Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
The Way I Bike
•
ติดตาม
8 มิ.ย. 2020 เวลา 14:53 • ท่องเที่ยว
ปั่นจักรยานทั่วไทย | จังหวัดที่ 2 ฉะเชิงเทรา
เปิดประตูสู่ตะวันออก เข้าเมืองแปดริ้วฉะเชิงเทรา
ฝนตกในตอนเช้าราวกับเป็นกิจวัตรที่ท้องฟ้าต้องทำเป็นประจำ
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ในเมื่อตอนนี้คือเดือนกันยายน ซึ่งยังคงอยู่ในช่วงฤดูฝน ถามว่าทำไมถึงเลือกออกมาเริ่มเดินทางในฤดูฝนแบบนี้ ก็ไม่ใช่เพราะอยากจะปั่นลุยฝนฝ่าพายุอะไรหรอก แต่แผนการเดินทางในครั้งนี้มีกรอบระยะเวลาต่อเนื่องประมาณ 1 ปี เพราะฉะนั้นยังไงก็ต้องเผชิญหน้าครบกับ 3 ฤดูของเมืองไทยแน่นอน ไม่ว่าจะเริ่มฤดูไหนก่อนก็ตาม การได้เจอกับสายฝนโดยเร็วตั้งแต่ช่วงแรกของการเดินทาง ก็ถือเป็นการฝึกวิธีรับมือเอาไว้แต่เนิ่นๆ
ทว่าสุดท้าย วันนี้ฟ้ายังพอเป็นใจเช่นเดียวกับวันแรกของการเดินทาง ที่หยุดฝนลงให้ในตอนที่กำลังจัดของขึ้นท้ายรถเตรียมตัวจะออกเดินทาง ผมขอบคุณพี่ๆ ตำรวจทางหลวงบางปูสำหรับประสบการณ์การค้างแรมคืนแรกที่หน่วยบริการฯ ที่ช่วยให้ผมอุ่นใจว่าอย่างน้อย ก็ยังมีสถานที่ที่ผมพอจะไปพึ่งพิงได้อยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วเมืองไทย
ผมเริ่มต้นออกเดินทางไปบนถนนสุขุมวิทสายเก่า ที่หากมุ่งหน้าไปตามถนนสายนี้ก็จะไปถึงชลบุรี แต่เป้าหมายจังหวัดแรกของผมในภาคตะวันออกนั้นคือ "ฉะเชิงเทรา" หลังจากที่ปั่นอยู่บนถนนสุขุมวิทจนมาถึงสามแยกถนน 1006 จึงเปลี่ยนเส้นทางขึ้นไปทางทิศเหนือ มุ่งกลับขึ้นไปทางถนนบางนา - ตราด เลี้ยวขวาอีกครั้งที่สี่แยกบางพลีเมืองใหม่ ปั่นไปตามถนนเทพารักษ์จนถึงตัวเมืองอ.บางบ่อ เป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนโลเคชั่นที่ไกลกว่าเมกะบางนา และก็เป็นเขตเมืองสุดท้ายของสมุทรปราการที่ผมจะผ่านก่อนจะเข้าสู่ฉะเชิงเทรา
ผมกลับออกมาถึงถนนบางนา - ตราดอีกครั้ง ใช้ทางมุดลอดฝั่งและกลับมาถึงถนนสาย 2004 ที่เคยใช้เป็นเส้นทางไปยังตลาดคลองสวน 100 ปี แต่โชคดีที่วันนี้ผมไม่ต้องกลับไปถึงถนนช่วงที่การก่อสร้างยังดำเนินอยู่ เพราะมีถนนสาย 3020 ทอดตัวอยู่ก่อนหน้า ผมจึงเลี้ยวเข้าไปใช้ถนนสายนี้แทน บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยสีเขียวของท้องทุ่งนาต.หนองจอก อ.บางปะกง นับว่าเป็นก้าวแรกสู่ฉะเชิงเทราที่ดีทีเดียว
