14 มิ.ย. 2020 เวลา 01:00
- เมื่อความรัก "ไม่ใช่" เรื่องของคนสองคนอีกต่อไป -
" คุณเชื่อไหมล่ะว่า...ความรักเป็นเรื่องของคน 2 คนเท่านั้น??? "
ใช่ เมื่อก่อนเราเชื่อนะ แต่ตอนนี้เมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยที่พอจะสร้างครอบครัวได้ มันกลับทำให้ตระหนักได้มากขึ้น ต้องมองให้รอบด้าน นอกจากความสุขของตนฝ่ายเดียว
เรื่องที่เราจะนำมาเล่าในวันนี้เป็นเรื่องของเพื่อนเราเอง....โดยมีเราที่เป็นคนรับฟัง(อีกครั้ง) แม้นคราวนี้จะผ่านทางข้อความ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความอึดอัด ความเครียด และความไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แม้จะพยายามแก้ไขด้วยตนเองอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่สัมฤทธิ์ผล
.
.
จึงได้เกิดเป็นบทสนทนาปราศัย ระบายความอัดอั้นตันใจให้รู้สึกดีขึ้น
ด้วยความเป็นเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน เคยได้ยินเรื่องราวความรักมาราธอนของคู่นี้มานานหลายปี เพราะทั้งคู่คบกันตั้งแต่สมัยม.ต้น จนถึงปัจจุบัน รวมๆ แล้วก็
เกือบ 10 ปีได้
เราเป็นคนนึงที่เคยอิจฉาในความรักของคู่นี้ แม้ตัวจะอยู่ห่างกัน แต่ต่างฝ่ายก็พยายามหาทางมาเจอกันจนได้ ทั้งคู่จะต้องโทรคุยกันทุกวัน จะมากน้อยไม่
สำคัญ ขอแค่ได้มีเวลาให้ได้ยินเสียง ได้เล่าแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวันให้กันและกันฟังก็พอ
น่ารักใช่ไหมล่ะ...เราเองก็คิดเช่นนั้นเช่นกัน สำหรับคู่นี้แล้ว ระยะทางที่ห่างกัน เพราะวิถีการใช้ชีวิตที่แตกต่าง ไม่ถือเป็นปัญหาแต่อย่างใด แต่ที่เป็นเรื่อง
หนักใจให้กับเพื่อนเรานั้น คือ ความหวงลูกสาวของพ่อแม่มากกว่า
เมื่อโรคโควิด-19 เป็นเหตุทำให้ต้องหยุดการเรียนการสอน เพื่อนจึงต้องกลับบ้านต่างจังหวัด และความโชคดี คือ บ้านแฟนอยู่ใกล้ๆ กัน
และประเด็นที่ทำให้เกิดการทะเลาะภายในครอบครัว เกิดความอึดอัด จนรู้สึกแย่ เพราะคู่รักคู่นี้ ไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันตามลำพังเลย
แม้พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะรู้จักแฟนลูกสาวแล้วก็ตาม มาบ้านก็บ่อยครั้ง แต่พักหลังๆ นี้ ความรู้สึกมันแตกต่างกันออกไป พวกเขาไม่ยอมให้ลูกสาวได้ไปไหนกับแฟนสองต่อสอง
แฟนจะพาไปดินเนอร์หรูๆ ท่ามกลางแสงเทียน ก็ไม่อนุญาต และบอกให้ซื้อมากินที่บ้านด้วยกันนี่แหละ เดี๋ยวแม่จะจุดเทียนให้ก็ได้.....
อย่างมากที่สุด ก็ทำได้แค่เดินเล่นในสวนหมู่ของหมู่บ้าน โดยมีน้องชายที่แม่ส่งมาเป็นสปายคอยสอดส่องทุก 10 นาที
ทั้งคู่คบกันมาเกือบ 10 ปี ด้วยความบริสุทธิ์ใจทั้งสองฝ่าย ต่างคนต่างตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเอง ฝ่ายชายก็พยายามเก็บเงินสร้างตัว ซื้อบ้าน ซื้อรถ แม้จะบอกแม่ผู้หญิงว่า ข้าวของที่ซื้อตัวเองก็พร้อมจะโอนให้ฝ่ายหญิงก็ตาม แต่ก็โดนตอกกลับอย่างไม่ใยดีว่า ถ้าลูกตัวเองอยากได้ก็ให้ไปซื้อเอง
ตัวลูกสาวและแม่ก็เริ่มทะเลาะกันหนักขึ้นเรื่อยๆ แม้จะพยายามปรับทัศนคติ หรือให้เหตุผลต่างๆ นานา แต่ก็ไม่ช่วยให้ผู้เป็นแม่ใจเย็น และยอมอ่อนข้อให้ลูกสาวบ้างเลย
ที่ผ่านมา คบกันตั้งแต่ม.ต้น จนถึง เรียนจบปริญญาตรี แม่ไม่ได้ให้การยอมรับ
ว่า กำลังคบกัน ซึ่งพอทั้งคู่โตขึ้น ก็อยากจะขยับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น เริ่มมีการคุยเรื่องการแต่งงาน วางแผนอนาคตมากมาย และพยายามหาเวลามาอยู่ด้วยกันให้มากขึ้นเรื่อยๆ
แต่สิ่งที่ทั้งคู่ทำ กลับทำให้พ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่พอใจ ถึงได้ว่าลูกสาวว่าลูกสาวเองว่า ตั้งแต่มีแฟนก็เสียคนเลยนะ ทั้งๆ ที่ก็ทำตัวปกติ ไม่ได้ออกไปไหน
มีแต่ฝ่ายชายที่เทียวไปเทียวมาที่บ้าน ไม่เคยค้างอ้างแรม มีแค่พูดคุยเล่น กินข้าว แล้วก็แยกย้ายกันไป
พอเราฟังมาถึงตรงนี้...ยอมรับนะว่า แอบมีเอนเอียงไปทางไม่เห็นด้วยที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงทำ รู้สึกอึดอัดเช่นกัน ทั้งๆ ที่ก็โตๆ กันแล้ว แต่ยังคงถูกบังคับกักเกณฑ์ให้เป็นไปตามเส้นทางที่ตนเองวางไว้
แต่ก็ต้องยอมรับว่า เพื่อนเราเองก็ยังศึกษาอยู่ ยังไม่ได้ทำงาน ใช้ชีวิตด้วยตัวเองอย่างจริงจัง ยังคงต้องการเงินเลี้ยงดู ส่งเสียจากพ่อและแม่ เพราะพวกท่านก็วางแผนอยากจะให้การศึกษากับลูกให้ได้มากที่สุดเท่าที่พวกเขาจะให้
ได้...นั่นคือ ปริญญาเอก
ในเมื่อพ่อแม่เอ่ยปากมาแล้วว่า....ยังไม่แต่งงานกัน ทั้งคู่ก็ทำได้เพียงเท่านี้
แหละ ต้องรอให้เรียนจบก่อน (ปริญญาเอก) ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะจบ
ในเร็ววัน
เฮ้อออออ...เราฟังแล้วเราก็เหนื่อยเหมือนกันนะ อาจเป็นเพราะเราพยายามจะฟังอย่างเป็นกลางมากที่สุด อยากจะมองในมุมทั้งสองฝ่าย และให้คำแนะนำที่ไม่ไปกระทบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกินไป
หลังจากเพื่อนได้ระบายออกมาทั้งหมด ก็รู้สึกจะเย็นลงบ้างแล้ว แต่ยังคง
ความไม่เข้าใจในทัศนคติที่ยากจะแก้ของพ่อแม่เธอได้
เราจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสมาธิสักพัก แล้วก็บรรจงพิมพ์ข้อความเหล่านี้ลงไป....
" เราเป็นกำลังใจให้นะ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะเรื่องทัศนคติ หรือมุมมองของคน มันยากที่เราจะไปเปลี่ยน หรือทำให้เขาเปิดใจได้อย่างรวดเร็ว
.
.
เราเองก็ไม่ค่อยเข้าใจในมุมพ่อแม่เท่าไร แต่เรามีน้องสาว พอถึงวัยที่เขาพอจะมีแฟนได้ มันก็ทำให้เค้่าเข้าใจเลยว่า ความรู้สึกหวงมันเป็นยังไง เค้าคิดว่ามันก็คงเป็นอารมณ์เดียวกับพ่อแม่หวงลูกสาว ที่มองไปยังตัวผู้ชาย เอาให้แน่ใจว่า เมื่อตัดสินใจไปแล้ว คนของเราต้องมีความสุข
.
.
อีกอย่างนึงนะ ที่แม่แกบอกว่า ถ้าแกอยากได้อะไรให้ซื้อเอง เช่น รถ จริงอยู่ว่า แฟนแกเป็นคนดีมาก เตรียมทุกอย่างพร้อมเสร็จสรรพ โดยที่แกไม่ต้องทำอะไรเลย แต่เชื่อเถอะ ว่าพวกท่านคิดมากกว่านั้น
.
.
เพราะพ่อแม่ยังไม่เห็นอนาคตของแกเลยไง ว่าสุดท้ายอะ ถ้ามีปัญหากัน แกจะไปต่อยังไง เพราะตอนนี้แกยังไม่ทำงาน ยังไม่เคยใช้ชีวิตด้วยตัวเองจริงๆ
เลย
.
.
ต่อให้ตอนแต่งงานมีพร้อมทุกอย่างจากผู้ชาย แต่พ่อแม่คงไม่มองว่าเป็นสิ่งที่ดีแน่ เพราะท่านอยากให้ลูกดูมีคุณค่า น่าเกรงใจ ลูกของเขาก็เก่งไม่น้อยหน้าอีกฝ่ายเหมือนกัน ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องงาน หาเงินด้วยตัวเองได้ ใช้ชีวิตด้วยลำแข้งตัวเองได้ ไม่ใช่มีพร้อมเพราะผู้ชาย
.
.
มันไม่มีทางรู้ได้เลยถึงอนาคต ซึ่งมันก็มีตัวอย่างมากมายบนโลกใบนี้ จริงอยู่
ว่า ผู้ชายเขาไม่คิดเล็กคิดน้อยอะไรเรื่องพวกนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่จะรู้สึก
แย่ รู้สึกด้อยค่า ก็คือคนที่ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองนั่นแหละ "
" มันคงจะดีนะ ถ้าเราได้เริ่มใช้ชีวิตทำงานไวๆ เหมือนคนอื่นบ้าง นี่พ่อแม่ก็จะไม่ยอมให้ทำงานเลยจนกว่าจะเรียนจบเอก
.
.
และต่อให้เราจบโท แล้วหางานทำได้ พ่อแม่ก็ยังไม่ยอมเหมือนกัน เพราะ
กลัวแต่งงานแล้วเราจะเรียนไม่จบเอก "
....เราอ่านแล้วก็เศร้าเหมือนกันนะ คือ มันมีทั้งมุมที่ดีและมุมที่น่าอึดอัด
การกำหนดเส้นทางชีวิตให้ลูก เราคิดว่าพ่อแม่ทำได้ในขณะที่ลูกยังเด็ก
ยังไม่สามารถตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองได้
แต่ในเมื่อลูกโตแล้ว การไปกะเกณฑ์ว่าจะต้องเรียนสูงให้ได้เท่านั้น เท่านี้
ห้ามทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เราคิดว่ามันน่าอึดอัดมากเลย แอบรู้สึกเห็นใจเพื่อนตัวเอง
อยู่ไม่น้อย แต่ทุกคนก็รู้แหละว่าพ่อแม่ท่านหวังดีจริงๆ
เราก็พิมพ์ตอบกลับไปว่า...
" แกรู้ไหมว่า ยังมีอีกหลายคนนะที่เขาอยากเรียนต่อ ปอโท ปอเอก รวมถึง
เค้าด้วย แต่มันก็ใช่ว่าทำตามใจได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม
.
.
แกเป็นเหมือนตัวแทนของพวกเรา เพราะฉะนั้น เราก็อยากให้แกทำให้เต็มที่
ในหน้าที่ตรงนี้ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดก่อน ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้น คงต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ แก้ไขไปทีละจุด และเมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง แกก็จะรู้เองแหละว่าจะต้องทำ
ยังไงต่อไป "
หลังจากพิมพ์ส่งไป ในใจเราก็คิดนะว่า ถ้าอยู่ด้วยกันตอนนี้ คงเอามันมากอด
ให้กำลังใจแล้ว เพราะอย่างที่เคยบอกไปในบทความก่อนหน้าว่า
" หนึ่งปัญหา มีหลากหลายวิธีแก้ มากมายมุมมอง "
ซึ่งมันก็ขึ้นกับแต่ละบุคคลว่าเขาจะจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร
คนนอกอย่างเรา สิ่งที่ทำได้ดีที่สุด คือ การฟังอย่างเป็นกลาง ให้คำแนะนำให้เขาตัดสินได้เอง ไม่โน้มน้าวหรือพูดกระทบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกิดความแตกแยก และไม่ด่วนตัดสินว่า ปัญหาที่คนอื่นเจอนั้นเล็กหรือใหญ่ รวมถึงวิธีแก้ไขปัญหาของเขาด้วย
หลังจากที่พูดคุยกันเพื่อนเราสบายใจขึ้น เขาก็แซวเรากลับว่า..
" แว่น...แกเหมือนอินเซปซั่น (คำแสลง หมายถึง ตัวแทน) ของแม่ชั้น ที่พูดรู้
เรื่องและตรงประเด็น 5555555 มาช่วยสะท้อนความรู้สึกที่แท้จริงของแม่ออกมาได้ "
" 555555 หรออ งั้นถือเป็นเรื่องที่ดี ที่ช่วยปรับความเข้าใจกันได้ :) "
" น่าร๊ากกกกกก " คงอารมณ์ดีขึ้นแล้วนั่นแหละ
หลังบทสนทนาจบไป เราก็คิดกับตัวเอง และภาวนาเป็นกำลังใจลึกๆ ให้เพื่อนรักสามรถผ่านพ้นและแก้ปัญหาตรงนี้ไปได้ โดยปราศจากความร้าวฉานภายในบ้าน
มันก็สะท้อนให้เราคิดหลายอย่างในเรื่องนี้ มันทำให้เราคิดต่อว่า ถ้าอนาคตเราจะมีลูกสักคน เราจะกำหนดเส้นทางให้ลูกแบบนี้ไหมนะ....เราจะเผลอไปบังคับให้เขาเป็นอย่างที่เรามองว่าดีหรือเปล่า
แต่ยังโชคดีที่แฟนมาเตือนสติเอาไว้ เขาบอกว่า ให้ปล่อยไปตามธรรมชาติ
เถอะ คนเราไม่จำเป็นต้องคิดเผื่ออนาคตตลอดเวลาก็ได้ อย่ากลัวว่าจะเกิดสิ่งไม่ดี ไม่งั้นเราจะไม่กล้าทำอะไรเลย
เออเนาะ...มันก็จริงนะ บางทีคิดมากไปมันก็เท่านั้นจริงๆ เอาเวลาทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้ให้ดีที่สุดก็พอ ถ้าปัจจุบันเรายังทำได้ไม่ดี....แล้วอนาคตมันจะเป็นอย่างที่หวังได้ไงล่ะ
" เพราะปัจจุบันเป็นตัวกำหนดอนาคตนี่เนาะ :P "
สวัสดี
#เนิร์ดแว่น
ปล. อย่าลืมนะ ย้ำอีกครั้ง เราขอเป็นคนที่ไม่รู้จัก แต่ปราถนาดีที่จะรับฟังเรื่องราว แล้วนำมาถ่ายทอดเป็นแนวทางให้กับเพื่อนๆ บนโลกใบนี้ของเรา ....
เราจะรอนะ
ติดต่อมาที่ FB page : มีอะไรจะเล่า-บล็อก
.
.
แล้วเจอกัน
โฆษณา