11 มิ.ย. 2020 เวลา 02:10
บทเรียนของ 'ซัมซุง' เมื่อท่านประธานยอมรับ ในสิ่งที่ไม่น่าฟัง การพัฒนาจึงเกิดขึ้น
ยี่สิบปีก่อน ผมจำได้ดีถึงตอนที่ผมมาประเทศไทยใหม่ๆ ตอนนั้นผมลงเครื่องที่สนามบินดอนเมือง ระหว่างทางมาที่พักของผม มีป้ายโฆษณาเรียงรายเต็มไปหมด ไม่ว่าจะตามสองข้างทางหรือบนตึกใหญ่ ผมจำได้แม่นเลยว่าแทบจะทุกป้ายในสมัยนั้น หากเป็นการประชาสัมพันธ์ถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วล่ะก็ ไม่พ้นผลิตภัณฑ์ของยี่ห้อ "โซนี่" หรือไม่ก็ "โตชิบ้า" สินค้าสัญชาติญี่ปุ่น ผลิตภัณฑ์ขายดีอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ผมก็ไม่เคยเห็นสินค้าจากเกาหลีเลย แม้แต่ยี่ห้อ "ซัมซุง" ที่โด่งดังในปัจจุบัน ก็ไม่มี
สิบกว่าปีที่ผ่านมา บริษัทซัมซุง กลายมาเป็นบริษัทชั้นนำของโลก และเป็นที่ยอมรับทั่วโลกในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จุดเริ่มต้นมาจากการเดินทางไปสำรวจตลาดของนาย ลี กอนฮี ประธานบริษัทในยุคสมัยนั้น เขาเข้าไปสำรวจตามร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ณ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา
สิ่งที่ทำให้เขาตกใจมากก็คือ ไม่ว่าจะไปร้านไหน ก็ไม่เห็นสินค้าของเขาตั้งโชว์อยู่หน้าร้าน มีแต่สินค้ายี่ห้อโซนี่ และโตชิบ้า ครองพื้นที่หน้าร้านทั้งหมด ซ้ำร้ายยังพบว่าทีวีของตัวเองถูกเก็บอยู่ในซอกหลืบฝุ่นเขลอะอีกด้วย
หลังจากกลับมาจากอเมริกา เขาได้เรียกผู้บริหารที่ปรึกษาบริษัทเพื่อหาสาเหตุ มีที่ปรึกษาท่านหนึ่งได้ชี้ให้เห็นปัญหาของซัมซุงอย่างตรงไปตรงมา โดยการยื่นรายงานจำนวน 13 หน้าที่วิจารณ์ซัมซุงอย่างหนักหน่วง และนั่นเป็นช่วงเวลาที่ได้เขาค้นพบ "ความจริงอันแสนเจ็บปวด" ว่าสินค้าของตัวเองมีคุณภาพต่ำเกินกว่าที่จะเสียเงินซื้อ
หลังจากที่เขาผ่านช่วงเวลาการ "ยอมรับความจริง" แล้วนั้น เขาก็เริ่มลงมือขั้นต่อไปเพื่อปฏิวัติบริษัท โดยบอกกับพนักงานทุกคนว่า "เปลี่ยนทุกอย่าง ยกเว้นลูกและภรรยา" นั่นหมายความว่าให้เปลี่ยนทุกอย่างใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวิธีการคิด การทำงาน มาตรฐานสินค้า และตัวเขาได้ตัดสินใจเดินทางไปที่ญี่ปุ่นเพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น
แต่เมื่อไปถึง เขาตกใจมากกับสิ่งที่ได้รู้ เพราะบริษัทต้นแบบเหล่านั้น แทนที่จะมุ่งเน้นกำไร กลับมีการจัดให้พนักงานฟังบรรยาย (Mind Lecture) หลายชั่วโมงต่อวันจากคนประสบความสำเร็จมากมายในด้านต่างๆ ให้รู้ว่าแต่ละคนมีจิตใจแบบไหนและใช้จิตใจแบบไหนในการทำงานหรือใช้ชีวิต จากที่คิดหวังเพียงกำไร หวังให้พนักงานทุ่มเททำงานมากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ ได้เปลี่ยนเป้าหมายเป็น "ผลิตสินค้าเพื่อผู้บริโภค สามารถใช้สินค้าที่ดี มีคุณภาพและมีความสุข"
