ว่าด้วยเรื่องจลาจลในสหรัฐฯ กับภาวะผู้นำของ โดนัลด์ ทรัมป์
ทรัมป์กับการโพสต์ท่าถือคัมภีร์ไบเบิ้ลหน้าโบสถ์เซนต์จอห์นใกล้ทำเนียบขาว จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
4 มิ.ย. 2563
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
เหตุการณ์จลาจลในสหรัฐฯ หลังการตายของจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวดำที่เสียชีวิตระหว่างถูกตำรวจผิวขาวเข้าจับกุม จนบานปลายกลายเป็นการประท้วงทั่วประเทศ ดำเนินมาถึงวันที่เก้า
นอกเหนือจากกระแสการต่อต้านการเหยียดผิว ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง ผู้ที่ถูกโจมตีมากที่สุด คงหนีไม่พ้นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ถูกมองว่าไม่พยายามบรรเทาความขัดแย้ง แต่กลับราดน้ำมันลงบนกองไฟ
เริ่มจากการทวีตข้อความว่า “when the looting starts, the shooting starts.” ตีความเป็นภาษาไทยได้ว่า เมื่อมีการขโมยข้าวของ จะสั่ง “ยิง” ทันที โดยอ้างถึงเหตุการณ์ที่มีผู้ฉวยโอกาสบุกเข้าไปฉกฉวยข้าวของในห้างร้านต่างๆ จนทวิตเตอร์ถึงกับออกคำเตือนให้ใช้วิจารณญาณในการอ่านข้อความดังกล่าว ซึ่งทำให้ทรัมป์ไม่พอใจอย่างยิ่ง
จากนั้น การประท้วงได้ขยายวงต่อเนื่องไปในกว่า 20 เมืองของสหรัฐฯ แม้หลายรัฐจะออกประกาศเคอร์ฟิว ผู้ชุมนุมก็ไม่สนและยังชุมนุมกันข้ามคืนโดยยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าจับกุม
ซ้ำร้าย ในหลายๆ รัฐมีเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่เข้าใช้ความรุนแรงกับประชาชน ปรากฏเป็นภาพข่าวไปทั่วประเทศ
ที่วอชิงตันดีซี ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการชุมชน ได้มีผู้ประท้วงมาชุมนุมกันบริเวณไม่ห่างจากทำเนียบขาว และเกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้น ก่อนจะมีรายงานว่าทรัมป์ถึงกับหลบเข้าไปอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินในทำเนียบขาว ซึ่งสร้างไว้หลบภัยกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่นการก่อการร้ายหรือภัยพิบัติต่างๆ จน ปธน.ปากกล้าถูกโจมตีว่า “ขี้ขลาด"
ทรัมป์จึงตอบโต้ด้วยการกระทำที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ที่สุดเวลานี้ ซึ่งเรียกว่า "photo op" โดยเขาได้เดินเท้าไปที่โบสถ์เซนต์จอห์น ใกล้ทำเนียบขาว ที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อยจากการจลาจล ก่อนจะจบลงด้วยการถือคัมภีร์ไบเบิ้ลให้นักข่าวถ่ายรูป จนถูกตีความว่าทำอย่างนี้ราวกับจะบอกว่าตนคือความดี อยู่ข้างศาสนจักร ผู้ประท้วงคือพวกนอกรีต
เมื่อบวกกับการขู่ใช้กำลัง ยิ่งดูเหมือนยุทธการขวาพิฆาตซ้ายไม่มีผิด
โฆษก White House เอาเหตุการณ์ photo op ของทรัมป์ไปเทียบกับสมัย WWII ที่วินสตัน เชอร์ชิล ไปเยือนจุดที่ถูกนาซีทิ้งระเบิด ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าตลกมาก เพราะครั้งนั้นอังกฤษถูกโจมตีตามคำสั่งของฮิตเลอร์
แต่ครั้นผู้ที่ออกมาประท้วงเป็นประชาชนคนธรรมดาแท้ๆ ทรัมป์ทำอย่างนี้ยิ่งเหมือนไปตีตราพวกเขาว่าเป็น "ศัตรูของแผ่นดิน" ซึ่งจะยิ่งเป็นการตอกลิ่มความขัดแย้ง หาใช่การแสดงภาวะผู้นำเหมือนเชอร์ชิลแต่อย่างใดไม่
ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์วุ่นวายซึ่งเข้าใกล้ภาวะมิคสัญญีครั้งนี้จะจบลงอย่างไร แต่จุดที่ผมอยากชี้ชวนให้มองก็คือ โดนัลด์ ทรัมป์ เองเป็นผู้นำประเทศ และตัวเองก็เคยถูกกล่าวหาหลายครั้งว่าเป็นพวกเหยียดผิวหรือ racist
เมื่อเกิดเหตุการณ์จอร์จ ฟลอยด์ แทนที่จะฉวยโอกาสนี้ล้างภาพไม่ดี ด้วยการประนาม ตร.ที่ใช้ความรุนแรง เรียกร้องให้ประชาชนสมัครสมานสามัคคีและยุติการเหยียดผิว เขากลับใช้วาจา-การกระทำที่ตอกย้ำภาพลบของตัวเองจนแย่ยิ่งกว่าเดิม
ถ้อยคำที่สรุปบทบาทของทรัมป์ในเหตุการณ์ครั้งนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นข้อเขียนของ เจมส์ แมททิส อดีต รมว.กลาโหมของสหรัฐฯ ที่บอกว่า
"โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีคนแรกในช่วงชีวิตของผม ที่ไม่พยายามหลอมรวมคนอเมริกันเป็นหนึ่ง ไม่แม้แต่จะแสร้งพยายาม แต่เขากลับพยายามแบ่งแยกพวกเรา เรากำลังได้เห็นเป็นประจักษ์ ถึงผลของความพยายามโดยเจตนาตลอดสามปีที่ผ่านมา เรากำลังได้เห็นเป็นประจักษ์ ถึงผลของการไร้ความเป็นผู้นำที่มีวุฒิภาวะตลอดสามปีที่ผ่านมา"
ขอไว้อาลัยต่อจอร์จ ฟลอยด์ และผู้ตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมทั่วทุกมุมโลก
314 รับชม
    I Labors
    กดติดตามสาระดีดีครับ
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      ทำไม คนอินเดีย ถึงเก่ง คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ หากพูดถึงความเก่งของคนอินเดีย ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก หลายคนน่าจะนึกถึง ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์
      การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วย "การฉีดน้ำเลี้ยงผิวข้อเข่า" น้ำเลี้ยงผิวข้อเข่า หรือน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า มีส่วนประกอบหลัก คือ “Hyaluronic acid” ซึ่งมีลักษณะหนืดข้น เหมือนกับน้ำเลี้ยงข้อเข่า ทำให้ข้อเข่าลื่น ลดแรงกระแทกระหว่างกระดูก และลดการอักเสบของข้อเข่า ทำให้เคลื่อนไหวเข่าได้ดีขึ้น ทั้งยังมีสารตั้งต้นที่ช่วยกระตุ้นให้เยื่อหุ้มข้อกลับมาสร้างน้ำเลี้ยงข้อเข่าได้อีกด้วย เป็นวิวัฒนาการการรักษาข้อเข่าเสื่อมชนิดใหม่ แทนการฉีดยาสเตียรอยด์ที่อาจมีผลข้างเคียงทำให้กระดูกอ่อนโดนทำลายมากขึ้นได้
      เพื่อนเปิดร้านกาแฟ+กัญชาอยู่แถวบางลำพู เล่าให้ฟังว่า ในแต่ละวันมีลูกค้าแบบไหนบ้าง ที่ walk-in มาถามหากัญชา กลุ่มแรก ชาวต่างชาติ กลุ่มนี้จะตรงเข้ามาถามซื้ออย่างชำนาญ ไม่ต้องแนะนำอะไรเลย ส่วนใหญ่หน้าตาดี แต่งตัวดี สูบเสร็จก็เดินออกไปเลย ไม่ค่อยนั่งแฮงก์เอาต์ที่ร้าน
      PANTONE ประกาศสีประจำปี 2023 แล้ว สีของปีหน้าคือ “Viva Magenta” PANTONE อธิบายคุณลักษณะของสี Viva Magenta ว่าเป็นเฉดสีที่แสดงออกถึงความมีชีวิตชีวา เพราะมาจากรากของแม่สี คือสีแดง ซึ่งเป็นโทนสีที่แสดงออกถึงความแข็งแกร่ง กล้าหาญ และไม่เกรงกลัว โทนสีของ Viva Magenta นี้ยังสื่อถึงบรรยากาศที่เร้าใจ มีชีวิตชีวา เหมาะกับการนำไปใช้งานเพื่อการเฉลิมฉลองที่สนุกสนาน
      ดูทั้งหมด