มีบัญชีอยู่แล้ว?
สีจิ้นผิงกับการท่องเที่ยวไทย
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้ประกาศนโยบายการพึ่งพาตนเองครั้งประวัติศาสตร์ อันสืบเนื่องมาจากผลกระทบ COVID-19 และการถูกกดดันและกีดกันจากสหรัฐฯและบางประเทศของซีกโลกตะวันตกอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
สีจิ้นผิงประกาศว่า จีนจะพึ่งพาอุปสงค์(Demand) ภายในประเทศเป็นหลัก จีนจะอยู่บนขาของตัวเองให้ได้ พึ่งพาต่างประเทศโดยเฉพาะโลกตะวันตกให้น้อยที่สุด ไม่ต้องแคร์การกีดกันทางการค้าด้วยมาตรการต่างๆอีกต่อไป และได้กล่าวถึงประเด็นหนึ่งที่จะกระทบไทยอย่างมากคือ เรื่องการท่องเที่ยว
โดยประกาศว่าจีนจะออกมาตรการไม่ให้คนจีนออกไปเที่ยวต่างประเทศอีก เน้นการท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก เพราะสถานการณ์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อสูงกว่าจีน จึงเป็นความเสี่ยงที่นักท่องเที่ยวจีนจะไปรับเชื้อจากประเทศอื่น และจีนก็ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย
เราลองมาดูกันครับ ว่าการประกาศนโยบายดังกล่าวนั้น (ซึ่งจีนทำได้แน่นอนจากระบอบการปกครองในปัจจุบัน) โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยมากน้อยเพียงใด
คงต้องเริ่มต้นจากการดูตัวเลขสถิติต่างๆของไทยกันดูก่อนครับ
1) ปี 2562 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งสิ้น 39.7 ล้านคน
สร้างรายได้ 1.93 ล้านล้านบาท
2) ปี 2562 นี้ มีนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวเมืองไทย 11 ล้านคน
คิดเป็นร้อยละ 28.15 และสร้างรายได้ให้กับประเทศเรา 5.43 แสนล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 28.13
3)ประเทศที่มาเที่ยวไทยมากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่
1. จีน
2. มาเลเซีย
3. รัสเซีย
4. ญี่ปุ่น
5. อินเดีย
1
4)ในปี 2562 คนไทยเที่ยวกันเองในประเทศรวม 166 ล้านคนครั้ง
สร้างรายได้แก่ชุมชน (การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว) 1.08 ล้านล้านบาท
1
5) รายได้รวมจากการท่องเที่ยวของไทยจึงเท่ากับ 3.01 ล้านล้านบาท
เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.93 ล้านล้านบาท เท่ากับ 64%
และเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวไทย 1.08 ล้านล้านบาท เท่ากับ 36%
1
จากข้อมูลตัวเลขดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับคำประกาศของสีจิ้นผิง นำมาประมวลวิเคราะห์แล้ว น่าจะพอคาดการณ์ได้ดังนี้
1) แม้สถานการณ์โควิด19 ในประเทศจะดีขึ้น ควบคุมได้ เข้าสู่มาตรการผ่อนคลายเฟส 4 ได้อย่างดีก็ตาม การท่องเที่ยวไทยจะยังไม่สามารถกลับมาคึกคักมีรายได้เท่าเดิมได้ เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะหายไป 11 ล้านคน และนักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆก็จะลดลงอย่างมาก เพราะไทยเราเองก็จะกังวล และไม่กล้าผ่อนคลายให้นักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงมาเที่ยวประเทศเรา และใน 5 อันดับที่มีนักท่องเที่ยวมากก็เสี่ยงสูง ได้แก่ อินเดีย รัสเซีย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย
2) เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยว 2 ใน 3 (64%) กว่า 1.93 ล้านล้านบาท มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไทยจึงต้องเน้นการพึ่งพาตนเอง ยืนบนลำแข้งตนเอง โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งเดิมก่อให้เกิดรายได้ 1 ใน 3 (36%) เป็นจำนวนเงิน 1 ล้านล้านบาท เพราะเมื่อไทยคุมสถานการณ์โควิด19 ได้ดี การท่องเที่ยวภายในประเทศก็จะพอเป็นไปได้ ส่วนการพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติคงหวังไม่ได้ ทั้งด้วยเหตุผลที่เราก็กลัวเค้าจะนำเชื้อมาแพร่ และหลายประเทศเช่นจีนก็ออกมาตรการห้ามนักท่องเที่ยวของตนออกไปเที่ยวต่างประเทศ
3) ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากโควิด19 จะเห็นได้ชัดเจนว่ากระทบภาคบริการ(Services)มากกว่าภาคการผลิตสินค้า (Product) การท่องเที่ยวที่ถือว่าเป็นภาคบริการจึงได้รับผลกระทบรุนแรงและต่อเนื่อง เราจึงจำเป็นต้องทำให้ภาคบริการมีภูมิคุ้มกันในตนเอง ภูมิคุ้มกันนั้นคือ การมีรายได้ 2 ทาง ทั้งจากการท่องเที่ยว(ภาคบริการ)และจากผลผลิตต่างๆ(ภาคสินค้า) เช่น
3.1) การท่องเที่ยวชายทะเล โรงแรมรีสอร์ทต่างๆ ควรมีรายได้คู่ขนานจากมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกบริเวณชายหาดของโรงแรม มีผลไม้ที่โชว์นักท่องเที่ยวได้ และถ้าไม่มีนักท่องเที่ยงต้องสามารถนำมาขายสร้างรายได้ได้ เรือที่พานักท่องเที่ยวไปตามเกาะแก่งต่างๆ ควรเป็นเรือที่ใช้ทำประมงได้ นักท่องเที่ยวก็ชอบเรือที่มีลักษณะเฉพาะของประมงไทยอยู่แล้ว ยามที่ไม่มีนักท่องเที่ยวจะได้มีรายได้จากการทำประมงพื้นบ้าน ไม่หลงระเริงไปกับรายได้จากการพานักท่องเที่ยวไปเที่ยวเท่านั้น
3.2) การท่องเที่ยวทางภาคเหนือ ก็ควรจะมีภูมิคุ้มกัน มีรายได้คู่ขนานจากนาข้าวสวยๆ ที่นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูป รายได้จากชาที่ปลูกเป็นขั้นบันไดให้นักท่องเที่ยวมาชม
และยังมีอีกมากมายที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จะต้องปรับตัวเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน เวลาเกิดวิกฤติการณ์ทำให้ไม่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวแต่ยังคงมีรายได้จากผลิตผลต่างๆที่เคยดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่สามารถสร้างรายได้ยามที่ไม่มีนักท่องเที่ยวก็ได้เช่นกัน
Ref.
    คนไทย​ รักแผ่นดิน
    ก็เห็นตอนนั้นแช่งด่านักท่องเที่ยวจีนกัน บอกว่าอย่าให้มากัน ..555555..ตอนนี้เป็นไง...แต่เชื่อว่าเมื่อเขาเห็นไทยปลอดภัยดี เขาคงเว้นใหิมาไทวได้