เมื่อจิตใจของประธานเปลี่ยน "ซัมซุง" จึงเริ่มเปลี่ยนตามไปด้วย จนกระทั่งพัฒนามาจนถึงทุกวันนี้ เขาได้ให้สัมภาษณ์หลังจากทำยอดขายได้มากกว่าบริษัทญี่ปุ่นรวมกัน 9 บริษัท ว่า การที่บริษัทผมเติบโตขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะผมเป็นคนเก่งหรือเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงบริษัทได้ แต่ "ผมแค่ได้ค่าตอบแทนจากการตั้งใจฟังเท่านั้นเอง"
หลายคนอาจจะมองว่า 'การฟัง' นั้นแสนจะง่าย แค่เราฟังคนอื่น ไม่แทรกระหว่างผู้พูดกำลังพูดและคิดตาม เพียงเท่านี้คุณจะเป็น "ผู้ฟังที่ดี" แต่ใครจะรู้ล่ะว่าการ "เป็นผู้ฟังที่ดี" ไม่ได้หมายความว่าคุณกำลัง "รับฟัง" คำพูดของใครบางคนอยู่เสมอไป
คนมากมายเลือกที่ฟังและเก็บเฉพาะสิ่งที่ตนเอง "อยากจะฟังเท่านั้น" ไม่ว่าจะเป็น คำชม คำเยินยอ คำสรรเสริญ คำพูดดีๆ แต่ถ้ามีคนมาพูดในสิ่งที่ "ไม่อยากจะฟัง" ก็เริ่มจะหงุดหงิด รำคาญ หรืออาจจะทำเหมือนฟัง แต่จริงๆ แล้วในใจก็โต้เถียงบ้าง หาข้อแก้ตัวบ้าง ไม่ยอมรับ "ความจริง" หรือ "ข้อบกพร่อง" ของตัวเองที่ปรากฏออกมา แบบนี้ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็น "การตั้งใจฟัง"
"เป็นเพราะคนนั้นอธิบายไม่ดี ฉันเลยทำพลาดไป ต้องว่ากันขนาดนี้เลยหรอ"
"ไม่อยากเจอแม่เลย ทำไมขี้บ่นแบบนี้ หูชาหมดแล้ว"
"ทำไมเอาแต่ว่าฉันอยู่เรื่อย ไม่อยากคุยกับเพื่อนคนนี้แล้ว"
"การฟัง" ไม่เพียงแต่เป็นเคล็ดลับในการประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่ยังเป็นเคล็ดลับในการใช้ชีวิตด้วย เพราะการใช้ชีวิตโดยไม่ "ตั้งใจฟัง" ก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้ชีวิตอยู่คนเดียว นานวันเข้าก็ทำให้จิตใจโดดเดี่ยว เพราะไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็รับฟังไม่ได้ สุดท้ายก็ได้แต่ปิดใจอยู่ในโลกของตัวเอง ทำให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาใดๆ
ผมขอสรุปอย่างนี้ครับ จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงคือ "การค้นพบทีวีฝุ่นเขลอะในใจก่อน" จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการสำคัญ คือ "การตั้งใจฟัง" เหมือนอย่างประธานลี กอนฮี ที่รับฟังคำวิจารณ์ แม้จะเป็นคำพูดที่ไม่ชอบแต่สุดท้ายก็รับฟัง และเพื่อพัฒนาบริษัท เขาได้ให้พนักงานของเขา "ฝึกฟัง" โดยเชิญนักบรรยายผู้มีประสบความสำเร็จมาสอนและปรับทัศนคติเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน เขาเป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการฟังมาก พร้อมทั้งกล่าวว่า
"การพูดใช้เวลาเรียนรู้แค่ 3 ปี แต่การฟังใช้เวลาเรียนรู้ถึง 60 ปี"
คนที่มีสติปัญญาที่แท้จริงคือคนที่สามารถ "ฟัง" คนรอบข้างได้ ถึงแม้ว่าคำพูดเหล่านั้นจะไม่ตรงใจ แต่ก็รับไว้ ทำให้คนนั้นสามารถ "เรียนรู้" ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้พบกับ "ความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง" เหมือนอย่าง Smartphone ของซัมซุงที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน เราก็จะกลายเป็นคนที่ Smart (เก่งและฉลาด) ผ่านทางการฟังได้เช่นเดียวกันครับ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา