24 มิ.ย. 2020 เวลา 11:13
“ฆ่าได้หยามไม่ได้” ความคิดเพียงนิดเดียวทำให้ชีวิตจบลงอย่างน่าอนาถ!!
คนเราไม่ว่าเพศใดก็ตาม จะเป็นคนดีหรือเลว เมื่อพวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีการโต้เถียงหรือไม่ลงรอยกัน จนสุดท้ายบางเรื่องเกิดเป็นเหตุบานปลายใหญ่โต...แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?...อะไรทำให้คนเราทะเลาะกัน? แทบจะทุกคำตอบ คือ “การพยายามยืนยันในความคิดที่ถูกต้องของตนเอง” “การเห็นแก่ตัว” และ “ศักดิ์ศรี” นั่นเองครับ
เมื่อหลายสิบปีก่อนตอนที่ผมยังอยู่ที่เกาหลีใต้ มีผู้หญิงคนนึงโทรมาเล่าให้ผมฟังว่า สามีของเพื่อนประสบอุบัติเหตุกำลังจะตาย อยากให้ผมเข้าไปพูดคุยกับเขา ผมจึงตัดสินไปเยี่ยมเขาที่อพาร์ตเมนท์ ตอนที่เปิดประตูผมได้กลิ่นเหม็นเน่าเหมือนอะไรตายพุ่งออกมาจากห้อง ตอนนั้นตกใจมากคิดว่า... “มีคนตายหรือสัตว์ตาย”
เมื่อเดินเข้าไปผมถึงรู้ว่า กลิ่นเหม็นเน่านั้น คือ “กลิ่นของชายป่วย” ที่ผมเดินทางมาเยี่ยมนั่นเอง ผมมองชายคนนี้ที่นอนอยู่บนเตียง ทั้งตัวของเขาถูกพันด้วยผ้าพันแผลเต็มไปหมด เหลือแต่เพียงมือเท่านั้นโผล่อยู่นอกผ้าพันแผล เมื่อมองไปที่มือและแขนของเขา ผมตกใจมากเพราะหนอนกำลังไต่ออกมาจากใต้ผ้าพันแผลนั้น มองไปที่พื้นก็เห็นหนอนตกอยู่อีกมากมาย ผมคิดในใจว่าคนๆ นี้กำลังจะตายแน่แล้ว จึงถามภรรยาของเขาว่า...เกิดอะไรขึ้น?
เธอเริ่มเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งสามีไปกินเลี้ยงเลยขึ้นแท็กซี่กลับบ้านเพราะเมามาก เขาจ่ายเงินค่าแท็กซี่ก่อนเป็นอย่างแรกเพราะกลัวลืม เมื่อถึงที่พักคนขับก็ทวงค่าแท็กซี่มูลค่าราว 300 บาทจากสามีอีกครั้ง ทั้งสองจึงทะเลาะกัน จนสามีของเธอเริ่มตะโกนเสียงดังว่า... “จ่ายให้ตั้งแต่ตอนขึ้นรถแล้ว” แต่คนขับแท็กซี่ก็บอกว่าเขายังไม่จ่าย เมื่อคนขับแท็กซี่เห็นว่าเหตุการณ์คงไม่จบลงง่ายๆ เนื่องจากอีกฝ่ายเมาและยืนยันว่าจะไม่จ่ายค่าโดยสารอีก
คนขับจึงพาสามีเธอไปที่สถานีตำรวจ ตำรวจสอบถามถึงเหตุการณ์ทั้งหมดจากคนขับแท็กซี่ จากนั้นจึงบอกให้สามีซึ่งกำลังเมาอยู่จ่ายค่าโดยสารไปเสีย แต่เขายืนยันหนักแน่นว่า ในเมื่อจ่ายไปแล้วทำไมต้องจ่ายอีก แล้วเริ่มตะโกนต่อว่าตำรวจเสียงดัง ตำรวจก็ยิ่งเข้าข้างฝ่ายคนขับแท็กซี่และไม่ยอมฟังหรือสอบถามเหตุการณ์จากตัวเขา เขาตำหนิตำรวจว่า...เพราะเห็นเขาเป็นคนเมาใช่ไหม? เลยไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูด แต่เชื่อตามคนขับแท็กซี่พูดเท่านั้น
เมื่อตำรวจเห็นว่าเหตุการณ์กำลังจะบานปลาย จึงบอกให้คนขับแท็กซี่กลับไปก่อน และต่อว่าสามีของเธอว่า เขายังไม่สร่างเมา พร้อมกับให้เขาอยู่ที่โรงพัก 1 คืน พอตื่นขึ้นมาอีกวันก็ยังโมโหอยู่ ตำรวจให้เขากลับบ้าน ระหว่างทางกลับบ้านเขาเจอปั๊มน้ำมัน จึงไปซื้อน้ำมันจากนั้นก็กลับไปที่สถานีตำรวจอีกครั้ง ตะโกนเรียกให้ตำรวจออกมา พร้อมขู่ว่าถ้าไม่ออกมาขอโทษเขา เขาจะราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาตัวเอง เขาคิดว่าถ้าเขาทำแบบนี้ตำรวจจะออกมาขอโทษ แต่ตำรวจก็คิดว่าชายคนนี้บ้าไปแล้ว เจ้าหน้าที่ออกมาก็จริง แต่ออกมาต่อว่าเขาต่างหาก
สุดท้ายด้วยความโมโห ชายคนนี้จึงราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาตัวเองจริงๆ เขาคิดว่าการทำแบบนี้ คือ “การพิสูจน์ว่าเขาไม่ใช่คนผิด” เขาจ่ายค่าโดยสารแล้วจริงๆ สรุปแล้วคนๆ นี้ถูกไฟคลอกร่างกายเสียหายจนคุณหมอบอกว่าไม่มีทางรักษาแล้ว ทางโรงพยาบาลจึงให้กลับไปรอความตายที่บ้าน
ตอนที่ผมไปเยี่ยมชายคนนี้ เขาเหมือนคนที่กำลังจะตายจริงๆ ผิวหนังเริ่มเน่าและส่งกลิ่นเหม็น ผมเห็นแบบนั้นแล้วก็รู้สึกสงสารมาก ขณะที่กำลังจะตาย เขาก็ยังคงยืนยันว่า “ตนเป็นฝ่ายที่ถูกและเผาตัวเองก็เป็นเครื่องยืนยันว่า เขาจ่ายค่าโดยสารแล้วจริงๆ” ในใจของชายคนนี้มีแต่ความเกลียดและแค้นตำรวจที่ไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูด
“ความเกลียด” นี้เองเต็มอยู่ในใจของเขา ตอนนั้นผมพบว่ามีคนมากมายมาเยี่ยมแล้วบอกชายคนนี้ว่า “คุณไม่ผิดนะ ตำรวจต่างหากที่ผิด เดี๋ยวเราจะแจ้งความและฟ้องร้องเพื่อคุณ เราจะทำให้คุณหายโกรธแค้นเอง” ตลอดเวลาที่นอนป่วย เขาได้แต่ฟังคำพูดแบบนี้ของคนที่มาปลอบใจ “พวกเราเชื่อว่าคุณจ่ายแล้ว เพราะคุณยอมลงทุนเผาตัวเองขนาดนี้” คำพูดพวกนี้ทำให้เขาจมอยู่กับความคิดที่ว่า “เขาทำถูกแล้ว”
แต่ตอนนั้นผมรู้สึกว่า...ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คนเยี่ยมคนอื่นบอกเขาเลย แม้ชายคนนี้กำลังจะตาย ผมจึงตัดใจพูดกับเขาว่า “ถ้าคุณฟ้องร้องในศาลแล้วชนะ คุณจะได้อะไรครับ? ถ้าคุณตายชีวิตของคุณก็จบ แต่ภรรยาและลูกสาวล่ะจะเป็นอย่างไร? พวกเขาจะไม่มีผู้นำครอบครัว ลูกจะไม่มีพ่อ จะทุกข์ทรมานขนาดไหน ถ้าหากคิดถึงคนรอบตัวสักนิด น่าจะยอมรับว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นผิด
ผมไม่ได้มีเจตนาจะซ้ำเติมผู้ป่วยนะครับ แต่ขณะที่กำลังจะเสียชีวิต สิ่งที่ควรจะคิดได้ คือยอมรับว่าตนเองผิดพลาดจริงๆ แล้วสามารถพูดขอโทษภรรยาก่อนที่จะตายได้ แต่ในจิตใจของชายคนนี้กลับเต็มไปด้วยความคิดเคียดแค้น คิดว่าตนเองถูกมาโดยตลอด
ผมถามชายคนนี้ว่า “ชีวิตคุณมีค่าแค่ 300 บาทเหรอ? ทำไมถึงทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเองไม่ได้ และเพราะทิ้งมันไมได้จึงยอมตายแบบนี้เหรอ? ถ้าคุณยอมทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเองลง แล้วยอมรับผิด ฟังคนอื่นพูด คุณก็สามารถมีชีวิตต่อไปได้ โดยไม่ต้องจบลงด้วยการเผาตัวเองและกำลังจะตายแบบนี้ ทางนี้มันดีกว่าไม่ใช่เหรอครับ? การยอมรับผิดนั้นน่ะ ไม่ใช่เพื่อตัวคุณเอง แต่เพื่อภรรยาและลูกคุณต่างหาก
จากกรณีที่เกิดขึ้น หากเราพิจารณาถึงจิตใจของเขา ผมเห็นว่าเขาเป็นคนที่ “เห็นแก่ตัวมาก” ในใจมีเพียงแค่ตัวเขาคนเดียว เพราะถ้าตอนที่เขากำลังจะจุดไฟเผาตัวเอง คิดถึงภรรยาและลูกสักนิดว่า...หากไม่มีหัวหน้าครอบครัว ไม่มีพ่อ พวกเขาจะทุกข์ทรมานขนาดไหน?
นอกจากนี้อีกจิตใจหนึ่งที่ลากเขาไปสู่การเผาตัวเอง คือ “ศักดิ์ศรี” แม้จะตายก็ไม่ยอมโดนดูถูก หรือที่พูดกันว่า “ฆ่าได้หยามไม่ได้” จะทำอย่างไรก็ไม่ยอมรับว่าเป็นคนผิด ความคิดเพียงนิดเดียวนี้เองทำให้เขาจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ!!
หลายคนในทุกวันนี้ก็เช่นกันครับ ถือ “ศักดิ์ศรี” ไว้เหนือชีวิต ไม่อยากยอมรับความผิด “คิดว่าสิ่งที่ฉันคิด สิ่งที่ฉันทำนั้นถูกแล้ว” เมื่อคนเราไม่สามารถยอมรับว่า ตนมีโอกาสทำผิดพลาดได้ เราจะยืนยันในความถูกต้องของตัวเอง และการมีจิตใจที่เห็นแก่ตัวมากขึ้นเป็นอัตโนมัติแบบที่คุณนึกไม่ถึง เพราะอะไรน่ะเหรอ?
...เพราะคุณจะเริ่มคิดถึงแค่ตัวเองฝ่ายเดียว โดยไม่คิดลึกๆ ถึงคนรอบข้าง บางครั้งการคิดถึงแต่ตัวเองมันอาจจะทำให้คุณดูดีในสายตาคนภายนอกได้ แต่คนรอบตัวที่รู้จักคุณจริงๆ พวกเขาจะเริ่ม “ส่ายหัว” กับพฤติกรรมของคุณทีละนิด จากนั้นคุณจะเริ่มปิดกั้นตัวเอง โดดเดี่ยว สุดท้ายจึงต้องคิด ทำและเผชิญอะไรด้วยตัวเอง ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้เลย...
“การยืนยันในศักดิ์ศรี” ความถูกต้องของตัวเองนี่แหล่ะครับ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ลากชีวิตเราให้พบเจอกับหายนะหรือความโชคร้ายหลายอย่าง รวมทั้งอาจมีจุดจบอย่างเช่นชายที่จุดไฟเผาตัวเองนี้ด้วย...
โฆษณา