13 มิ.ย. 2020 เวลา 09:19 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ทางเลือกการรักษาภาวะมีบุตรยาก
มุสลิมมักจะรู้จักเทคโนโลยีที่ช่วยในการเจริญพันธุ์น้อยมาก ซึ่งส่วนมากจะรู้จักเพียงแค่การทำกิ๊ฟท์และเด็กหลอดแก้วเพียงเท่านั้น
อะไรคือการทำเด็กหลอดแก้ว? แล้วแตกต่างอย่างไรกับการทำกิฟท์ (GIFT)?
ในการทำกิฟต์และการทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องมีการเก็บไข่และอสุจิออกมาจากร่างกายของพ่อและแม่ก่อน ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสาเหตุส่วนใหญ่ที่พ่อและแม่มีลูกไม่ได้และหันมาใช้วิธีนี้มักมาจากการที่ฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายมีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับท่อนำไข่ เยื่อบุมดลูก หรืออสุจิไม่แข็งแรง ดังนั้น แพทย์จึงจำเป็นต้องนำอสุจิและไข่ออกมาก่อนเพื่อเตรียมพร้อมต่อการกระบวนการปฏิสนธิในขั้นตอนต่อไป
สำหรับวิธีการที่ใช้ในการทำกิฟต์และเด็กหลอดแก้ว จะมีความเหมือนกันในระยะแรก ๆ ของการเก็บไข่และอสุจิ โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. แพทย์จะมีการใช้ยากระตุ้นเพื่อให้เกิดการตกไข่ของฝ่ายหญิง ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้ได้ไข่จำนวนหลาย ๆ ใบ โดยมักจะฉีดยาต่อเนื่องเป็นประจำ ประมาณ 10 – 12 วัน แล้วแต่การตอบสนองของแต่ละคน
2. เมื่อไข่ที่ตกมาสุกเต็มที่แล้ว แพทย์จะทำการเจาะเก็บไข่จากฝ่ายหญิง พร้อมทั้งเก็บอสุจิจากฝ่ายชายในวันเดียวกัน
โดยในการทำกิฟต์นั้น แพทย์จะนำเอาไข่และอสุจิที่เตรียมไว้ใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ของฝ่ายหญิงผ่านการผ่าตัดเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิภายในร่างกาย (การทำกิฟต์จึงวิธีที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด)
ส่วนการทำเด็กหลอดแก้ว แพทย์จะนำไข่และอสุจิที่ได้ไปทำการปฏิสนธิกันในห้องปฏิบัติการ (สาเหตุที่เรียกว่าเด็กหลอดแก้วเพราะการปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการในวัสดุที่คล้ายกับหลอดแก้ว) พร้อมกับฉีดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนให้กับฝ่ายหญิงเพื่อเตรียมมดลูกให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ โดยเมื่อตัวอ่อนที่ได้จากการปฏิสนธิมีความแข็งแรงพอแล้ว แพทย์จะฉีดตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูกเพื่อให้การตั้งครรภ์เป็นไปตามขั้นตอนต่อไป
