When one door closes , another opens
เมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง ประตูอีกบานหนึ่งจะเปิดเสมอ
สำนวนข้างต้นนี้ อาจจะนิยามได้หลายแบบแต่ในบทความนี้จะนิยามมันถึงคำว่า “ความสุข”
“ ความสุข ” คืออะไรกันแน่? คำว่าความสุขที่เราทุกคนเคยได้ยินกันนั้น แม้ว่าในหนังสือหลายๆเล่ม ในบทความหลายๆบทความหรือแม้แต่ใครก็ตามที่พูดถึงเรื่องของความสุข ซึ่งแต่ละอย่างที่กล่าวมาถึงนี้ก็ให้นิยามของคำว่า “ ความสุข ” แตกต่างกันออกไป
บางหนังสือก็บอกว่า ความสุข คือการมีชีวิตที่ดี การมีฐานะทางการเงินที่ดี มีสุขภาพจิตสุขภาพกายที่ดี แต่บางหนังสือก็อาจจะบอกว่า ความสุข คือการ มีความสัมพันธ์ที่ดี มีหน้าที่การงานที่ตนเองชอบ หรืออะไรอีกต่างๆนาๆ ในบทความนี้ผมคงจะไม่พูดถึงคำว่า ความสุข คืออะไร?
แต่ผมจะมาเล่าถึงคำว่า คนที่มีความสุขเขาเป็นยังไง?
ทุกๆคิดว่า คนที่มีความสุขเขาเป็นคนยังไง?
หลายๆคนอาจจะคิดว่า คนที่มีความสุข เป็นคนที่โลกสวยหรือเปล่า? หรือ เป็นคนที่เห็นปัญหาแล้วยิ้มรับมันรึปเปล่า? คำตอบคือ เปล่าเลย คนทุกคนที่เห็นปัญหา มันก็ต้องเครียดกันทุกคนแหละ จริงไหม? ตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดเจอรถติด มีใครชอบบ้างไหม ? (ถ้าไม่นับเวลาเรากำลังอยู่ในรถกับคนที่เรากำลังจะจีบ)
แต่โดยปกติแล้วไม่มีใครที่ชอบหรอก รถติดอะ คนที่มีความสุขก็เช่นกัน เขาไม่ได้ชอบปัญหาหรอก เขาไม่ได้ชอบรถติดหรอก แต่คนที่มีความสุขเขาเป็นคนที่ “รู้จักการตอบสนองทางบวกกับปัญหา” มากกว่า และคนที่มีความสุขกับคนที่มีความทุกข์ มันเกิดขึ้นหลังจากการตอบสนองกับต่อสิ่งนั้นต่างหากหล่ะ
ตัวอย่างเช่น รถติด ถ้าเราเอาแต่บ่นว่า ทำไมรถมันติดจัง เมื่อไหร่จะได้ไปสักทีติดโคตรนานเลย แม่งไม่น่ามาทางนี้เลยต่างๆนา แต่กับอีกคนหนึ่ง ถ้าเกิดเห็นรถติด แต่คิดว่า รถติดนี้มันทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง ได้คิดทบทวนตัวเอง ทำให้เราได้ฟังสิ่งดีๆจาก Podcast จนจบ เห็นไหมครับว่า เหตุการณ์เหมือนกันแต่การตอบสนองที่แตกต่างกัน ความสุข กับ ความทุกข์ ก็แตกต่างกัน ดังคำกล่าวที่ว่า..
When one door closes , another opens
เมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง ประตูอีกบานหนึ่งจะเปิดเสมอ แต่คนเราส่วนใหญ่มักจะไปมองประตูบานที่ปิด โดยที่ไม่รู้ว่ายังมีประตูอีกบานหนึ่งที่เปิดรอเราอยู่เสมอ ไม่ต้องมองตรงไหนไกลเลย ลองมองสิ่งที่ใกล้ตัว เช่น
สถานการณ์โควิท-19 ที่เกิดขึ้น ผมมานั่งคิดกับตัวเองว่า ถ้าไม่มีโควิทนี้ ตัวเองก็คงได้ไปฝึกงานที่ดีๆ ที่ตัวเองชอบ จบมาก็อาจจะทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็นนุ้นนี้และชอบบ่นกลับตัวเองว่า โรคนี้มันจะมาทำไม ถ้าไม่มาป่านนี้คงได้นุ้นได้นี้ต่างๆนาๆแล้ว
แต่พอลองกลับมาย้อนมองตัวเองตอนนี้ก็ทำให้รู้ว่าพอมีสถานการณ์เกิดขึ้น มันทำให้เราได้มีชีวิตอยู่กับตัวเองมากขึ้น รักตัวเองมากขึ้น ได้ทดลองทำอะไรหลายๆอย่างที่ตัวเองไม่เคยๆทำมาก่อน เช่น
ได้เปิดใจพูดคุยกับคนในครอบครัวมากขึ้น ได้ลองเขียนบทความ อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ มีเวลาศึกษาในสิ่งที่ตัวเองชอบ ทำอาหาร เรียนคอร์สออนไลน์ และได้พัฒนาตัวเองอีกหลายๆอย่าง ฯลฯ
จริงๆแล้วสถานการณ์นี้อาจจะนำไปสู่โอกาสอีกหลายๆโอกาสที่ดีกว่าก็เป็นได้หรือมีประตูอีกหลายบานที่ยังเปิดอยู่ เพียงแต่ว่า... เราไปโฟกัสกับประตูบานที่ปิดแต่เราไม่ได้เหงยมองดูประตูบานที่เปิดออก แค่นั้นเอง
ขอบคุณเพื่อนๆทุกๆคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ 🙏 อย่าลืมกดติดตามเป็นกำลังใจให้กันด้วยนะครับ ขอบคุณมากๆครับ
  • 15
โฆษณา