14 มิ.ย. 2020 เวลา 09:43 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
นักประดิษฐ์โลกลืม และมีชีวิตที่ยากลำบากและ
อยู่อย่างโดดเดี่ยวจนถึงวินาทีสุดท้ายของ "ชีวิต"
นิโคล่า เทสล่า
นับกว่า77ปีแล้วที่ชายผู้นี้เสียชีวิตไปท่ามกลางความ
โดดเดี่ยวและยากจนแม้ว่าจะมีงานประดิษฐ์ที่สุดยอดมากมายก็ตาม
ชีวิตของเขานั้นลำบากและน่าสงสารมากจริงๆ หลายคนคงรู้จัก โทมัส อัลวา เอดิสัน แต่น้อยคนนักที่จะรู้จัก
นิโคล่า เทสล่าซึ่งเขานี่เองเป็นคนคิดค้นและกำเนิด ไฟฟ้ากระแส สลับ ที่ใช้กันอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองในปัจจุบัน
ผมจะมาเล่าเรื่องของเขาให้ฟังกัน
1856 เป็นปีที่ชายคนนี้ถือกำเนิดขึ้นเทสลาเป็นชาวเซอร์เบียน-อเมริกันเกิด ที่หมู่บ้าน Smiljan ในจักรวรรดิออสเตรีย เทสลาผูกพันกับไฟฟ้าตั้งแต่เกิด เขาเกิดมาในคืนที่มีพายุสายฟ้าแลบแปลบปลาบ แม่ของเขาเรียกทารกน้อยแรกเกิดว่า “เด็กแห่งแสงสว่าง” พ่อของเทสลาเป็นบาทหลวง แม่มีความสามารถพิเศษในการประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ในบ้านและยังสามารถจำบทกวีมหากาพย์ของเซอร์เบียได้เป็นอย่างดีทั้งที่ไม่เคยได้เรียนหนังสือในโรงเรียน เทสลาบอกว่าความสำเร็จของเขาในฐานะนักประดิษฐ์และความสามารถในการจดจำสิ่งต่างๆได้เหมือนกับถ่ายภาพเก็บไว้ในสมอง รวมทั้งความคิดสร้างสรรค์ของเขานั้นเป็นการถ่ายทอดผ่านทางสายเลือดและอิทธิพลที่ได้รับจากแม่ของเขาเอง
ปี 1861 เทสลาเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนใน Smiljan เรียนได้ปีเดียวก็ต้องย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่อยู่ไม่ไกลกันและเรียนจบชั้นประถมที่นั่น ปี 1870 ย้ายไปเรียนชั้นมัธยมที่เมือง Karlovac ที่นี่เขาได้เริ่มสนใจ “ปรากฏการณ์ลึกลับ” ของไฟฟ้าและอยากเรียนรู้ในพลังอันมหัศจรรย์นี้ ที่โรงเรียนแห่งนี้เทสลาได้ฉายแววความอัจฉริยะด้วยการคิดแก้โจทย์แคลคูลัสยากๆในใจจนอาจารย์ทึ่ง เขาใช้เวลาเพียง 3 ปีเรียนจบหลักสูตร 4 ปีของที่นี่
เทสลากลับบ้านที่ Smiljan ในปี 1873 แล้วเขาติดเชื้ออหิวาตกโรค นอนป่วยอยู่นาน 9 เดือนเกือบตายไปหลายครั้ง พ่อของเขาซึ่งเดิมอยากให้เทสลาบวชเป็นพระ
ได้ให้สัญญากับเขาว่าหากเขาหายดีจะส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนวิศวกรรมที่ดีที่สุด ปีถัดมาเขาเลี่ยงการถูกเกณฑ์ทหารด้วยการหนีไปอยู่ที่เมือง Tomingaj แต่งชุดนายพรานสำรวจป่าตามแถบภูเขา
ปี 1875 เทสลาได้ทุนไปเรียนที่วิทยาลัยโพลีเทคนิคออสเตรียในเมือง Graz ประเทศออสเตรเลีย ปีที่ 2 เทสลาขัดแย้งกับอาจารย์ในเรื่องเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ที่เขาเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีคอมมิวเตเตอร์ ปีเดียวกันเขาต้องสูญเสียทุนการศึกษาไปและกลายเป็นเด็กติดการพนัน ปีที่ 3 เขายังติดการพนันเล่นเสียจนหมดตัวแต่ก็ได้กลับคืนมาใน
ภายหลัง พอถึงเวลาสอบจึงไม่ได้เตรียมตัวสอบ
ขอเลื่อนก็ไม่ได้ เขาไม่ได้รับเกรดเทอมสุดท้ายของ
ปีที่ 3 และ"เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย"
ปี 1881 เทสลาไปทำงานกับ Tivadar Puskás นักประดิษฐ์ชาวฮังการี ในเมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี
เป็นหัวหน้าช่างไฟฟ้าที่ชุมสายโทรศัพท์ในเมือง ปีถัดมาเจ้านายส่งเขาไปทำงานที่กรุงปารีสกับ
Continental Edison Company บริษัทของ
โทมัส เอดิสัน นักประดิษฐ์ชาวอเมริกันผู้โด่งดัง
เขาทำงานในแผนกติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างซึ่งทำให้เขาได้รับประสบการณ์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าอย่างมาก ด้วยความเก่งทั้งด้านวิศวกรรมและฟิสิกส์ เขาจึงได้รับมอบหมายให้ออกแบบและปรับปรุงเจนเนอเรเตอร์ (เครื่องกำเนิดไฟฟ้า) และมอเตอร์ รวมทั้งส่งเขาไปแก้ปัญหาตามสาขาต่างๆของบริษัททั่วทั้งฝรั่งเศสและเยอรมัน
ปี 1884 เจ้านายที่กำกับดูแลงานที่ปารีสต้องกลับไปบริหารงานที่บริษัท Edison Machine Works ซึ่งกำลังทำงานสร้างระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ในกรุงนิวยอร์ก เขาชวนเทสลาไปทำงานด้วย เทสลาจึงย้ายไปอยู่ที่อเมริกาตอนกลางปี และได้ทำงานแก้ปัญหาการติดตั้งระบบไฟฟ้าและปรับปรุงเจนเนอเรเตอร์เหมือนตอนอยู่ที่ปารีส
แต่ทำงานได้แค่ 6 เดือนก็ลาออกไปด้วยสาเหตุที่ยังคลุมเครือ ว่ากันว่าสาเหตุสำคัญเป็นเพราะเอดิสันให้เทสลาปรับปรุงเจนเนอเรเตอร์และมอเตอร์ของเขาที่ประสิทธิภาพต่ำ และบอกว่าจะจ่ายโบนัสให้ 50,000 ดอลลาร์ ถ้าเทสลาทำได้สำเร็จ เมื่อเทสลาทำสำเร็จจริง
เอดิสันกลับ ‘เบี้ยว’ ไม่ยอมจ่าย อ้างว่าแค่พูดเล่นขำๆ
หลังออกจากบริษัทของเอดิสัน เทสลาได้ดำเนินการจดสิทธิบัตรเรื่องระบบไฟอาร์ก (Arc lighting) ที่เป็นระบบไฟแสงสว่างที่นิยมใช้ภายนอกอาคารหรือเป็นไฟ ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ระบบใหม่ของเทสลาได้รับคำชมจากสื่อมวลชนว่าเป็นระบบที่ก้าวหน้าทันสมัยมาก
กลุ่มนายทุนของบริษัทไม่ค่อยสนใจไอเดียของเทสลาเรื่องมอเตอร์และระบบจ่ายไฟฟ้า “กระแสสลับ” จึงไปเปิดบริษัทใหม่และปิดบริษัทของเทสลาโดยไม่เหลือเงินไว้เขาเลย เทสลาเสียสิทธิ์การเป็นเจ้าของสิทธิบัตรเนื่องจากเขามอบให้กับบริษัทแลกกับการถือหุ้นไปแล้ว หลังจากนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของเทสลา เขาต้องไปรับงานซ่อมไฟฟ้าต่างๆและงานขุดร่องน้ำค่าแรงวันละ
“2 ดอลลาร์เพื่อประทังชีวิต”
ปลายปี 1886 เทสลาได้พบกับ Charles Peck และ
Alfred Brown ผู้ซึ่งเชี่ยวชาญในการจัดตั้งบริษัทและ
หาประโยชน์ทางการเงินจากสิ่งประดิษฐ์และสิทธิบัตร
ทั้งสองตกลงสนับสนุนด้านการเงินแก่เทสลาและดูแลเรื่องผลประโยชน์ในสิทธิบัตร พวกเขาได้จัดตั้ง
Tesla Electric Company ขึ้นในปี 1887 แบ่งผลกำไรกันลงตัว เทสลาได้ไปหนึ่งในสาม อีกหนึ่งในสามเป็นของ Peck และ Brown ส่วนที่เหลือเป็นกองทุนสำหรับการพัฒนา พวกเขาได้สร้างห้องแล็บให้กับเทสลาในนิวยอร์กซึ่งเป็นที่ที่เทสลาได้ประดิษฐ์และพัฒนาอุปกรณ์ชนิดใหม่มากมาย ผลงานการประดิษฐ์และการพัฒนาที่สำคัญของเทสลา ได้แก่
