"เทศกาลคฒิมาอี
เทศกาลเชือดสัตว์ใหญ่ไหว้เทพี"
"เทศกาลคฒิมาอี" เป็นประเพณีการบูชายัญสัตว์เพื่อสักการะพระแม่คฒิมาอีของเมืองบาริยะปุระ ทางตอนใต้ของประเทศเนปาล
เทศกาลนี้เริ่มต้นเมื่อ 260 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นคือ...
มีชายคนหนึ่งชื่อว่า "บากวัน ชาอุฒารี"
เขาถูกจองจำอยู่ในคุกเมืองมักวันปุระ
อยู่มาวันหนึ่ง พระแม่คฒิมาอี ซึ่งเทพีแห่งพลังและอำนาจตามความเชื่อของเขา ได้เข้าฝันเขาและบอกว่า...
"ปัญหาทั้งหลายของเจ้าจะได้รับการแก้ไขให้หมดไป หากเจ้าทำการบูชาข้าด้วยเลือด"
เมื่อถึงวันที่เขาถูกปล่อยตัวออกจากคุก
เขาได้นำเรื่องราวทั้งหมดไปปรึกษากับผู้วิเศษในหมู่บ้านและเริ่มทำพิธีบูชาพระแม่คฒิมาอีด้วยเลือดของเขาเอง
เทวรูปพระแม่คฒิมาอี
ในขณะที่ทำพิธีได้มีแสงประหลาดบางอย่างผุดขึ้นมาจากโถดินเผา เขาจึงเชื่อว่าพระแม่โปรดปรานเลือด จึงได้เริ่มต้นเทศกาลนี้...
ตำนานที่เล่าไปเมื่อกี้ เป็นตำนานที่ใครๆก็รับรู้กันดีแต่ว่าๆๆๆ จนมาถึงปี 2013 มีนักเขียนชื่อดังคนหนึ่งชื่อว่า "ราวี เอ็ม ซิงห์"
( สรุปชื่อ ราวี เอ็ม ซิงห์
หรือว่าชื่อดังกันแน่ อะล้อเล่งงง😂)
เขาได้เขียนในบทความที่มีชื่อว่า
"การบูชายัญสัตว์ที่เกิดขึ้น 5 ปีต่อหนึ่งครั้ง
บนเส้นทางของการฆ่าสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก"
เขาได้บอกเอาไว้ในบทความของเขาว่า...
"ตำนานของเทศกาลคฒิมาอีที่ทุกคนรับรู้กันนั้นผิดเพี้ยนไปจากเดิมมากๆ ทั้งทางปฏิบัติและคำบอกเล่า"
"ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่จำเป็นต้องมีการนองเลือดกันมากมายถึงเพียงนี้เลย"
และเขาก็ได้เล่าถึงตำนานดั้งเดิมของการบูชาพระคฒิมาอีเอาไว้ว่า...
ย้อนกลับไปเมื่อ 900ปีก่อน ณ เมืองบาริยะปุระ
มีชาวบ้านคนหนึ่ง เขามีความเคารพต่อองค์ทวยเทพและเทพี และเขาก็เป็นคนที่จิตใจดีมากๆด้วย
เขามีนามว่า "บากวัน ชาอุฒารี"
วันหนึ่งบ้านของเขาถูกโจรบุกปล้น โชคดีที่ชาวบ้านแถวนั้นช่วยกันจับโจรไว้ได้ และสุดท้ายพวกโจรก็ถูกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์และฆ่าชดใช้ความผิด
ตัวบากวันเองรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก เขากลัวว่าชาวบ้านที่เข้ามาช่วยเขาจะถูกลงโทษข้อหาฆ่าคนตาย
เขาจึงเข้ามอบตัวรับความผิดแทนและถูกส่งตัวไปจองจำที่คุกนักคูในกาฐมาณฑุ
คืนหนึ่งในคุกที่มืดมิดสนิทนาน พระแม่คฒิมาอีได้มาหาเขาในฝัน และในคืนต่อมา พระแม่คฒิมาอีก็บอกให้เขาพาพระนางไปยังเมืองบาริยะปุระ และให้พาไปดูที่เกิดเหตุด้วย
พระแม่คฒิมาอีใช้พลังอำนาจปลดปล่อยเขาออกมาจากคุกด้วยการหยิบก้อนดินจากใต้ฝ่าเท้าของนางโปรยไปยังผ้าคลุมหัว และบากวันก็ได้กลับมายังหมู่บ้านของเขาทันที
พระแม่คฒิมาอีบอกกับบากวันว่า...
"เพื่อเป็นการตอบแทนที่ข้าช่วยเจ้าไว้ เจ้าจงทำการบูชายัญมนุษย์จำนวน 5 คนในทุกๆปี"
แต่ทว่าบากวันนั้นทำไม่ได้
เขาจึงเสนอต่อพระแม่คฒิมาอีว่า...
"ข้าไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ข้าขอเป็นการบูชายัญสัตว์ 5 สายพันธ์ุ ได้แก่ หนู หมู ไก่ แพะ และควายให้ทุกๆ 5 ปี เพื่อเป็นการทดแทน"
แต่ทว่า...
การที่มนุษย์ธรรมดาต่อรองกับเทพีผู้มีอำนาจเหนือมากกว่า นับเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์
พระแม่คฒิมาอีบันดาลให้เด็กและหนุ่มสาวใน
บาริยะปุระล้มป่วยและตายราวกับผักปลา
บากวันได้ทำการขอร้องพระแม่คฒิมาอีอีกครั้งว่าจะหามนุษย์มาให้ แต่หยุดทำร้ายคนอื่นๆเถิด
แต่ในโชคร้ายก็ยังมีโชคดี...
มีชาวบ้านผู้หนึ่งที่มาจากหมู่บ้านอื่นได้เข้ามาช่วยเหลือ และอาสาหลั่งเลือดจำนวน 5 หยด นั่นก็คือ เลือดจากอก ลิ้น ใต้ตา ต้นขา และแขน เพื่อบูชายัญแทนชีวิต
และนั่นก็ทำให้บาริยะปุระรอดพ้นจากภัยร้ายที่มาจากพระแม่คฒิมาอีไปได้ และนี่ก็คือตำนานเก่าแก่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเทศกาลนี้
แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงได้ทำให้ทุกอย่างนั้นเปลี่ยนไปมาก ตำนานผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวจนกลายเป็นความเชื่อที่ว่า...
ถ้าหากใครอยากให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ได้รับความมั่งคั่งและสุขภาพที่ดี จะต้องนำสัตว์ 5 ชนิดมาบูชาแก่พระแม่คฒิมาอี
โดยสัตว์ใหญ่สุดอย่างควายจะนำมาซึ่งความสุขระดับสุดในหมู่สัตว์ทั้งหลาย
และก็ได้กลายเป็นว่าเทศกาลนี้ก็เน้นเชือดสัตว์ใหญ่ไปอีกต่างหาก
มีการคัดสรรคนเพื่อทำหน้าที่เป็นเพชฌฆาตเพื่อตัดหัวสัตว์ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี เช่นในปี 2015 มีจำนวนสัตว์ร่วม 5 แสนตัวจากกว่าหมื่นแสนครอบครัวที่ซื้อมาถวายแก่วัดคฒิมาอีในเมืองบาริยะปุระถูกบูชายัญ
จนเทศกาลนี้ได้ชื่อว่าเป็นเทศกาลที่โหดร้ายและนองเลือดมากที่สุดโลก
แต่ๆๆๆ โชคยังดีนะครับ ที่ในที่สุด
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 รัฐบาลเนปาลได้ประกาศห้ามเทศกาลนี้อย่างเป็นทางการครับ
โดยนักพิทักษ์สิทธิสัตว์ได้กล่าวว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะก่อนหน้านั้นมีการโต้เถียงและขอให้ยุติการทารุณกรรมสัตว์เป็นเวลายาวนานหลายปี
และในที่สุดทุกอย่างก็จบสิ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม 2015 ปิดฉากเทศกาลอันโหดร้ายนี่ไปสักที
ถ้ามองในอีกแง่หนึ่ง ผมคิดว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
คงไม่ใช่พระแม่ เทพเจ้า หรือว่าปีศาจใดๆ แต่เป็นมนุษย์อย่างเราๆนี่เอง จากเรื่องราวนี้ก็ทำให้รู้ว่า...
ความเชื่อเล็กๆน้อยๆที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตนก็สามารถก่อให้เกิดความสูญเสียมหาศาลได้
แต่อย่างไรก็ดี มนุษย์ทุกคนไม่ได้เหมือนกันเสียทุกคน เพราะยังมีมนุษย์ดีๆอยู่ โลกจึงยังคงน่าอยู่เช่นเดิม
3
และตอนนี้เรื่องราวอันโหดร้ายก็สิ้นสุดลงไปแล้ว เหลือเพียงเรื่องเล่าและภาพถ่ายพอให้คนรุ่นปัจจุบันและรุ่นหลังๆได้อ่านได้เรียนรู้กันสืบต่อไป
คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องราวของเทศกาลคฒิมาอี สามารถคอมเมนต์พูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ หรือมีอะไรที่จะติชมกัน ก็ยินดีรับความเห็นครับ
ถ้าชอบก็อย่าลืมกดไลค์ กดเลิฟ กดว้าว ฯลฯ
ชอบมากๆกดแชร์ให้กันหน่อยนะครับ
อย่าลืมติดตามเพจเรื่องเล่าในความมืดด้วยล่ะ
จะได้กลับมาเจอกันบ่อยๆครับ
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ
เรียบเรียงและเล่าเรื่อง : เรื่องเล่าในความมืด
⏳10/6/63✒️
  • 57

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา