Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
The Way I Bike
•
ติดตาม
14 มิ.ย. 2020 เวลา 14:37 • ท่องเที่ยว
ปั่นจักรยานทั่วไทย | จังหวัดที่ 4 ระยอง
มาระยอง...นั่งมองฟองคลื่น...ชุ่นชื่นสายน้ำตก
"ระนอง ระยอง ยะลา" ตอนเด็กที่เล่นเกมท้าทายพูดชื่อ 3 จังหวัดนี้ต่อเนื่องไม่ให้ลิ้นพันกันทำให้ผมรู้เพียงว่ามี 3 จังหวัดนี้อยู่ แต่ไม่รู้ว่าพิกัดจริงๆ ของแต่ละจังหวัดอยู่ตรงไหนของประเทศ เคยคิดว่าชื่อเหมือนกันต้องอยู่ติดกันรึเปล่านะ จนเมื่อมาวางแผนการเดินทางทั่วไทย จึงได้รู้พิกัดที่แท้จริงว่าระนองอยู่ภาคใต้ เช่นเดียวกับยะลา ส่วนระยองอยู่ภาคตะวันออก และเป็นจังหวัดที่ 4 ที่ผมกำลังจะไปต่อจากชลบุรี
การเดินทางในวันนี้ยังคงอยู่บนถนนสุขุมวิท ถนนสายหลักภาคตะวันออก ระยะทางเพียงนิดเดียวที่ปั่นไปก็พาผมเข้าสู่ระยองที่อ.บ้านฉาง เป็นครั้งแรกที่ได้มาถึงสนามบินอู่ตะเภาแม้ไม่ได้มาทางเครื่องบินโดยตรง ภูมิประเทศช่วงนี้มีความเป็นเนินเล็กน้อย ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลจากเขาชีจรรย์ และเขาภูดรซึ่งอยู่ในระยะใกล้เคียง ทิวทัศน์สองข้างทางจึงพอมีทิวเขาสีเขียวเป็นเพื่อนร่วมทางไปด้วย
เมื่อมาถึงเขตเมือง ผมหันเหทิศทางไปยังชายหาด และได้พบกับหาดแรกของการมาระยองคือ "หาดพยูน" แว่บแรกที่เห็นน้ำทะเลที่นี่ก็รู้สึกอยากลงเล่นเลย แต่เนื่องจากยังเป็นเวลาเที่ยงวัน เลยตัดสินใจเพียงจอดแวะทานข้าวที่ริมหาดอย่างเดียว ห่างออกไปทั้งด้านซ้ายและขวาของหาดพยูน ยังมีอีกสองหาดนั่นคือ หาดน้ำริน และหาดพลา ผมว่าจะลองไปดูอีกสองหาดนี้ก่อนเพื่อจะเลือกจุดลงเล่นน้ำ ก็ตั้งแต่ชลบุรีที่ผ่านทะเลมาตั้งหลายหาดก็ยังไม่ได้ลงเล่นสักครั้ง มาทะเลทั้งที วันนี้ยังไงก็ต้องได้เล่นล่ะ
ผมเลือกไปยังหาดพลาก่อน ระหว่างทางไปก็ผ่านทั้งโรงเรียนและบ้านเรือนที่ไม่พลุกพล่าน ผมแวะซื้อน้ำข้างทางเพื่อเตรียมไปนั่งพักริมหาด และเมื่อไปถึงยังหาดพลาแล้ว เสมือนว่าทุกอย่างถูกจัดวางมาให้อย่างลงตัว คลื่นลมชายหาดอันแสนสงบเกือบจะไร้ผู้คน ดวงอาทิตย์ที่อ่อนแสงลง ราวกับได้ชายหาดส่วนตัวมาชั่วขณะ ผมจึงตัดสินใจตอบสนองความอยากสัมผัสน้ำทะเลของตัวเองที่หาดพลานี้ซะเลย
ผมใช้เวลาทั้งบ่านที่เหลือดื่มด่ำอยู่ที่หาดพลา มีพี่สาวน้องพาน้องสาวมาเล่นน้ำอยู่ห่างไปในระยะสายตามองเห็น หลังจากได้เล่นน้ำทะเลแบบเด็กๆ จนหนำใจ ก็ออกเดินทางต่อเพื่อไปยังที่พักก่อนจะมืด เส้นทางมุ่งผ่านเฉียดนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดไปออกถนน 36 ที่ตัดกับถนนสุขุมวิท ปั่นไปตามสาย 36 จนถึงบริเวณใกล้เขตเชิงเขาภูดร มีหน่วยตำรวจทางหลวงมาบข่าอยู่ตรงนั้น ซึ่งเป็นที่พักสำหรับคืนแรกในระยอง