สุดทางของถนนสาย 3020 พาผมมาถึงต.แสนภูดาษ อ.บ้านโพธิ์ บนถนนสายบางปะกง - ฉะเชิงเทรา เหลือระยะทางอีกประมาณ 10 กว่ากม. ก่อนจะถึงตัวเมืองฉะเชิงเทรา ความผิดปกติของการเคลื่อนตัวก็เกิดขึ้น จึงต้องจอดพักที่ศาลาริมทางเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น เช็คล้อหลัง...ไม่เป็นไร แต่ล้อหน้า...กดแล้วยวบ ดอกแรกของการเดินทางมารวดเร็วเหลือเกิน แม้ยางจะรั่วที่ล้อหน้า แต่ผมก็จัดการปลดสัมภาระลงจากรถเพื่อความคล่องตัวในการเปลี่ยนยาง ตัวการที่เป็นต้นเหตุในครั้งนี้ก็คือเส้นลวดยาวประมาณ 2 ซม.ที่แทงทะลุเคปล่ากันหนามไปแทงยางในได้ ระหว่างที่กำลังนั่งเปลี่ยนยางไปอย่างช้าๆ ก็มีรถบรรทุกมาจอดเทียบแล้วพี่ผู้ชายคนหนึ่งก็กระโดดลงจากรถเดินมานั่งที่ศาลา ส่วนรถบรรทุกก็แล่นจากไป พี่เขารอรถมารับกลับบ้าน เลยได้เพื่อนคุยเล่นขณะเปลี่ยนยางไปด้วย ผมเปลี่ยนยางและจัดสัมภาระเสร็จก่อนที่รถจะมารับพี่เขา จึงกล่าวขอบคุณที่นั่งคุยเป็นเพื่อนกันและออกปั่นจากมา
จากที่เสียเวลาไปกับการเปลี่ยนยาง ทำให้เวลาเย็นย่ำย่างกรายมาถึง ผมจึงเลื่อนแผนที่จะเข้าตัวเมืองฉะเชิงเทราเป็นวันรุ่งขึ้นแทน โดยจะมุ่งหน้าไปพักยังหน่วยตำรวจทางหลวงสุวินทวงศ์เลย แต่การเป็นผู้มาเยือนครั้งแรก ทำให้เลือกถนนพลาดกลายเป็นโค้งเข้าไปทางตัวเมือง แทนที่จะขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟไปยังถนนสุวินทวงศ์ วิธีการแก้จริงๆ ก็ไม่ยาก แค่ไปกลับรถย้อนไปใหม่ แต่ก็ไกลอยู่ เลยลองถาม Google Map ว่ามีทางลัดอยู่ไหม ด้วยการเลือกเป็นเส้นทางแบบเดินเท้า ก็เลยได้ไปเจอทางลัดหลังสถานีรถไฟที่ทะลุไปออกหน้าหมู่บ้านวนาแลนด์ วิธีแก้ปัญหามันต้องไม่ได้มีแค่วิธีเดียวสิเนอะ
ต้องปั่นย้อนไปทางกรุงเทพอีกระยะหนึ่งกว่าจะถึงหน่วยบริการตำรวจทางหลวงสุวินทวงศ์ ความยากก็คือบางช่วงมีการก่อสร้างถนนที่ต้องเบี่ยงเลนไปมา และท้องฟ้าก็เริ่มมืด ไฟหน้าไฟท้ายจักรยานถูกเปิดใช้งานเพื่อส่งสัญญาณสร้างความปลอดภัย ในที่สุดผมก็เดินทางมาถึงหน่วยบริการฯ สุวินทวงศ์ เป็นคืนที่สองที่อาศัยพักกับพี่ๆ ตำรวจทางหลวง
สิ่งที่ต้องเผชิญอีกครั้งในเช้าวันต่อมาก็คือ ถนนอีกหนึ่งสายที่เล่าลือกันว่าก่อสร้างมาอย่างยาวนาน ระหว่างทางบนถนนสุวินทวงศ์จะผ่านต.นครเนื่องเขต ที่ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่แต่โบราณอาศัยอยู่ตามแนวคลองนครเนื่องเขต ซึ่งขุดเชื่อมต่อจากคลองแสนแสบเพื่อใช้สัญจรมายังฉะเชิงเทราในอดีต
ผมใช้ทางลัดของหมู่บ้านวนาแลนด์ที่ค้นพบเมื่อวานเพื่อกลับเข้าเมืองฉะเชิงเทราอีกครั้ง ความรู้สึกแรกของผมที่เกิดขึ้นเมื่อเข้ามาภายในตัวเมืองก็คือ ความคิดถึงบรรยากาศที่พิษณุโลกบ้านเกิด อาจเป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัวเท่านั้น ตึกแถวต่างๆ ที่เรียงรายต่อกัน เป็นตึกที่ดูมีอายุและโครงสร้างสีสันแบบสมัยเก่าที่ผมเคยเห็นในวัยเด็ก แม้จะมีการรีโนเวทใหม่เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยไปบ้าง เป็นกลิ่นอายของตัวเมืองแบบฉบับต่างจังหวัดที่ผมไม่ได้สัมผัสมานานจากการที่ใช้ชีวิตอยู่แต่ในเมืองกรุง สิ่งเหล่านี้คงเป็นตัวกระตุ้นให้ลิ้นชักความทรงจำของผมเปิดออกมา
ผมเพิ่งมารู้ตำนานของชื่อเมืองแปดริ้ว ว่ามาจากปลาช่อนที่ตัวใหญ่ เวลานำมาแล่ต้องแล่เป็นแปดริ้ว จึงเป็นฉายาที่ถูกตั้งขึ้น เสียดายที่คราวนี้ผมไม่ได้ลิ้มลองรสชาติของปลาช่อนแปดริ้ว ด้วยเกรงว่าจะกินคนเดียวไม่หมด
ภารกิจหนึ่งที่ผมต้องทำที่นี่ก็คือ การเอารถไปให้ร้านจักรยานเช็ค หากยังจำได้ ในวันแรกของการเดินทาง รถของผมมีปัญหาเรื่องเกียร์ที่เพี้ยน ทำให้เวลาเปลี่ยนไปใช้เกียร์ 1 แล้วโซ่จะตก ช่วงที่ผ่านมาผมจึงหลีกเลี่ยงการใช้เกียร์ 1 มาโดยตลอด จนผ่านสมุทรปราการมาแล้วก็ยังไม่ได้หาร้านซ่อม เพราะมัวแต่เพลิดเพลินกับสิ่งใหม่ๆ รอบตัว วันนี้จึงสมควรแก่เวลาก่อนที่จะไปไกลกว่านี้
ผมมาเจอร้านจักรยานที่ย่านตลาดกลางเมือง พี่ช่างจัดการตั้งเกียร์ให้ใหม่เรียบร้อยไร้กังวล แต่จริงๆ แล้วนั้น ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาคาใจมาตลอดตั้งแต่ก่อนออกเดินทางด้วยซ้ำ นั่นคือ ยางนอกของล้อหลัง ปัญหาเริ่มจากยางที่มากับรถเป็นยางที่สึกเร็วมาก "พี่มึน" ที่ปรึกษาเรื่องจักรยานของผมแนะนำให้เปลี่ยนยางนอกใหม่ แต่คงเป็นคราวซวยของผม ที่ยางเส้นใหม่นั้นก็ดันมีปัญหา คือยางบวม แต่ด้วยความเสียดายที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ จึงทำให้ผมทนขี่มาแบบนั้นตลอดทาง มานึกย้อนหลังก็รู้สึกบ้าเหมือนกัน ที่ยอมปั่นแบบล้อหลังกระตุกมาอย่างนั้น แต่หลังจากที่คุยปรึกษากับหลายๆ ที่ร้านจักรยาน พี่ๆ ก็บอกว่ายางยังใช้ได้ ด้วยความอ่อนประสบการณ์ ทำให้ผมคล้อยตามไปทางเดียวกัน เพราะสมุทรปราการทั้งจังหวัดก็ผ่านมาแล้ว ดังนั้น ยางนอกบวมๆ และอาการล้อกระตุกยังคงร่วมทางไปกับผมต่อ และบทสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้จะออกมาเป็นอย่างไร คงต้องรอมาเล่าอีกครั้งในอีก 3 จังหวัดถัดไป
ตกบ่ายก็ถึงเวลาบอกลาสายน้ำบางปะกง ณ เมืองแปดริ้ว จุดหมายต่อไปก็คือ "คุ้มวิมานดิน" ซึ่งอยู่ที่อ.คลองเขื่อน แต่เกือบพลาดเพราะดันปั่นเลยจะไปอ.บางน้ำเปรี้ยว ต้องย้อนกลับมาถนนเลียบคลองชลประทาน พอปั่นไปถึงอ.คลองเขื่อนก็เลยทางเข้าคุ้มวิมานดินไปอีก การเพลิดเพลินกับทิวทัศน์สองข้างทางมากเกินไปก็อาจให้ผลเช่นนี้
สุดท้ายแล้วผมก็ปั่นวนลัดเลาะโค้งไปโค้งมาจนเข้ามาถึง "คุ้มวิมานดิน" เพื่อที่จะได้รู้ว่าที่แห่งนี้เปิดให้เข้าชมเฉพาะวันเสาร์ - อาทิตย์ มาเพื่อชมประตูดินสีส้มอิฐแสนสวยที่ปิดเอาไว้ ที่แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องปั้นดินเผา มีกิจกรรมให้เรียนรู้การปั้นและถ้าถูกใจก็ช็อปตุ๊กตากลับไป อาจจะดีแล้วก็ได้ที่ผมมาวันธรรมดานี้ เพราะอย่างไรแล้ว ผมก็คงไม่อาจขนตุ๊กตาดินเผาไปร่วมทางไหวแน่นอน
ผมปั่นย้อนตามแนวคลองจนไปถึงทางแยกถนนบางตลาด - สวนปาล์ม เป็นอีกช่วงที่จะได้เคลื่อนผ่านสายน้ำบางปะกง ถนนเส้นนี้จึงมีเลี้ยวโค้งไปมาตลอดจากอิทธิพลของสายน้ำ ซึ่งบริเวณโดยรอบสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ มอบพลังให้แก่ผู้เคลื่อนผ่านอย่างยิ่ง เมื่อไปถึงเขตต.ปากน้ำ อ.บางคล้า จะมีซุ้มน้ำตาลสดอยู่เป็นระยะ เป็นสัญญาณบอกว่ากำลังเข้าใกล้หมู่บ้านน้ำตาลสด ของขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของฉะเชิงเทรา ผมได้เพียงแต่จอดซื้อน้ำตาลสดมาดื่มดับกระหายแต่ไม่ได้ไปถึงตัวหมู่บ้าน ด้วยเวลาที่เร่งเร้าเข้ามา จึงรีบปั่นต่อไปให้ถึงตัวอ.บางคล้า ที่บางคล้ายังมีจุดที่น่าสนใจนั่นคือ "เกาะลัด" เป็นเกาะน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของไทย มีเรือของชาวบ้านบริการพานั่งชมรอบเกาะ
อำเภอถัดไปจากบางคล้าคือ อ.พนมสารคาม แต่ในวันนี้การเดินทางของผมจบลงตรงที่หน่วยตำรวจทางหลวงพนมสารคาม ที่ตั้งอยู่ถนนสาย 304 ก่อนที่จะไปถึงตัวอำเภอ
