4 มิ.ย. 2020 เวลา 23:23 • ไลฟ์สไตล์
Designing Your Life หลักสูตร #ชีวิตออกแบบได้ จาก #มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
เวลาพูดถึงอาชีพที่อยากทำ หรือชีวิตในฝัน
หลายคนคงคุ้นเคยเหลือเกินกับคำว่า passion
ให้ทำอะไรที่คิดอยากทำ เป็นอะไรที่คิดอยากเป็น
ซึ่งเอาจริงๆ ส่วนหนึ่งมันก็ดีนะคะ
เพราะคนเราเวลาชอบอะไร เราจะมีแรงทำสิ่งนั้นอยู่บ่อยๆ
ปัญหามันอยู่ที่ว่า..
ถ้าเรามีความฝันนั้น แต่เราช่าง #ไม่ถนัดเอาเสียเลย ล่ะ?
หรือถ้าตอนแรกเราชอบมันมากจริงๆ
แต่พอรู้จักมากขึ้น ได้เรียนรู้ ได้ลองทำ
แล้วสุดท้ายค้นพบว่า #ความฝันมันเปลี่ยน
ไม่ได้ชอบสิ่งนั้นต่อไปแล้ว เราควรต้องทำยังไงดีล่ะ?
.
.
เราเองเคยคุยกับคนๆนึง
บอกความในใจเรื่องที่เรารู้สึก ”เสียดาย”
ว่าการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยของบ้านเรา
(ซึ่งแน่นอนว่าไม่อาจกล่าวเหมารวมได้
ขอเป็นพูดถึงหลักสูตรที่เราเรียนตอนปริญญาตรี
เพื่อยกตัวอย่างเล็กๆในที่นี้นะคะ) ไม่ได้มี หลักสูตร /การแนะแนว /วิชาส่งเสริม
หรืออะไรที่ช่วยให้เด็ก #ค้นพบ ว่าตัวเองชอบอะไร ถนัดอะไร เท่าไหร่ — กล่าวคือ เรียนจบมา..
แม้จะผ่านการเรียนร้อยกว่าหน่วยกิต
ฝึกงานก็แล้ว
ลองทำกิจกรรมนั่นนี่ก็แล้ว
แต่ดูเหมือนว่าหลายๆคนยังค้นหาตัวเองไม่เจอเท่าไหร่
ว่าตกลงเราชอบอะไร
อยากทำอาชีพอะไรในอนาคตกันแน่
.
.
หลายคนแม้ค้นพบแล้วว่า..
สิ่งที่เรียนนั้น “ไม่ใช่” สิ่งที่อยากทำอีกต่อไปในอนาคต
ก็เกิด #เสียดาย ไม่กล้าทิ้งสิ่งที่เรียนมา
ยอมทู่ซี้เรียนต่อไปในทางเดิม
เพราะไม่รู้จะไปเริ่มต้นใหม่จากไหนยังไงดี
.
.
ส่วนคนที่ตัดใจไปเริ่มต้นสายการเรียนต่อ หรือสายอาชีพใหม่
ก็ไปแบบงงๆ แบบไปเสี่ยงเอา
ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นสิ่งที่ “ใช่” หรือเป็นเพียงแค่ “สิ่งที่ไม่ค่อยจะใช่” อีกสิ่งนึงเท่านั้น
.
.
ซึ่งจริงๆการค้นหาตัวเองไม่เจอนี่ไม่ใช่เรื่องผิดเลยนะคะ
แค่ว่าสังคมไทยเรา (และในเอเชียโดยมากด้วย)
ผู้ปกครองมีความคาดหวังทางการศึกษาที่สูงมาก
เช่น ลูกจบมัธยมปลายเสร็จปุ๊บ
ต้องต่อมหาวิทยาลัยเลย
หรือพอจบมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ให้รีบหางานต่อทันที
ทั้งๆที่ลูกยังไม่ได้มีโอกาสค้นพบ
หรือแน่ใจเลยว่าเค้าควรที่จะทำอะไร
ไม่มีเวลาให้รอ ให้คิด
กลายเป็นความกดดันไปอย่างที่สุดยามเกิดภาวะว่างงาน
.
.
มีคนไทยที่เรียนในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยในไทย
และไปต่อโทที่ Stanford University ที่อเมริกา
(ซึ่งสุดท้ายโดนหลอกมาเป็นคุณซ้ามีของเราเอง 😌 555)
เล่าให้ฟังว่า..
การได้รู้จักสังคมเด็กๆที่สแตนฟอร์ด ทำให้เห็นวัฒนธรรมเด็กเรียนปริญญาตรีที่นี่
ว่าไม่เพียงเด็กๆจะเป็นคน “ฉลาด”
ในแบบที่เรียนเก่งเท่านั้น
แต่มักจะ “เฉลียว”
สามารถตกตะกอนความคิดได้ดีแม้ยังเป็นวัยรุ่น
พยายาม #ค้นหาว่าตัวเองอยากที่จะทำอะไร
และเขา #ต้องเริ่มต้นลองอย่างไรบ้าง
ในแต่ละปิดเทอม
หลายๆคนจะพยายามใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองด้านการงานอาชีพ
คือใช้ไปกับการฝึกงาน
ลองทำงานหลากหลายในทุกครั้งที่มีโอกาส
ก่อนเรียนจบ บางคนฝึกงานไปแล้ว 3-4 ที่
ฝึกมันหมดทุกซัมเมอร์
โดยมีระบบของมหาวิทยาลัยเอื้อและสนับสนุนการทดลองทำเหล่านี้
.
.
ที่เด็กส่วนใหญ่ทำแบบนี้
(นอกจากเหตุผลเรื่องเก็บ profile แล้ว)
ส่วนนึงเพราะเขาไม่ได้คาดหวังแค่การเลือกทำ
ในสิ่งที่เขาคิดว่าน่าจะ “ใช่” เพียงแค่นั้น
แต่เพราะเขาอยากรู้ด้วยว่า
อะไรบ้างคือสิ่งที่ “ไม่ใช่”
.
.
พอค้นพบว่าอะไร “ไม่ใช่” สำหรับเขาแน่ๆ ผ่านการทำงานเหล่านี้
เขาก็จะได้ “เปิดโอกาส”
ให้ตัวเองได้ไปทำสิ่งที่ “ใช่” กว่า ได้เร็วขึ้น
——
เมื่อปีที่แล้ว เรามีโอกาสได้เข้าร่วม workshop กับอาจารย์ Bill Burnett
อาจารย์จาก Stanford D. School
ที่บินตรงมาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เพื่อสอนเรื่อง
“การออกแบบชีวิต” (Designing Your Life)
ที่เป็นคอร์สดังมากๆที่สแตนฟอร์ด
เพื่อช่วยให้หลายๆคนที่กำลังมีปัญหาค้นไม่เจอว่าเราชอบอะไร
ควรจะต้องทำอะไรดี ได้ลองออกแบบชีวิตดูกันค่ะ
น่าสนใจและมีประโยชน์มาก
เดียร์เชื่อว่าคงมีหลายคนที่ได้ใช้ช่วงกักตัวในบ้านมาหาอะไรใหม่ๆทำ
และอาจจะกำลังอยู่ในจุดสับสน งง สงสัย
หรืออยากเปลี่ยนเส้นทางการงานอาชีพ และชีวิตอยู่
เลยเอาที่จดทั้งหมดมาขยายความเล่าให้ฟัง
ใครสนใจ ลองไปอ่าน ลองไปทำดูกันได้เลยค่ะ :D
การบรรยาย ชีวิตออกแบบได้ โดย Bill Burnett
อาจารย์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
และผู้เขียนหนังสือ Designing Your Life
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม
ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ต้องขอบคุณพี่ๆน้องๆ คณาจารย์ และทีมผู้จัดที่มีแนวคิดน่าสนใจ จัดงานดีๆที่เป็นประโยชน์ระดับกว้างมากๆแบบนี้ ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆเลย 😀
บิลบอกว่า คนเรามีความเชื่อผิดๆหลายอย่าง
ที่เขาแนะนำให้เรากำจัดไปให้หมด เพื่อความสุขของเราเอง
ก็คือ
1. ไม่จำเป็นเลยที่เราต้องรู้ว่า passion ของเราคืออะไร
คนเรายุคนี้ให้ความสนใจกับมันมากเกินไป
และคิดว่าตัวเองจำเป็นต้องรู้ passion
ซึ่งจริงๆแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ไม่เคยค้นพบ
การมัวแต่ครุ่นคิดสงสัยว่าอะไรคือ passion ของตัวเอง ทำให้เราเครียดเปล่าๆ บางคนไม่เจอ มันก็คือไม่เจอ
2. การประสบความสำเร็จ ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเสมอไป
มีผลวิจัยอันยาวนานจาก Harvard (อันนี้เคยเขียนถึงในโพสต์เก่าๆ ชอบมากและคิดว่าจริงมาก มีใน TED Talk) ที่บอกว่า
คนแก่หลายๆคนยืนยันว่า สิ่งที่ทำให้เขามีความสุขมากที่สุดในชีวิต
สุดท้ายแล้ว ไม่ใช่ชื่อเสียง เงินทอง ตำแหน่งหน้าที่การงาน
แต่คือการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง
ประสบความสำเร็จมากๆ
แต่เหยียบคนอื่นไปหมด
ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนคบ ไม่มีใครยินดีกับเราอย่างจริงใจเลย
มันเศร้านะ
3. เราจำเป็นต้องรู้ว่าเราจะทำอะไร เมื่ออายุ 30 40 50 ....... ไม่มีอายุไหนทั้งนั้นแหละที่เราควรจะต้องทำอะไร เพราะแต่ละคน เราใช้ไทม์โซนต่างกันในการดำเนินชีวิต เราต่างมีเวลาของเราเอง ที่ไม่ต้องเทียบกับใคร และสามารถมีความสุขและในประสบความสำเร็จในแบบของเราได้ไม่แพ้กัน
เครื่องมือที่ 1 ที่ Bill Burnett นำมาสอน
เป็นเครื่องมือที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า
ชีวิตคนเราหลักๆมี 4 ด้าน คือ
1.ความสัมพันธ์
2.ความบันเทิง-ผ่อนคลาย
3.การทำงาน
4.สุขภาพ
การประเมิน LOVE-PLAY-WORK-HEALTH BALANCE นี้
เป็นการเทียบวิเคราะห์ "work-life balance" ลง dashboard
เพื่อให้มันช่วยเราหาสิ่งที่เราทำแล้วเข้าใกล้สมดุลชีวิตในแบบของเรามากที่สุด
แบบฝึกหัดประเมินชีวิตแต่ละด้าน หน้าตาก็ประมาณนี้
การจะค้นพบอาชีพที่เหมาะกะสมดุลชีวิตเราได้
มักต้องมาจากการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบันของเราให้ได้ซะก่อน
ว่าเรามีแต่ละแง่มุมในชีวิตมากน้อยแค่ไหน
แง่ความรัก ความสัมพันธ์
แง่ความบันเทิง การเล่นสนุกสนาน
แง่หน้าที่การงาน อาชีพ
และแง่สุขภาพร่างกาย
โดยเทียบเป็นการฝนลงแต่ละช่องใน dashboard
ว่าตอนนี่้เราทุ่มเทในกับแง่เหล่านี้ กี่เปอร์เซ็นต์ต่างๆกันไป
แล้วในปัจจุบัน ความทุ่มเทในแง่มุมต่างๆนี้ ทำให้เรารู้สึกยังไงบ้าง
และในอนาคต เราคาดหวังจะให้แต่ละแง่มันแตกต่างออกไปยังไง
แง่ไหนมากขึ้น หรือแง่ไหนน้อยลง?
.
.
ถ้าตอนนี้เรา work hard and play hard
จนทุ่มเทให้สุขภาพน้อย
มันจะยังเป็นความสุขยั่งยืนรึเปล่าเมื่อเรายังเป็นอย่างงี้ในอนาคต?
เมื่อเราเริ่มตระหนักได้ว่าบางแง่เรามากไป น้อยไป
แล้วเราอยากเพิ่มหรือลดอะไร
ภาพสะท้อนจะค่อยๆช่วยให้เราหางานหรือสร้างอนาคต
ในแบบที่เหมาะสมกับสิ่งที่เราให้ค่า มองว่าเป็น priority ในเวลาชีวิตมากขึ้น
สำหรับเรา ทำให้ฉุกคิดได้มากๆเลยว่า คนเรามันจะทำทุกอย่างไม่ได้นะ เราอาจจะเซย์ No กับสิ่งที่เราไม่ชอบได้ง่ายอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยากจริงๆ คือการที่เราต้องบอกว่า “ไม่” กับสิ่งที่เราชอบที่มีเยอะแยะเต็มไปหมดให้ได้ด้วย เราควรต้อง prioritize ให้ได้ว่าอะไรที่สำคัญกว่า ไม่ใช่ชอบมันสามอย่างก็จะทำสามอย่างเลย เพราะเวลาคนเรามันไม่พอ ต่อให้ร่างกายทำได้ จิตใจก็อาจจะเครียดและพังเอาได้ในที่สุด
เครื่องมือที่ 2 คือการวิเคราะห์ "ความมีคุณค่า/สร้างผลกระทบในงานที่ทำ"
บิลเชื่อเหมือนที่เราเชื่อว่า
งานที่ดี จะเป็นงานที่ทำให้เรารู้สึกมีความหมาย และมีคุณค่า
เครื่องมือกราฟนี้ มีไว้ให้เราลองพลอตดู
โดยให้เราแต่ละคนลิสต์หน้าที่ บทบาทในการทำงานของตัวเอง
ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ออกมาสัก 5-6 อย่าง
แล้วลองนำมันมาพลอตในกราฟเพื่อวิเคราะห์อิมแพคดู
แกนตั้ง (y) คือ ผลกระทบในวงกว้างของงานที่เราทำ
มันเป็นในระดับในชุมชน สังคมเล็กๆ
จนไปถึงระดับสากล ระดับโลก
ส่วนแกนนอน (x) เป็นการวิเคราะห์แต่ละบทบาท
ว่าใน role นั้นๆ เราต้องเปลี่ยนแปลงสถานภาพ คิดค้นอะไรใหม่ๆ มากแค่ไหน
ไม่ว่าอาชีพหรือบทบาทหน้าที่นั้นจะอยู่ตรงไหนของกราฟก็ตาม
ก็ไม่ได้มีอะไรถูกผิด
บิลอยากให้เราแค่ลองสังเกต
แต่ละอาชีพ/หน้าที่ ที่อยู่ในจุดต่างๆกันของกราฟออกไป
ว่าเวลาที่เราเริ่ม shift ไปจุดอาชีพอื่นๆเนี่ย
มันทำให้เราเกิดความรู้สึกแตกต่างกันยังไงกับอันก่อนหน้า
อันไหนทำให้เรารู้สึกมีพลัง อะไรที่มันขับเคลื่อนเรา
ให้ลองสังเกต
สุดท้าย บิลสรุปไว้ง่ายๆใน 4 ข้อ ซึ่งไม่ได้บอกว่าจะทำให้ชีวิตใครดีขึ้น แต่อาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราหาตัวเองเจอ ว่า...
1.ลองหา แล้ววิเคราะห์ ปรับ-ลด สมดุลชีวิตในแต่ละแง่ของตัวเอง
.
2. อย่าไปคิดว่าเรามีชีวิตเดียว ชีวิตเปลี่ยนแปลงได้เสมอ วันนึงชอบอย่างนึง วันหน้าไม่ต้องชอบก็ได้ คนเราจึงไม่จำเป็นต้องทำอย่างเดียวไปตลอดชีวิต แต่เราควรมีแบคอัพแพลนไว้บ้าง ซัก 5 ปี 10 ปี
.
3. วิธีประหยัดเวลาชีวิตที่ดีที่สุด โดยคุณไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง คือเมื่อคุณหาเจอว่าคุณน่าจะอยากลองทำอะไร ให้คุณลองคุยกับคนที่เขาทำงานนั้นมาเป็นสิบๆปี เพื่อดูว่ามัน "ใช่" อย่างที่คุณคิดจริงหรือเปล่า? คนจำนวนมากจะดีใจที่ได้เล่าประสบการณ์ชีวิตของเขาให้คุณฟังทั้งนั้นแหละ
.
และข้อสุดท้าย ข้อ 4. ลองวางแผนที่ชีวิตจากเครื่องมือที่ 2 ในรูปที่แล้วดู ว่าบทบาทต่างๆของหน้าที่การงาน ทั้งอดีต ปัจจุบัน หรืออนาตตที่วาดฝัน เมื่อลองคิดถึง คุณค่า และผลกระทบในวงกว้างแล้ว มันทำให้คุณรู้สึกยังไง แตกต่างยังไงบ้าง
แล้วคุณคิดว่า หน้าที่ไหน น่าจะเป็นพลังขับเคลื่อนคุณให้อยากทำสิ่งนั้นได้ไปเรื่อยๆมากที่สุด
ใครสนใจอาจลองทำกันดูนะคะ :) ว่ากันว่าบางเรื่องมันก็แค่เส้นผมบังภูเขา ค้นหาแทบตายว่าชอบทำอะไร จริงๆอาจจะค้นพบได้ด้วยการนั่งเงียบๆอยู่กับตัวเอง ลองคิดและเขียนมันออกมาอยู่แค่สิบยี่สิบนาทีก็เป็นได้
โฆษณา