สรุปง่าย ๆ ก็คือ การทำกิฟต์กับการทำเด็กหลอดแก้วมีขั้นตอนในการเก็บไข่และอสุจิที่เหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่า การทำกิฟต์จะคล้ายเคียงกับวิธีธรรมชาติที่สุดตรงที่มีการนำไข่และอสุจิเข้าไปปฏิสนธิภายในร่างกายของฝ่ายหญิง ส่วนการทำเด็กหลอดแก้วจะเป็นการนำไข่และอสุจิออกมาปฏิสนธิภายนอกร่างกายจนเกิดเป็นตัวอ่อนก่อนแล้วจึงนำไปฝังไว้ในมดลูกของเพศหญิงนั่นเอง
จริง ๆ แล้ววิทยาการต่าง ๆ ที่นำมาใช้รักษาภาวะผู้มีบุตรยากนั้นมีหลากหลายวิธี อันได้แก่
1) การฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกหรือ IUI (intrauterine insemination)
2) การผสมเทียม หรือ ICI (Intracervical)
1
3) การย้ายตัวอ่อน หรือ ET (Embryo Transfer)
4) เป็นการปฏิสนธินอกร่างกาย หรือ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection)
5) พีซ่า (PESA = PERCUTANEOUS EPIDIDYMAL SPERM ASPIRATION) คือ การใช้เข็ม แทงผ่านผิวหนังบริเวณอัณฑะเข้าไปในท่อพักน้ำเชื้อ แล้วดูดตัวอสุจิออกมา
6) มีซ่า (MESA = MICROSURGICAL EPIDDYMAL SPERM ASPIRATION) คือ การผ่าตัดเข้าไปหาท่อพักน้ำเชื้อส่วน EPIDIDYMIS แล้วจึงใช้เข็มแทงเข้าไป และดูดตัวอสุจิออกมา
7) ทีซ่า (TESA = TESTICULA SPERM ASPIRATION) คือ การใช้เข็มแทงผ่านผิวหนังบริเวณอัณฑะเข้าไปในลูกอัณฑะ แล้วดูดตัวอสุจิออกมา
8) ทีซี่ (TESE = TESTICULAR BIOPSY SPERM EXTRACTION) คือ การผ่าตัดเอาเนื้ออัณฑะออกบางส่วน แล้วแยกตัวอสุจิที่ค้างอยู่ในเนื้ออัณฑะออกมา
ซึ่งแต่ละวิธีนั้นก็จะมีความเหมือนและแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อย ก็แล้วแต่ว่าใครจะทำด้วยวิธีไหน
แต่ในหัวข้อนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องการทำเด็กหลอดแก้วกัน (ก็จะใช้วิธีการคล้าย ๆ กันเกือบทั้งหมด) หลักการอิสลามจะว่าอย่างไรกับประเด็นทางการแพทย์นี้ ซึ่งการทำเด็กหลอดแก้วนั้น ก็มีทั้งทำได้ และทำไม่ได้
สถาบันชี้ขาดปัญหาศาสนาประเทศอียิปต์ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า :
การตั้งครรภ์โดยใช้วิธีการนำไข่และอสุจิฉีดเข้าไปในหลอดแก้ว หลังจากนั้นก็จะนำตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูกของภรรยาเพื่อให้การตั้งครรภ์เป็นไปตามขั้นตอนต่อไปไม่เป็นที่ต้องห้ามตามหลักศาสนาแต่อย่างใด หากมีการตรวจสอบอย่างมั่นใจว่าไข่นั้นมาจากตัวภรรยาและอสุจิมาจากสามี ซึ่งการจะทำเด็กหลอดแก้วนั้น จะต้องไม่มีการเปลี่ยนอสุจิหรือไข่ หรือผสมปนเปกับของผู้อื่น และสองสามีภรรยาจะต้องมีความต้องการอย่างมากที่จะต้องใช้วิธีการดังกล่าวจนต้องหาวิธีรักษาภาวะการมีบุตรยาก เช่น การป่วยของภรรยาหรือสามีเอง หรือภรรยาไม่อาจตั้งครรภ์ได้นอกจากจะใช้วิธีนี้เท่านั้น (ซึ่งมีหลาย ๆ สาเหตุที่ทำให้บางคู่ต้องหันมาพึ่งเทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์)(1)
สถาบันชี้ขาดปัญหาศาสนาประเทศจอร์แดนก็ได้ให้ข้อมูลไว้เช่นกันว่า :
การตั้งครรภ์โดยใช้วิทยาการสมัยใหม่ที่ไม่ได้เป็นวิธีธรรมชาติ ดังเช่น การทำเด็กหลอดแก้วนี้ไม่เป็นที่อนุญาติ นอกจากจะมีเหตุอันควรเท่านั้น และเงื่อนไขอนุญาตในการที่จะทำเด็กหลอดแก้วได้นั้น ไข่และอสุจิจะต้องมาจากสามีภรรยา(2)
และได้มีมติจากทางสภานิติศาสตร์อิสลามนานาชาติแห่งองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ไว้ว่า :
ทางสภานิติศาสตร์อิสลามนานาชาติได้มีการจัดตั้งวาระการประชุมในรอบที่ 3 ณ เมืองอัมมาน เมืองหลวงของราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดนจากวันที่ 8 - 13 เดือนศอฟัร ฮ.ศ. 1407 ตรงกับวันที่ 11 - 16 เดือนตุลาคม ค.ศ. 1986
หลังจากทบทวนงานวิจัยที่มีการนำเสนอในหัวข้อเรื่อง การทำเด็กหลอดแก้วและฟังรายละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญและแพทย์หลาย ๆ ท่าน และหลังจากที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งก็เป็นที่กระจ่างแก่ทางสภาว่า แนวทางในการทำเด็กหลอดแก้ว ณ วันนี้ (คือในช่วงปี 1986) มีทั้ง 7 รูปแบบด้วยกัน
มติออกดังนี้
ประการที่หนึ่ง : 5 รูปแบบจากทั้ง 7 รูปแบบนั้น เป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักการศาสนา อันได้แก่
รูปแบบที่หนึ่ง : การนำอสุจิมาจากสามีและไข่มาจากสตรีอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาตัวเอง หลังจากนั้นก็ฉีดตัวอ่อนไปยังภรรยาตัวเอง
รูปแบบที่สอง : การนำอสุจิมาจากคนอื่นที่ไม่ใช่สามีตัวเองและนำไข่มาจากภรรยาตนเอง จากนั้นก็ฉีดตัวอ่อนเข้าไปยังมดลูกของภรรยา
รูปแบบที่สาม : การนำไข่และอสุจิของสามีภรรยาออกมาปฏิสนธิภายนอกร่างกายจนเกิดเป็นตัวอ่อน หลังจากนั้นก็ฉีดตัวอ่อนเข้าไปยังมดลูกของหญิงที่รับการอุ้มบุญโดยสมัครใจ (หรือมีค่าจ้าง)
รูปแบบที่สี่ : การนำไข่และอสุจิของบุคคลอื่นมาปฏิสนธินอกร่างกายจนเกิดเป็นตัวอ่อน และหลังจากนั้นก็ฉีดตัวอ่อนเข้าไปยังมดลูกของภรรยา
รูปแบบที่ห้า : การนำไข่และอสุจิของสามีภรรยาออกมาปฏิสนธิภายนอกร่างกายจนเกิดเป็นตัวอ่อน หลังจากนั้นก็ฉีดตัวอ่อนเข้าไปยังมดลูกของภรรยาอีกคน
ประการที่สอง : ในรูปแบบที่หกและรูปแบบที่เจ็ดนั้นถือว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใดในการจะทำเด็กหลอดแก้ว โดยจะต้องมีความจำเป็นด้วยหากต้องการจะทำ ซึ่งจะต้องเน้นว่าการใช้วิธีดังกล่าวนี้ต้องมีความจำเป็นอย่างที่สุด อันได้แก่
รูปแบบที่หก : การนำไข่และอสุจิของสามีภรรยาออกมาปฏิสนธิภายนอกร่างกายจนเกิดเป็นตัวอ่อน หลังจากนั้นก็ฉีดตัวอ่อนเข้าไปยังมดลูกของภรรยา
รูปแบบที่เจ็ด : นำน้ำเชื้อของสามีมาฉีดเข้าโพรงมดลูกในเวลาที่ภรรยาใกล้หรือกำลังตกไข่ (วิธีนี้ปัจจุบันเรียกว่าการผสมเทียมโดยการฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก : IUI (Intrauterine Insemination) ซึ่งจะไม่เรียกว่าการทำเด็กหลอดแก้ว เพราะวิธีที่เจ็ดนี้เป็นการปฏิสนธิในร่างกายมากกว่า แตกต่างกับเด็กหลอดแก้วที่ปฏิสนธินอกร่างกายก่อน)(3)
2
ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ที่ไม่สามารถทำได้ (โดยเฉพาะรูปแบบที่ 5 ซึ่งมีการขัดแย้งกันอยู่ว่าทำได้หรือไม่ นักวิชาการส่วนใหญ่จะเอนเอียงไปทางไม่ได้เสียมากกว่า) นั้น ก็เนื่องจากว่า จะทำให้เกิดการปะปนทางเชื้อสาย เมื่อเกิดการปะปนเช่นนั้นแล้วก็จะมีปัญหาเรื่องการแบ่งมรดกตามมา แล้วผู้มีสิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูก
หลักการทางบทบัญญัติทั่วไปที่จำเป็นต้องรู้ คือ
1-การเปิดเผยของพึงสงวนโดยที่ไม่มีความจำเป็นนั้นเป็นสิงต้องห้ามทุกกรณี ยกเว้นว่าจะมีวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยบทบัญญัตินิติศาสตร์ที่อนุญาตให้เปิดเผยได้ และเปิดเผยเท่าที่มีความจำเป็นเท่านั้น
2-หากต้องการรักษาอาการเจ็บป่วยที่เป็นอันตรายต่อตัวเองหรือรักษาสภาพที่ผิดปกติในร่างกาย ซึ่งอาการที่ทำให้รู้สึกไม่สบายเหล่านี้ อนุญาตให้ทำการรักษาได้ (และสมควรที่จะรักษาให้หาย)
3-หากเป็นไปได้ก็ให้เลือกแพทย์ที่เป็นสตรีที่สามารถไว้ใจได้หรือหาหมอที่เป็นมุสลิมและสามารถเชื่อถือได้ (ถ้าเป็นไปได้) (4)
ข้อสรุป
การทำเด็กหลอดแก้วนั้นสามารถที่จะทำได้ แต่ต้องเป็นรูปแบบที่บอกไปแล้วเท่านั้น ปัจจุบันก็มีหลากหลายวิธีที่สามารถช่วยผู้มีภาวะบุตรยากให้มีบุตรได้ ซึ่งก็พิจารณาตามความเหมาะสม เช่น การทำอิ๊กซี่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ปัจจุบันล้ำสมัยที่สุดในการรักษาการมีบุตรยาก ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยในการรักษาสำหรับผู้มีบุตรยาก โดยจะคัดเชื้ออสุจิที่สมบูรณ์แข็งแรงจำนวนเพียงหนึ่งตัวโดยไม่รอให้เกิดการปฏิสนธิกันเอง
และทางเลือกในการรักษาผู้มีบุตรยากนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะมีแค่การทำกิ๊ฟท์หรือเด็กหลอดแก้วเพียงเท่านั้น ซึ่งก็ได้ระบุไว้แล้วในต้นเรื่องถึงรูปแบบต่าง ๆ เกี่ยวกับวิทยาการและเทคโนโลยีในการช่วยรักษาภาวะการมีบุตรยาก ซึ่งการทำกิ๊ฟท์หลายท่านคิดว่ามีการนิยมทำกันมากมาย แต่ปัจจุบันไม่นิยมทำกันแล้ว เนื่องจากมีเทคโนโลยีของเด็กหลอดแก้วและอิ๊กซี่ที่ให้ความสำเร็จมากกว่าและปลอดภัยกว่า
เพียงแต่มุสลิมนั้นมักจะรู้จักสองวิธีนี้เสียมากว่า
อ้างอิง :
บรรณานุกรม :
โฆษณา