เช้าวันที่ 3 ในฉะเชิงเทราของผมเริ่มต้นบนถนน 304 แวะซื้อข้าวต้มมัดไว้เผื่อหิวระหว่างทาง ถนนสายนี้เป็นสายหลัก รถใหญ่สัญจรเยอะเป็นปกติ ข้อดีคือไหล่ทางของเส้นนี้กว้างพอสำหรับรถเล็กอย่างจักรยาน ผมมาถึงเขตตัวเมืองพนมสารคามช่วงเที่ยงจึงจอดพักทานมื้อกลางวัน
เป้าหมายหลักในวันนี้อยู่ห่างออกไปข้างหน้า และจะเป็นครั้งแรกที่ผมต้องปั่นขึ้นเขา ในชีวิตประจำวันปกติแม้ผมจะปั่นจักรยานไปไหนมาไหนอยู่ตลอด แต่ก็ยังไม่เคยขึ้นเขาแบบจริงๆ จังๆ อย่างมากสุดก็คือการขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา พยายามหาข้อมูลดูคลิปเกี่ยวกับการปั่นขึ้นเขามาก่อน แต่ช่วงเวลาสำคัญก็คือตอนลงมือปั่นจริง
ทว่าเขาที่ต้องเผชิญที่ฉะเชิงเทรานี้ยังเป็นเขาที่ระดับความชันไม่มากนัก หากเคยปั่นขึ้นสะพานชันๆ ที่กรุงเทพอย่างสะพานพระปิ่นเกล้าได้แล้ว การขึ้นเขาหินซ้อนที่ฉะเชิงเทรานี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
บริเวณที่สูงบนเขาหินซ้อนมีศูนย์ศึกษาและพัฒนาตามพระราชดำริ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมและปศุสัตว์ มีพื้นที่ของสวนรุกขชาติ และแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ถนนรอบๆ ไปด้วยจักรยานได้ง่ายๆ ไม่คิดมาก่อนว่าฉะเชิงเทราจะมีพื้นที่ธรรมชาติซ่อนอยู่บนเขาเล็กๆ เช่นนี้
ทางด้านตะวันออกไปยังมีอีก 2 อำเภอขนาดใหญ่ของฉะเชิงเทรา คือ สนามชัยเขต และท่าตะเกียบ ซึ่งคำนวณจากเส้นทางและเวลาที่เหลือแล้วไม่น่าพอสำหรับการสำรวจทั้ง 2 อำเภอนี้ ดังนั้น อ.แปลงยาวจึงเป็นอำเภอสุดท้ายของฉะเชิงเทราที่ผมมุ่งหน้าไป บนนถนนสาย 331 สำหรับค่ำคืนสุดท้ายนี้ก็ได้ความช่วยเหลือจากพี่ๆ ตำรวจทางหลวงแปลงยาวอีกเช่นกันในการพักแรม ผมเริ่มคุ้นเคยกับการแนะนำตัวแก่พี่ตำรวจมากขึ้นแล้ว
ท้องฟ้าเปล่งแสงสุดสวยในวันสุดท้ายนี้ ราวกับเป็นของฝากของการร่ำลาจากเมืองแปดริ้ว จนกว่าจะได้มาพบกันใหม่
ฉะเชิงเทรา @4 - 6 กันยายน 2018
Routing จากสมุทรปราการ > เข้าฉะเชิงเทราที่อ.บ้านโพธิ์ > อ.เมืองฉะเชิงเทรา > อ.คลองเขื่อน > อ.บางคล้า > อ.พนมสารคาม > อ.แปลงยาว > เตรียมเข้าชลบุรี
#ปั่นจักรยานทั่วไทย
#เที่ยวทั่วไทย77จังหวัด
@The Way I Bike
Facebook :
https://www.facebook.com/TheWayIBike/
Website :
www.thewayibike.com
บันทึก
7
8
7
8
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย