20 มิ.ย. 2020 เวลา 11:42 • ปรัชญา
อธิบายการ "ปล่อยวาง" ผ่าน Cloud Subscription Model
เรามักได้ยินกันบ่อยว่า....
ให้ "ปล่อยวาง"
จง "ปล่อยวาง"
แล้วเราก็ถามในใจว่า ....
"ใช่สิ ปล่อยวางๆๆๆๆ มันง่ายนักหรือไง"
"ถ้าทำได้ ทำไปนานแล้วโว้ย"
อืมม....
ก่อนอื่น ก่อนจะทำสิ่งใดนั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า มันคืออะไร
"ปล่อยวาง" ตรงกันข้ามกับ คำว่า "แบก"
ปล่อยวาง คือ เลิกแบก แล้ววางลง นั่นเอง
มันเป็นเรื่องราวภายในใจของเรา
มันเป็นสิ่งมองไม่เห็น
แต่รู้สึกได้
ถ้าเรา "แบก" อะไรเอาไว้ในใจนานๆ เราก็จะรู้สึก...
หนักๆ
เหนื่อยๆ
ล้าๆ
ทุกข์ๆ
เพราะเราคิดว่า บางสิ่งบางอย่าง หรือ บางคน
เราจำเป็นต้องแบกเอาไว้ในใจตลอดเวลา
เช่น ลูก
เช่น สามี
เช่น ภรรยา
เช่น แฟน
เช่น การงาน
เช่น การเรียน
เช่น สัตว์เลี้ยง...
ถ้าเราไม่แบก สิ่งเหล่านี้เอาไว้ในใจ เราจะรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ ว่าเราเป็นคน "ไม่รับผิดชอบ" "ไม่ใส่ใจ" "ไม่ห่วงใย" หรือ "ไม่รัก"
มันจึงต้อง "แบก" เอาไว้เสมอ วางไม่ได้
แต่ก็รู้นะว่า มันทำให้ทุกข์ มันทำให้หนัก มันทำให้กังวล มันทำให้เหนื่อยล้า โดยไม่จำเป็น...
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ Cloud Subscription Model
ยกตัวอย่าง เรื่อง ลูก (ซึ่งเป็นเคสที่ยากมากเคสหนึ่ง)
ลูก ก็เหมือนกับว่า เราได้ผูก หรือ จ่าย Cloud Subscription (ลูก) แบบ unlimited lifetime package ไว้แล้ว
เราก็เลย ต้องเชื่อมต่อ โหลดลูก หรือ ลิงค์กับลูก ตลอดเวลา
เรามักคิดอย่างนั้น
เราจึงปล่อยวางเรื่องลูกไม่ได้เลย
แต่จริงๆ แล้ว มันไม่จำเป็นไง
เราไม่จำเป็นต้อง ซิงค์ หรือ ลิงค์ กับ Cloud (ลูก) ตลอดเวลา
เพราะ เราได้ Subscribed แบบ life time ไว้แล้ว ฉะนั้น (ลูก) ไม่หายไปไหนหรอก
เราสามารถ ซิงค์ หรือ ลิงค์ กับ Cloud (ลูก) แบบ on-demand ได้
ไม่มีปัญหาอะไร
เพราะถ้าเรา (แบก) ซิงค์ หรือ ลิงค์ กับ Cloud (ลูก) ตลอดเวลา เรา (device) จะเหนื่อย จะล้า จะเปลืองพลังงาน จะเปลืองแบนวิดซ์ โดยไม่จำเป็น
ทีนี เราก็มา "ปล่อยวาง" สิ
เรามาซิงค์ หรือ ลิงค์ กับ Cloud (ลูก) แบบ on-demand
ภาระ (load) ในใจเราก็จะเบาขึ้นทันที
และมันเป็นสิ่งที่ทำได้ ไม่ได้ผิดอะไร
เราไม่ได้ละทิ้ง หรือ ตัดขาด สิ่งใดไป แต่เรา "ปล่อยวาง" ได้
ปกติของผู้ที่ฝึกจิตดีแล้ว ก็มีภาวะการ "ปล่อยวาง" ประมาณนี้แหละ
ไม่ได้ละทิ้งทุกอย่าง หรืออยู่แต่กับความว่างเปล่า ...ไม่ใช่อย่างนี้เลย
ธรรมชาติทุกอย่าง ยังเป็นไปเช่นเดิม ....แต่ไม่ยึดติด....ไม่แบก....
โหลดมาใช้แค่ในยามจำเป็น
ใช้เสร็จก็ disconnected ก็คือ แบบ on-demand นั่นแหละ
เราก็จะมีชีวิตที่ทุกข์น้อยลง เหนื่อยล้าน้อยลง ปลอดโปร่งมากขึ้น
เราสามารถใช้ Model นี้ กับ เช่น สามี/ภรรยา/แฟน/การงาน/การเรียน....
ลองคิดดูสิ ถ้าเรา Subscribed Spotify, Netflix, Dropbox, etc. เราจำเป็นต้อง ฟังเพลง ดูหนัง โหลดไฟล์ เชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลาหรือไม่
คำตอบก็คือ
ไม่....ไม่จำเป็นเลย .....
และถ้ามีใครทำแบบนั้น ..... เราก็คงจะเรียกเขาว่าคน (บ้า)
แต่เชื่อมั้ย..
มีคน และคนส่วนใหญ่ ยังทำแบบนั้นกับ ลูก/สามี/ภรรยา/แฟน/การงาน/การเรียน....
หรือแม้แต่ตัวเราเอง ก็ยังทำแบบนี้อยู่ทุกวัน ฉะนั้นเราก็ต้องเรียกตัวเองว่าเป็นคน (บ้า) ( ⚆ _ ⚆ )
เราจึงรู้สึก หนักๆ/เหนื่อยๆ/ล้าๆ/ทุกข์ๆ
ฉะนั้น...
เรามา "ปล่อยวาง" กันเถอะ
โฆษณา