เช้าวันที่สองนี้จะเริ่มเข้าเขตอ.เมืองระยองแล้ว ผมค้นหาเจอจุดชมวิววัดเขาโบสถ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมาบข่า จึงเป็นจุดแรกที่ลองแวะไปดู ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเขา ผมเตรียมใจไว้แล้วว่าคงต้องเข็น แต่ดูระยะทางขึ้นแล้วสั้นมากเมื่อเทียบกับเขาพระตำหนักที่พัทยา จึงคิดว่าน่าจะเข็นไหว พอถึงสถานการณ์จริงก็เล่นเอาหอบกันเลยทีเดียว เพราะแม้จะสั้นมาก ก็เท่ากับชันมากเพื่อจะขึ้นไปบนยอดสูง เมื่อขึ้นถึงวัดเขาโบสถ์ได้ถึงกับต้องทรุดตัวนั่งกับพื้น มีน้องหมาเข้ามาดมอยู่ข้างๆ เรี่ยวแรงเริ่มกลับมาจึงได้ลุกไปยังจุดชมวิว ซึ่งมองเห็นบ้านเรือนและแนวต้นไม้รอบๆ ได้ประมาณ 180 องศา เพราะไม่ได้สูงมากนัก เป็นการขึ้นเขาอีกหนึ่งครั้งที่ทำให้คิดถึงเรื่องการอัพเกรดชุดขับเคลื่อนแบบจริงจัง
ก่อนเข้าเมืองระยอง ผมพาตัวเองไปริมชายฝั่งอีกครั้งไปยัง "หาดแสงจันทร์" ชื่อของหาดนี้มาจากการนำหินมากั้นเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เกิดเป็นหาดโค้งเว้าคล้ายจันทร์เสี้ยวต่อๆ กัน แต่เดิมน่าจะมีชื่ออื่นมาก่อนที่จะสร้างแนวกั้นนี้ ผมปั่นเลียบแนวชายฝั่งไปจนสุดปลายแหลมซึ่งเป็นปากน้ำระยองที่ไหลลงสู่อ่าวไทย ความน่าสนใจคือสายน้ำมาจาก 3 สายแล้วมาบรรจบกันที่ปากน้ำนี้ และอีกหนึ่งสถานที่ในชุมชนปากน้ำนี้ ยังมีพระเจดีย์กลางน้ำ ซึ่งอยู่ในบริเวณป่าชายเลยบนเกาะเล็กๆ กลางน้ำที่สามารถข้ามสะพานไปชมได้
เหมือนเวลาผ่านไปเร็วมาก หรืออาจเพราะความชิวของการปั่น ทำให้ผมมาถึงเมืองระยองก็ตอนที่แสงเริ่มมืดลง ผู้คนชาวระยองพากันมาออกกำลังกายที่สวนสาธารณะช่วงเย็น ผมปั่นผ่านไปถึงถนนยมจินดา ที่เป็นย่านเมืองเก่าของระยอง เรียงรายไปด้วยบ้านไม้แบบโบราณที่ผมไม่ค่อยได้มาเห็นแบบนี้สักเท่าไหร่ เป็นบรรยากาศที่ให้ความอบอุ่นต่อผู้มาเยือนอย่างผมยิ่งนัก
อันที่จริงที่เมืองระยองมีสถานีตำรวจทางหลวงอยู่ ซึ่งจะแตกต่างจากหน่วยตำรวจทางหลวงคือเป็นสำนักงาน จึงไม่ได้มีห้องพักสำหรับประชาชน ผมเพิ่งรู้เมื่อตอนไปถึง พี่ตำรวจได้แนะนำกับผมว่ามีหน่วยฯ สวนสน ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 15 กม. ผมจึงต้องเดินทางไปต่อในความมืด โดยมีไฟหน้าและไฟท้ายส่องนำทาง และเพราะเป็นถนนสุขุมวิทสายหลัก จึงยังมีไฟถนนส่องสว่างไปจนถึงหน่วยฯ สวนสน ซึ่งที่นี่ผมได้เจอกับพี่ตำรวจที่หน่วยฯ มาบข่าที่เพิ่งไปพักเมื่อคืนก่อน เนื่องจากพี่ตำรวจแต่ละหน่วยมีงานที่ต้องทำร่วมกัน ทำให้อาจต้องเดินทางไปมาหากันเช่นนี้