"ระบบไฟฟ้ากระแสสลับ" แม้ว่าเทสลาจะไม่ใช่คนแรกที่คิดค้นหรือพัฒนาไฟฟ้ากระแสสลับ แต่ระบบที่เขาออกแบบและพัฒนาขึ้นซึ่งประกอบด้วยเจนเนอเรเตอร์ หม้อแปลงไฟฟ้า สายส่ง และระบบจ่ายไฟมีประสิทธิภาพสูงและราคาถูก จึงเป็นที่นิยมใช้แพร่หลายทั่วโลก
เมื่อเทสลาพัฒนามอเตอร์เหนี่ยวนำที่ทำงานกับไฟฟ้ากระแสสลับสำเร็จในปี 1887 นับเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกระแสไฟฟ้า (The War of Currents) บริษัท Westinghouse Electric & Manufacturing Company ของจอร์จ เวสติงเฮาส์ วิศวกรและนักธุรกิจชาวอเมริกัน ได้ซื้อลิขสิทธิ์มอเตอร์เหนี่ยวนำและแบบหม้อแปลงไฟฟ้าของเทสลา รวมทั้งจ้างเทสลาไปเป็นที่ปรึกษาด้วยค่าจ้างสูงลิ่ว 2,000 ดอลลาร์ต่อเดือน เพื่อไปสร้างโรงไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) แข่งกับบริษัท Edison Electric Light Company ของเอดิสันที่ใช้ระบบไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ซึ่งเป็นเจ้าตลาดอยู่ในขณะนั้น
“ค่อยเล่าต่อบทความหน้า”
ผู้คิดค้นเทคโนโลยีล้ำยุคหรือนักฝันสติเฟื่อง
เทสลาทุ่มเทเวลาและความพยายามที่จะพัฒนาการส่งพลังงานไฟฟ้าแบบไร้สายโดยต่อยอดจากหลอดไฟไร้สายที่เขาทำสำเร็จมาแล้ว เทสลามีเป้าหมายยิ่งใหญ่เขาคิดว่านี่ไม่เพียงแต่เป็นวิธีส่งพลังงานไปได้ทั่วโลกเท่านั้น
มันยังสามารถส่งสัญญาณการสื่อสารไปได้ทั่วโลกอีกด้วย เขายังมีแนวคิดจะทำโลกทั้งใบให้เป็นสื่อนำไฟฟ้าเพื่อให้สามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปให้คนทุกคนในโลกได้ใช้กระแสไฟฟ้าอย่างเสรี
ปี 1899 เทสลาได้สร้างสถานีทดลองที่เมือง Colorado Springs ที่ประกอบด้วยขดลวดขนาดใหญ่สามารถสร้างความดันไฟฟ้าหลายล้านโวลต์ สามารถปล่อยประกายไฟยาวถึง 41 เมตร เพื่อทดลองแนวคิดด้านการส่งพลังงาน ระหว่างอยู่ที่นี่เทสลาได้สังเกตพบสัญญาณประหลาดจากเครื่องรับ เขาคิดว่าสัญญาณส่งมาจากดาวอื่น ไม่มีใครเชื่อเขา แต่ภายหลังได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง
ปี 1901 เทสลาทำโครงการใหญ่สร้างหอคอยสูง 57 เมตร เรียกว่า Wardenclyffe Tower ที่เมือง Shoreham บนเกาะ Long Island เพื่อทดลองส่งพลังงานไฟฟ้าข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก หอคอยเสร็จราวกลางปี 1902
เทสลาไปทำงานทดลองที่หอคอยได้ราว 3 ปีก็เกิดปัญหาเงินทุนหมด ประกอบกับเทสลามีหนี้สินมาก เขาจึงต้องจำนองหอคอยใช้หนี้ แล้วหอคอยก็ถูกยึดไปในปี 1915 สุดท้ายเทสลากลายเป็นบุคคลล้มละลาย
ปี 1932 เทสลาในวัย 76 ปีอ้างว่าเขาได้ประดิษฐ์มอเตอร์ที่ทำงานด้วยรังสีคอสมิก ปีถัดมาเทสลาบอกกับผู้สื่อข่าวว่าหลังจากทำงานมานาน 35 ปีเขาใกล้ที่จะพิสูจน์พลังงานรูปแบบใหม่ที่หากนำมาใช้กับอุปกรณ์จะมีอายุใช้งานนานถึง 500 ปี รวมถึงกำลังพัฒนาวิธีถ่ายภาพเรตินาเพื่อบันทึกความคิดของมนุษย์ ปี 1934 เทสลาบอกว่าเขาได้ออกแบบอาวุธลำแสงมหาประลัย ที่มีอานุภาพร้ายแรงขนาดแยกโลกของเราให้แตกออกเป็นสองส่วนได้แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด ด้วยแนวคิดที่ล้ำยุคและจินตนาการก้าวไกลเกินกว่าผู้คนยุคเดียวกันของเทสลา และการประกาศต่อสื่อมวลชลถึงเป้าหมายและแนวคิดที่ใครๆก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ เขาจึงถูกเรียกเป็น “นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง”
อัจฉริยะผู้เดียวดายไร้คนจดจำ
เทสลาเป็นคนหน้าตาดีและสุภาพจึงมีผู้หญิงหลายคนพยายามแข่งขันกันเพื่อเอาชนะใจเขา แต่เทสลากลับไม่เคยแต่งงานหรือมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนไหน เทสลา
บอกว่าการถือพรหมจรรย์ของเขานั้นช่วยได้มากในเรื่องการทำงานทางวิทยาศาสตร์ เทสลาทุ่มเทเวลาท้้งหมดให้กับการทำงาน เขาทำงานทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น กินมื้อเย็นคนเดียวเวลา 2 ทุ่ม 10 นาทีตรง น้อยครั้งที่จะร่วมโต้ะกับคนอื่น แล้วจะกลับไปทำงานต่อถึง
"ตีสามเป็นประจำ"
เทสลาใช้เงินที่เขาได้จากการทำงานและค่าสิทธิบัตรจำนวนมหาศาลกับงานค้นคว้าทดลองจนหมด ช่วงหลังจึงไม่ค่อยมีเงินใช้จ่าย ปั้นปลายชีวิตเขาต้องอยู่คนเดียว
พักตามโรงแรมในนิวยอร์กเปลี่ยนโรงแรมทุกสองสามปีโดยไม่จ่ายค่าโรงแรม หลังสุดมาพักที่ New Yorker Hotel อยู่หลายปี เทสลาเสียชีวิตที่โรงแรมนี้ในปี 1943 ด้วยโรคหัวใจล้มเหลวในวัย 86 ปี หลังจากเทสลาเสียชีวิต FBI ได้สั่งทุกฝ่ายว่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเทสลาต้องถูกจัดการอย่างลับที่สุด และต้องรักษาความลับของสิ่งประดิษฐ์ของเขาให้เป็นความลับตลอดไป
เรื่องราวของเทสลาผู้เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานที่สร้างคุณประโยชน์แก่โลกอย่างมหาศาลซึ่งสมควรได้รับการยกย่างเชิดชูในระดับสูงสุดจึงถูกปิดเงียบนานหลายสิบปีจนคนรุ่นหลังไม่รู้จัก จนถึงปี 1960 หน่วยสำหรับวัดความความหนาแน่นของเส้นแรงแม่เหล็กถูกตั้งชื่อว่า “เทสลา” เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา และในปี 2005 เทสลาได้รับการเสนอชื่อเป็น 1 ใน 100 คนสำหรับการโหวตเป็น
“The Greatest American” โดยช่อง Discovery ชื่อของเทสลาจึงกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ปัจจุบันเทสลาได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์
"ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก"
จากการอ่านคงยังไม่รู้สึกถึงความอาภัพของเขางั้น รอดูบทความหน้าๆครับ
แนวคิดของเขานั้นล้ำยุคกว่าคนอื่นๆมากเกินกว่าที่คนยุคเดียวกันจะเข้าใจจึงโดนโจมตีอยู่บ่อยๆว่า ระเบิดบ้าง
ช๊อตบ้างคนยุคนั้นที่ไม่มีความรู้ด้านไฟฟ้าและพึ่งจะได้ใช้ไฟฟ้าจึงเกิดการกลัวทำให้เขานั้นไม่ค่อยเป็นที่รู้จักความคิดของเขาแม้จะ ‘สุดยอด’ แต่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์อย่างมาก ในขณะที่เอดิสันวัดมูลค่าของการประดิษฐ์แต่ละสิ่งเป็นเงินดอลลาร์เข้าธุรกิจของตน
ตรงข้ามกับเทสลาที่ไม่สนใจเรื่องเงินทอง หากแต่เป้าหมายของการประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นอยู่เหนือการใช้พลังธรรมชาติสำหรับความต้องการของมนุษย์
ผลงานของเทสล่าเพิ่งถูกพิสูจน์และเอามาใช้จริงจังหลังจากที่เขาจากไปแล้ว
ทุกวันนี้ยังศึกษากันไม่หมดเลย เพราะมันล้ำมากๆ
“JentleJขอขอบคุณ”
โฆษณา