18 มิ.ย. 2020 เวลา 01:00 • ปรัชญา
- เราจะเริ่มรักตัวเองได้อย่างไร-
มันเหลือเชื่อมาก มากเสียจนเราคิดว่า เราคงปล่อยผ่อนเรื่องนี้ไม่ได้แล้ว
เมื่อวานนี้ เราเจอกระทู้พันทิป ที่มีคนตั้งคำถามว่า
" เราจะเริ่มรักตัวเองได้อย่างไร "
ซึ่งตัวเราเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก กดเข้าไปอ่านหลายๆ คอมเม้นท์
ซึ่งเราบอกตรงๆ ว่า มันไม่ได้รู้สึก ว้าว กับคำตอบเท่าไร
ต้องอธิบายเพิ่มว่า ไม่ใช่คำตอบของคนอื่นๆ ไม่ดี หรือไม่ถูกต้อง
แต่ถ้าคุณเป็นหนึ่งที่เสพอะไรพวกนี้อยู่ทุกวัน
เชื่อว่าคุณก็คงจะเข้าใจความรู้สึกเรา... ฮ่าๆ
มันเป็นความรู้สึกเฉยๆ มากกว่า และเห็นด้วยกับคำตอบทั้งหมด
ซึ่งแต่ละคนก็ได้ให้นิยามการรักตัวเองที่แตกต่างกันออกไป
คนชอบดูหนัง ดูการ์ตูน วาดรูป รวมถึงการได้กินหรือได้ทำในสิ่งที่ต้องการ
ก็จะบอกว่า การได้ทำในสิ่งที่ตนชอบนี่แหละ คือ การให้ความรักตัวเอง
อีกทั้งการดูแลเอาใจใส่ตัวเองอยู่เสมอ โดยทำให้สวยขึ้นหรือหล่อขึ้น
เพื่อสร้างความมั่นใจในตัวเอง ก็เป็นอีกหนึ่งทางของการรักตัวเองเช่นกัน
แต่ลึกๆ แล้ว เราเชื่อว่า คำตอบของเรื่องนี้ มันสามารถลงลึกไปได้อีก
และมันก็จะช่วยให้คนๆ หนึ่งเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่า
" การรักตัวเองนั้นต้องทำอย่างไร "
หลังจากที่เราลงเรียนคอร์สออนไลน์ Science and Art for happiness
creation เป็นคอร์สสอนสร้างความสุขด้วยตนเอง
โดยมีท่านอาจารย์ที่มีองค์ความรู้ในเรื่องนี้มาสอนเฉพาะ
อีกทั้งยังมีผู้ให้ความรู้อีกหลายท่าน รวมถึงคนทั่วไป
ที่มาร่วมทำสื่อการสอนอีกจำนวนหนึ่ง
จากสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมา มันช่วยทำให้เราได้คำตอบในชีวิตหลายอย่างมาก
และทำให้ตระหนักกับตัวเองมากขึ้นด้วย
ที่สำคัญ คือ ทำให้เรารู้ว่า ก่อนที่เราจะให้อะไรกับใคร
ไม่ว่าจะเป็นความรัก หรือความเห็นอกเห็นใจ
เราต้องรู้จัก และเข้าใจในตัวเองให้ได้เสียก่อน
การรู้จัก และเข้าใจตัวเอง (Self - understanding) ในที่นี้
หมายถึง ส่วนรวมทั้งหมดของตัวเรา ประกอบด้วย
ร่างกาย จิตใจ สังคม พฤติกรรม ค่านิยม
ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับตนเองตามความเป็นจริง
ซึ่งการรับรู้ตนเองของคนทั่วไป จะอยู่ในระดับของจิตสำนึก
มีนักจิตวิทยาชาวอเมริกาที่ได้รับการยอมรับอย่างล้นหลาม
ชื่อว่า Carl Ransom Rogers ได้สร้างแนวคิดทฤษฎีตัวตน (Self-Theory)
ซึ่งทฤษฎีนี้ ได้อธิบายเกี่ยวกับตัวตนไว้ 3 แบบ คือ
1. ตัวตนตามที่ตนมองเห็น (Perceived Self หรือ Self-Concept)
คือ ภาพที่ตัวเรามองเห็นว่า เรานั้นเป็นคนอย่างไร
ซึ่งแต่ละคนก็จะเห็นภาพแตกต่างกันไปตามความรู้สึกนึกคิด
ที่ถูกหล่อหลอมเลี้ยงดูหรือปลูกฝัง และเรียนรู้มาตั้งแต่ยังเด็ก
ภายใต้บริบทของสังคมและสิ่งแวดล้อมของบุคคลนั้นๆ
2. ตัวตนตามที่เป็นจริง (Real Self)
คือ ตัวตนที่เป็นไปตามความจริง ทั้งด้านร่างกาย นิสัย บุคลิกภาพ
และความสามารถต่างๆ โดยมาจากการประเมินหรือตัดสินจากบุคคลอื่น
เช่น เราคิดว่า เราเป็นคนเก่ง มีน้ำใจชอบช่วยเหลือคนอื่น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนอื่นกลับไม่รู้แบบนั้นเลยสักนิด
เขาอาจยอมรับว่าคุณเก่งจริง แต่ก็ไม่ได้มีน้ำใจขนาดนั้น
เพราะความช่วยเหลือที่ให้ ก็ต้องแลกด้วยค่าตอบแทนแสนแพง เป็นต้น
