหลังต่างๆ บดบัง อยู่แทบทุกทิศ
พอผมปั้นลายก้านขดข้างบนเสร็จ ผมเลยต้องเปลี่ยนเป็นปั้นข้างล่างด้วยลายเปลว ก้านขดไม่เอาแล้ว ไม่อยากให้เปรียบกัน งานผมเลยสลับกับครูพิน ของครูพินข้างบนเป็นลายเปลว ข้างล่างเป็นก้านขด งานผมข้างบนเป็นก้านขด ข้างล่างเป็นลายเปลว
ลายเปลว-ลายเครือวัลย์นี่ทำนองเดียวกัน เป็นลายพุ่งขึ้นไปเหมือนกัน มีสิงสาราสัตว์เป็นองค์ประกอบ ที่ผมปั้นไว้นี้ ด้านข้างเป็นสิงห์โต สิงห์เพลิง ใส่เข้าไป แล้วปั้นกินนรไว้ตรงกลาง เพราะคือองค์ประกอบหลัก เป็นเส้นตรง เพื่อให้เข้ากับลายสิงห์โต สิงห์เพลิง ที่เป็นเส้นทแยงท่านอนทั้งสองฟาก เพื่อให้เกิดความขัดแย้งของเส้นตรง-เส้นแทยง นี้คือหลักการจะทำให้เกิดความงามขึ้นมา ดูแล้วจะไม่เบื่อ ไม่ตั้งเป็นแถว แต่จะมีทั้ง ตั้ง นอน องค์ประกอบจะสวย มองภาพรวมจะสวย ดูหลากหลาย ทำให้เกิดความงามขึ้นมา
ตัวกินนรก็เป็นจุดเด่นด้วย สิงห์เป็นองค์ประกอบ มุมทแยง ทั้งหมดนี้ผมไปร่างลาย เขียนลายบนหน้าบันเลย
นี่ก็เจอสายไฟบังภาพกินนร ให้รกสายตายิ่งๆ งามแค่ไหน ดูแล้วก็ยังอยากถอนใจเฮือกๆ
งานชุดนี้ผมเขียนไปเรื่อยๆ เขียนอยู่หลายวันเพราะพื้นที่ใหญ่ เขียนไปลบไป ลบจนถ่านกระดังงาที่ครูพินให้มาหมดไปเลย จนต้องเอาถ่านหุงข้าวที่เบาๆมาใช้ร่าง พอร่างเสร็จทั้งภาพ ถึงเอาพู่กันสง่ามยุระมาจุ่มอินเดียอิ๊งค์เขียนตามที่เราร่างไว้ อินเดียอิ๊งค์ทนน้ำมาก ถึงได้เห็นเส้นร่างมาจนเดี๋ยวนี้
นี้เป็นวิธีทำแบบคนโบราณ ไม่เคยมีใครมาถามวิธีร่างภาพ ขึ้นโกลนจากผม คนเดี๋ยวนี้ไม่รู้วิธีแล้วว่าช่างไทยรุ่นเก่าเคยทำกันมาอย่างไร
ครูเฉลิม พึ่งแตง และพี่เดชา ศิริภัทร ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่เตรียมเดินทางข้ามด่านสิงขรไปเมืองตะนาวศรี ประเทศเมียนมาร์ ภาพนี้พี่ปรีชา หงษา ถ่ายไว้เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๑
โฆษณา