รุ่งเช้าถัดมา จากหน่วยฯ สวนสนผมเลี้ยวลงไปยังหาดสวนสน มองออกไปเห็นเกาะเสม็ดอยู่กลางทะเล ผมเลี้ยวไปทางบ้านเพ ไม่ได้ไปตีตั๋วลงเรือไปเสม็ด แต่เพื่อจะมุ่งหน้าผ่านไปยังหาดที่ได้ยินชื่อของความอันตรายจากคลื่นดูด นั่นคือ หาดแม่รำพึง
ผ่านชุมชนบ้านเพมาจะเจอกับถนนก้นอ่าว ซึ่งจะนำทางไปยังหาดแม่รำพึง ก่อนสุดปลายถนนจะมีทางขึ้นไปยังอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่สามารถกางเต็นท์พักได้ แต่ผมคงต้องเลี่ยงไปก่อนเพราะไม่ไหวที่จะขึ้นเขาในตอนนี้ และปลายทางก็เป็นจุดเริ่มต้นของหาดแม่รำพึง จากสายตาที่มองไป ชายหาดช่างดูธรรมดาไม่ต่างจากหาดทุกที่ที่ผ่านมา ความแปลกใหม่อย่างหนึ่งที่เจอคือมีน้องหมากำลังวิ่งเล่นไล่จับนกอย่างสนุกสนาน จากที่เห็นก็มีผู้คนลงเล่นน้ำที่หาดแม่รำพึงบ้างเล็กน้อย แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธพลังของธรรมชาติใต้คลื่นไปได้ การเล่นน้ำที่นี่จึงต้องคอยสังเกตระมัดระวังเป็นพิเศษ
ผมวกกลับมายังบ้านเพอีกครั้ง และอดใจไม่ไหวกับไอติมหมูหยองไข่เค็มที่เห็นตั้งแต่ขาไป จึงต้องขอจอดซื้อมากินให้ชื่นใจ ก่อนจะย้อนไปยังจุดตั้งต้นของวันที่หาดสวนสนและปั่นเลียบหาดต่อไปทางทิศตะวันออก บรรยากาศต้นสนมีเรียงรายไปตลอดทาง เนื่องจากเป็นเขตของสวนสนตามชื่อ เมื่อพ้นจากเขตสวนสนก็เริ่มเข้าสู่เขตอ.แกลง เส้นทางเลียบทะเลยังคงดำเนินไป มีบางช่วงที่ถนนนำพาหลบเข้าไปในผืนดิน จนกระทั่งออกสู่ริมทะเลอีกครั้งที่หาดแหลมแม่พิมพ์ และสุดหาดก็คือบ้านกร่ำ ซึ่งเป็นชื่อที่ได้อ่านในหนังสือมาแต่เด็ก นั่นก็คือ บ้านกร่ำ อ.แกลง บ้านเกิดของสุนทรภู่
ผมทิ้งท้ายก่อนจะเข้าเมืองแกลงด้วยการเลี้ยวไปตามป้ายบอกทางสู่อ่าวไข่ ซึ่งต้องเผชิญกับเนินที่ต้องเค้นพลังในการฝ่าไป จึงได้ไหลลงไปชมวิวทะเล ณ อ่าวไข่
ถนนเลียบชายฝั่งของระยองมาสิ้นสุดที่หาดแหลมแม่พิมพ์ หนทางต่อจากนี้จึงเป็นทางเลี้ยวเข้ามายังตัวเมืองแกลง ณ ใจกลางเมืองมีอนุสาวรีย์ของ "สุนทรภู่" ครูกวีที่เป็นบุคคลสำคัญของเมืองนี้ ที่อ.แกลงนี้ยังมี "พิพิธภัณฑ์บ้านครูกัง" แหล่งรวบรวมของสะสมโบราณ ที่น้อยครั้งจะเจอพิพิธภัณฑ์แบบนี้ในต่างจังหวัด ซึ่งผมมีสิทธิของบัตร Muse Pass ที่สามารถเข้าชมที่นี่ได้ แต่ทว่าสายไป เมื่อไปถึงเลยเวลาทำการซะแล้ว
จากตัวเมืองแกลง ผมกลับเข้ามาสู่ถนนสุขุมวิทอึกครั้ง เป็นเวลาเย็นย่ำมากแล้ว อีกไม่นานความมืดกำลังจะมาเยือน แต่จุดหมายที่ผมตั้งใจจะไปพักยังอยู่ห่างไปไกลพอตัว แต่ผมก็ตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อ เพราะจุดหมายนั้นคือ อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง ซึ่งจะเป็นการกางเต็นท์นอนคืนแรกของการเดินทางทั่วไทยนี้ ผมจึงขออาศัยไฟท้ายและไฟหน้าเป็นตัวช่วยของผมในคืนนี้เช่นเดียวกับคืนก่อนหน้า
ถนนสาย 3377 จากบ้านเขาดินนำพาผมมาตามทางจนถึงสี่แยกปากทางเข้าอุทยาน เป็นเวลาประมาณสองทุ่มได้ ด้านหน้ายังมีร้านค้าเปิดอยู่ ผมแวะซื้อน้ำดับกระหาย และสอบถามชาวบ้าน เพราะเป็นครั้งแรกของผมเลยในการจะเข้าพักที่อุทยานแห่งชาติ ชาวบ้านบอกผมว่าตรงเข้าไปแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ได้เลย ผมทำตามที่ว่า และเมื่อเจอกับเจ้าหน้าที่ที่ป้อมทางเข้า ซึ่งดูแปลกใจเล็กน้อยกับการมาเยือนของผม แต่ก็นำทางผมไปยังลานกางเต็นท์และขอบัตรประชาชนผมไว้ เพื่อให้มาติดต่อชำระค่าบริการในตอนเช้า ผมนำเต็นท์ที่ไม่เคยได้กางมาเป็นเวลา 4-5 ปีได้ออกมา และง่วนกับการหาวิธีการกางเพราะไม่เคยได้ซ้อมเลยก่อนออกเดินทาง ในที่สุดก็สำเร็จ(แม้ผมจะไปรู้ภายหลังจากนี้อีกนานมากว่าผมกางเต็นท์ผิด) ทุกอย่างดูเหมือนจะเรียบร้อย ยกเว้นอย่างเดียวก็คือ เสียงฟ้าร้องที่มาพร้อมฟ้าแลบ
กลางดึกคืนนั้นฝนเริ่มกระทบกับผืนผ้าของเต็นท์ เบาบ้างแรงบ้างสลับไปมา เต็นท์ของผมไม่ได้กันน้ำ และผมไม่ได้พกฟลายชีทสำหรับมากางกันน้ำด้วย เป็นความผิดพลาดของการวางแผนมากางเต็นท์หน้าฝนอย่างที่สุด ผมทำอะไรไม่ถูกนอกจากนอนภาวนาในใจให้ฝนฟ้าไม่ใจร้ายเกินไป แม้จะมีน้ำหยดติ๋งๆ ลงมาโดนหน้าผากบ้าง
ฝนคงหยุดไปตอนกลางดึก เพราะผมรู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้ว สภาพในเต็นท์คือน้ำเจิ่งเป็นแอ่งเล็กๆ แต่ด้วยความเหนื่อยผมถึงหลับไปได้ทั้งคืน แล้วต้องลุกมาจัดการกับความชื้นแฉะของทุกสิ่งอย่างรวมทั้งตัวเองด้วยบน "ศาลา" แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนจะทนนอนแฉะๆ ไปทำไม
คืนแรกของการนอนเต็นท์อย่างทุลักทุเลก็ได้ผ่านไป ร้านอาหารตามสั่งในอุทยานเปิดอยู่ร้านนึง ผมจึงไปฝากท้องกับที่นั่น ผมสอบถามเกี่ยวกับน้ำตกเขาชะเมา คุณป้าแม่ค้าบอกว่ามีทั้งหมด 7 ชั้น แต่ส่วนใหญ่ขึ้นไปกันแค่ชั้น 3 ก็พอแล้ว แต่ในใจอันอยากรู้อยากเห็นได้พาตัวเองไปถึงชั้น 7 เรียบร้อยแล้ว