3. ตัวตนตามอุดมคติ (Ideal Self)
คือ ตัวตนในอุดมคติ พูดง่ายๆ คือ เป็นภาพที่ตัวเรามโนขึ้น
หรือปราถนาที่จะเป็นแบบนั้น ซึ่งมันเป็นแรงผลักดันที่ดีอันหนึ่ง
ที่ทำให้คนๆ นั้น พัฒนาตัวเองไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้
ใน 1 คน เรามีตัวตนทั้ง 3 แบบ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว
คนเรามักมีตัวตนที่เรามองเห็น ไม่ตรงกับตัวตนตามความเป็นจริง
อีกทั้งตัวตนตามอุดมคติก็สูงหรือไกลเกินไปอีกด้วย
เรามองว่า มันเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะการที่เราไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง มันสะท้อนให้รู้ว่า เรากำลังหลงทางหรือเปล่า
เรากำลังติดอยู่กับความคิดของตัวเอง เราคิดว่า เราดีพอแล้ว เราเก่งที่สุดในกลุ่มแล้ว ฉันจะทำให้แบบที่ฉันคิดนี่แหละ โดยที่ไม่สนเสียงรอบข้างว่าเขาจะคิดอย่างไร
หรือบางคนมีภาพในหัวเยอะมาก ในอนาคตเราจะเป็นแบบนั้นแบบนี้
เราจะต้องสวยขึ้นอีก หรือฉันจะเป็นเจ้าของบริษัทพันล้าน เป็นต้น
มันไม่ผิดที่เราจะวาดภาพในหัว มองอนาคตที่สดใส แต่บางครั้งหากภาพที่มันไกลตัวเกินไป มันก็ยากที่เราจะบรรลุเป้าหมายได้
และพอทำไม่สำเร็จ แทนที่เราจะภูมิใจกับสิ่งที่เราอุตส่าห์ต่อสู้ ฝ่าฟันมา
กลับกลายเป็นความรู้สึกแย่ซะงั้น
ยิ่งพอหันไปเห็นคนรอบข้างพากันประสบความสำเร็จ
โชว์ข้าวของราคาแพงๆ หรือไปเที่ยวสบายๆ ก็ยิ่งเอามาตอกย้ำตัวเองอีก
ว่า เรามันห่วย เพราะเราไม่มีความสามารถ เรามันโชคไม่ดีเหมือนคนอื่น
และที่เลวร้ายที่สุด คือ การที่เรามองไม่เห็นคุณค่าในตัวเองอีกต่อไป
เมื่อเรารู้แล้วว่า ตัวตนทั้ง 3 แบบของเรานั้น
หากมีแบบใดแบบหนึ่งมากเกินไป ย่อมไม่เกิดผลดี
ดังนั้น จงอย่าปล่อยให้เราจมกับความคิดตัวเองมากไป
อย่ามองว่าเราประเสิฐกว่าใคร หรือด้อยกว่าใคร
มองตัวเองตามความเป็นจริง เรารู้อยู่แก่ใจ
เป็นไปได้ที่เราจะเผลอขาดความมั่นใจไปบ้าง
หรือบางครั้งเราก็มั่นใจตัวเองเกินไป
แต่ถ้าเราเปิดใจ ยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่นบ้าง
มันก็จะช่วยให้ตัวตนตามคิดเรา ใกล้เคียงกับตัวตนตามความเป็นจริงมากขึ้น
และเมื่อเรายอมรับกับสิ่งที่เป็นตามจริงแล้ว
เราก็จะรู้ได้เองว่า ภาพในอนาคตที่เราวาดไว้มันไกลเกินตัวไปไหม
และถ้าเราอยากจะเป็นแบบนั้นจริงๆ เราจะต้องพัฒนาอะไรเพิ่มอีกบ้าง
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้
ยิ่งทั้ง 3 ตัวตนของเรานั้น ใกล้เคียงกันมากเท่าไร
ความสำเร็จนั้นก็ไม่ไกลเกินเอื้อม ตัวเราเองก็จะรู้สึกดี
และรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองมากขึ้นด้วย
สุดท้ายแล้วเราจะเริ่มรักตัวเองได้อย่างไร
คำตอบนั้นง่ายมาก คือ เมื่อไรก็ตามที่เราเริ่มเรียนรู้
และพยายามทำความเข้าใจตัวเอง และหัดยอมรับกับความเป็นจริง
นั่นแหละ คือ วิธีที่เราจะเริ่มรักตัวเองได้ และมันก็เป็นความรักที่แท้จริง
ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้ใจเรามีแต่ความสุข แต่เมื่อไรก็ตามที่เรามีทุกข์
เราก็จะอยู่กับมันได้ และพร้อมที่จะก้าวผ่านความรู้สึกนั้นได้ด้วยตัวเอง
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อยนะคะ
และ อย่าลืมนำไปปรับใช้ด้วยน้า แล้วเจอกันบทความหน้า
สวัสดีค่ะ
#เนิร์ดแว่น
โฆษณา