อันที่จริงตามป้ายบอกหน้าทางเข้าน้ำตก เขียนว่ามีน้ำตกทั้งหมด 8 ชั้น แต่ชั้นสุดท้ายเป็นเส้นทางอันตราย จึงไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไป ผมเริ่มเดินไปตามทาง นานสักพักเลยกว่าจะไปถึงชั้น 1 ที่ชื่อ "วังหนึ่ง" ผมเจอนักท่องเที่ยว 2 คนมานั่งแช่เท้าอยู่ที่ชั้นนี้ก่อนผมแล้ว จึงออกเดินต่อไปยังชั้น 2 "วังมัจฉา" ชั้นนี้ไม่สามารถลงน้ำได้ แต่เป็นจุดสำหรับให้อาหารปลา และเมื่อไปถึงชั้นที่ 3 "วังมรกต" ก็เข้าใจที่คุณป้าบอกเลยว่าทำไมคนถึงมาชั้นนี้กัน เพราะมีสระเขียวมรกตสำหรับลงเล่นกลางธรรมชาติอยู่ที่ชั้นนี้เอง แต่ด้วยความตั้งใจจะไปให้ถึงปลายทาง ผมจึงพักเพียงครู่เดียวแล้วมุ่งหน้าไปต่อ
เส้นทางช่วงชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 3 จะเป็นทางดินลูกรังที่กว้างขวาง มีก้อนหินเป็นอุปสรรคบ้าง แต่หลังจากนั้นแล้ว เส้นทางจะค่อยๆ แคบลง ด้วยมีพืชพรรณที่เติบโตโน้มเข้ามาตรงกลาง แต่เราจะเห็นเส้นทางและป้ายบอกทางไปตลอดที่ไม่ทำให้เราหลง ชั้นที่ 4 "วังไทรงาม" ชั้นที่ 5 "ผากล้วยไม้" และชั้นที่ 6 "ช่องแคบ" ผ่านไป สายฝนดูจะคิดถึงกันจึงกลับมาเยี่ยมอีกครั้ง แต่ฝนตกเบาๆ ระหว่างการเดินต่อไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะความชุ่มฉ่ำจากสายน้ำได้ทำให้ทั้งตัวชุ่มฉ่ำไปเรียบร้อยแล้ว
ปัญหาเกิดขึ้นที่ชั้น 7 "หกสาย" ผมพบเพียงป้ายที่หักอยู่ที่พื้น และเมื่อเดินไปต่อตามทางก็ดูเหมือนว่าจะเป็นทางตัน มีก้อนหินขนาดใหญ่ขวางกั้นอยู่ ผมพยายามมองหาดูจึงพบว่ามีทางให้ปีนก้อนหินขึ้นไปได้ จึงลองข้ามไป ใช้พลังปีนป่ายพอควร ผมเดินไปอยู่นานไม่พบป้ายบอกทางจนเกือบจะถอดใจ แล้วก็เจอกับทางที่น้ำไหลตัด ต้องเดินเท้าจุ่มน้ำข้ามไป ผมคิดในใจว่าถ้าลุยน้ำนี้ไปแล้วไม่เจอก็จะหันหลังกลับ แต่สุดท้ายเมื่อเดินต่อไปอีกนิด น้ำตกชั้นที่ 7 "หกสาย" ก็ปรากฏตัวให้ผมเห็นในสายตา เส้นทางเป็นหินที่ดูลื่น มีเชือกผูกเอาไว้ให้จับระหว่างเดินไป ผมพยายามทรงตัวก้าวท้าวอย่างระวังแต่ก็พลาดลื่นไปหนึ่งที ได้เชือกนั่นแหละช่วยให้ประคองตัวไว้ได้ เมื่อไปสุดทางเชือกแล้ว ถึงมีจุดให้นั่งมองน้ำตกชั้น 7 แบบสบายตัวหน่อย รู้สึกโล่งใจที่พาตัวเองมาถึงที่หมายได้ ความตื่นเต้นของการปีนน้ำตกครั้งแรกค่อยๆ คลายลง และแทนที่ด้วยความสุขใจจากภาพธรรมชาติรายล้อมกลางเขาที่อยู่ตรงหน้า
ผมกลับลงมาสู่เบื้องล่าง หลังจากชำระค่าบริการที่สำนักงานอุทยานแล้ว ก็กลับออกไปยังถนนสาย 3377 แล้วก็ได้พบกับรางวัลหนึ่งที่สายฝนมอบให้ นั่นคือสายหมอกที่ลอยอยู่เหนือทิวเขาสีเขียว นี่คงเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นหมอกเองเต็มๆ ตาไม่ใช่จากแค่ภาพถ่าย
ผมออกเดินทางเลียบตามแนวเขาไปจนถึงตัวเมืองเขาชะเมา แวะพักซื้อเสบียงที่ตลาดประจำเมือง จากนั้นจึงมุ่งหน้าต่อไปบนถนนสายชนบท รย. 4005 ระหว่างทางต้องเจอกับเนินและทางลูกรังที่กำลังก่อสร้าง โชคดีที่สายฝนมาไม่ถึงบริเวณนี้ทำให้ไม่ต้องลุยกับเส้นทางที่โหดร้ายเกินไป ถนนนำผมพาถึงตัวเมืองของอ.วังจันทร์ เลี้ยวเข้าถนนสาย 344 มุ่งหน้าไปยังหน่วยตำรวจทางหลวงวังจันทร์ ที่พักคืนสุดท้ายในระยอง
เช้าวันที่ 5 ในระยอง เป็นวันที่ผมวางแผนว่าจะต้องเดินทางไปจันทบุรีต่อแล้ว ถนนสาย 344 พาผมวกกลับมาเขตอ.แกลงอีกครั้ง ยังมีที่สุดท้ายที่ผมค้นเจอแล้วอยากจะไปเยือนก่อนจาก นั่นคือทุ่งโปรงทอง จีพีเอสนำพาผมลัดเลาะทางไปตามหมู่บ้านและสวนของชาวบ้าน จนลงไปถึงจุดเริ่มต้นถนนเฉลิมบูรพาชลทิศ ที่จะทอดยาวจากระยองไปจนสุดจันทบุรี เส้นทางพาผมมาถึงชุมชนปากน้ำประแสร์ เมฆดำมาลอยเด่นให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่างที่ผมจอดซื้อน้ำ ทุ่งโปรงทองอยู่ห่างไปอีกไม่ไกล และเมื่อผมไปถึงทุ่งโปรงทอง สายฝนก็กระหน่ำลงมาพอดี ราวกับจะเห็นใจว่าให้ผมมีที่หลบฝนซะก่อนถึงค่อยตก
นักท่องเที่ยวต่างรอคอยใต้หลังคาเดียวกันให้ฝนซา มีร้านค้าของชาวบ้านคอยบริการอาหารและเครื่องดื่มระหว่างรอ การชมทุ่งโปรงทองสามารถล่องเรือตามคลองไปชมได้ หรือจะเดินเท้าเองก็ได้เช่นกัน สำหรับผมก็คงต้องเลือกเดินเป็นปกติ สายฝนจากไปหลงเหลือไว้เพียงน้ำที่ชุ่มฉ่ำ เป็นความชุ่มชื้นที่มอบบรรยากาศสดชื่นในการชมทุ่งโปรงทองได้อย่างดี ภายในอีกมีทางเดินชมป่าชายเลนอีกค่อนข้างยาว เป็นคำตอบว่าทำไมถึงมีเรือบริการไว้เป็นทางเลือก เพราะด้านในน่าจะมีจุดอื่นๆ ให้ชมอีกมาก แต่ผมคงต้องขอเดินทางไปต่อแล้ว
ในระยะทางที่เหลือ ผมมีโอกาสได้ผ่านสวนยางของระยอง ที่รอยกรีดกำลังใหม่ๆ ปรากฏให้เห็น และจุดสุดท้ายของระยองที่ผมได้ไป ก็คือร้านปลายระยอง ซึ่งเป็นร้านอาหารร้านสุดท้ายก่อนจะข้ามสะพานไปยังจันทบุรี ตั้งชื่อร้านบ่งบอกตัวตนชัดเจน ผมทานมื้อเย็นเคล้าวิวปลายระยองก่อนที่จะต้องลากันไป
ระยอง @11 - 15 กันยายน 2018
Routing จากชลบุรี > เข้าระยองที่อ.บ้านฉาง > อ.เมืองระยอง > อ.แกลง > อ.เขาชะเมา > อ.วังจันทร์ > อ.แกลง > เตรียมเข้าจันทบุรี
#ปั่นจักรยานทั่วไทย
#เที่ยวทั่วไทย77จังหวัด
@The Way I Bike
Facebook :
https://www.facebook.com/TheWayIBike/
Website :
www.thewayibike.com
1 บันทึก
3
2
2
1
3
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย