ในปี 1978 Mary Vincent เป็นเด็กสาวอายุ 15 ปี ที่หนีออกจากบ้าน เพราะพ่อกับแม่หย่ากัน และกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น หัวเลี้ยวหัวต่อ แต่พอหนีออกจากบ้านมาหาเพื่อนที่รัฐ California ได้ไม่เท่าไหร่ Mary ก็อยากกลับบ้านที่ Las Vegas เนื่องจาก Mary ไม่มีเงินเก็บมากพอ เธอจึงใช้วิธีโบกรถในการเดินทาง โดยข้างหลัง Mary ก็ยังมีผู้ชายอีกสองคนที่โบกรถไปด้วย
2
ขณะที่โบกรถอยู่นั้น มีรถตู้มาจอดรับเธอ และคนที่จอดรับคือ Lawrence Singleton ผู้ชายที่มีหน้าตาท่าทางเหมือนคุณปู่ผู้ไร้พิษภัย Lawrence บอกกับเธอว่าเขาจะไปทางนั้นพอดีและสามารถส่งเธอลงที่ทางหลวงหมายเลข 5 แต่ในรถมีที่ว่างสำหรับ Mary แค่เพียงคนเดียวเท่านั้น ผู้ชายอีกสองคนที่โบกรถอยู่ด้วยบอก Mary ว่า อย่าขึ้นรถไปกับ Lawrence เพราะพวกเขาทั้งสองคนสามารถเห็นข้างหลังรถตู้ได้ และมันว่างมาก สามารถรับพวกเขาอีกสองคนได้สบายๆ แต่ Lawrence เลือกที่จะรับ Mary แค่คนเดียว ด้วยความที่ Mary เดินโบกรถมานาน เธอเหนื่อยล้ามาก ถึงแม้จะโดนทักท้วง เธอตัดสินใจขึ้นรถไปกับ Lawrence
Mary ขึ้นรถไปกับ Lawrence แต่เมื่อขับมาเรื่อยๆ Mary เผลอหลับไปและตื่นขึ้นมาจึงสังเกตได้ว่า Lawrence ขับผ่านถนนที่มุ่งสู่ทางหลวงหมายเลข 5 และแทนที่จะไปทางใต้ รถกลับขับมาทางตะวันออกของทางหลวงหมายเลข 5 (ซึ่งเป็นถนนที่ค่อนข้างเปลี่ยว เป็นหุบเขา ห่างไกลผู้คน)
Mary ตกใจและบอกให้ Lawrence วกรถกลับ Lawrence แค่บอกว่าเขาจำทางผิด และมันเป็นแค่ “Honest Mistake” พร้อมกับเลี้ยวรถกลับมา เมื่อขับมาได้ซักพัก Lawrence บอก Mary ว่า เค้าต้องลงไปทำธุระ เนื่องจากปั้มน้ำมันยังอยู่ห่างไปอีกไกล หลังจากที่ Lawrence จอดรถ Mary เริ่มระแวงและคิดว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล ตอนนั้นเป็นเวลากลางคืนแล้ว และหากเธอจะวิ่งหนี Lawrence (ผู้ที่มีอายุมาก และรูปร่างท้วม) เธออาจจะมีทางรอด เธอจึงลงจากรถ และกำลังก้มจะผูกเชือกรองเท้าของตัวเอง เผื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้วิ่งหนีทัน แต่ขณะนั้นเอง เธอไม่รู้เลยว่า Lawrence ได้อ้อมมาข้างหลังและตีหัวเธออย่างแรงด้วยค้อน ทำให้เธอสลบไปทันที
Mary ตื่นขึ้นมาอีกทีและพบว่าตัวเองถูกผูกอยู่ในหลังรถตู้ในสภาพร่างกายเปลือยเปล่า Lawrence ลากเธอเข้ามาจากข้างนอก มัดเธอไว้ก่อนที่จะทำการข่มขืนเธออย่างทารุณ เธอพยายามขอร้องให้ Lawrence ปล่อยเธอไป เธอร้องไห้ขณะที่โดนทำร้ายทั้งคืน ข้างหลังรถนั้น Lawrence ทั้งข่มขืนเธออย่างวิตถาร และบังคับให้ Mary ดื่มแอลกอฮอล์ที่ใส่ไว้ในแกลลอนนม (กล่องนมที่ทำมาจากพลาสติก ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ถ้าเรียกขวดนมเดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันค่ะ)
จนกระทั่งเช้า Lawrence พา Mary ลงมาจากหลังรถ อยากให้ลองนึกสภาพดูตามที่เราจะเล่านะคะ Mary ขอร้อง และบอกกับ Lawrence ว่า เธอจะไม่บอกใคร ขออย่างเดียว ให้ปล่อยเธอไป อย่าทำร้ายเธอเลย
Lawrence บอกกับ Mary ว่า “เธออยากให้ฉันปล่อยเธอไปใช่ไหม? ได้ ฉันจะปล่อยเธอไป” ….ก่อนที่ Lawrence จะหยิบมีดดาบขึ้นมาและฟันไปยังแขนช้างซ้ายของ Mary Maryนั้นตกใจ ช็อกและเซเข้าไปหาพร้อมกับจับ Lawrence ไว้ด้วยมือข้างขวาของเธอ Lawrence หยิบมีดดาบขึ้นมาฟันแขนข้างขวาของ Mary ที่จับเขาไว้
Mary ตกใจและล้มลง ขณะที่เธอล้มลงไปนั้น เธอเห็น Lawrence หยิบมือข้างขวาของเธอที่จับแขนเขาไว้แล้วโยนมันออกไป เธอเสียเลือดและนอนลงบนพื้น ช็อกและกำลังอยู่ในอาการเจ็บปวดเป็นอย่างมาก Lawrence ลากร่างของเธอไปยังหน้าผา และโยนร่างของ Mary ลงไปในเหวที่มีความสูงถึง 30 ฟุต หวังว่าเธอจะตายและไม่มีใครหาเธอเจอ ตอนที่ร่างของ Mary ร่วงตกหน้าผาไปนั้น ซี่โครงเธอยังหักอีก 4 ซี่ด้วยกัน Lawrence ขับรถออกไปทิ้งให้ Mary นอนหายใจพะงาบๆอยู่อย่างนั้น
Mary รอดมาได้อย่างไร?:
ตอนที่ตกหน้าผาลงไปนั้น Mary เสียเลือดอย่างมาก เธอเล่าว่าเธอรู้สึกเพลียและง่วงนอน เธอแค่อยากจะหลับไป แต่มีเสียงในหัวเธอบอกกับเธอว่า เธอหลับไม่ได้ เธอต้องตื่นและรอด เพื่อที่จะได้ออกไปจากที่นี้ และเพื่อแจ้งความให้ Lawrence ถูกจับ เธอเลยพยายามเอาแขนที่ถูกฟันทั้งสองข้าง ดันลงไปในดินโคลน เพื่อหยุดเลือดของตัวเอง เธอใช้เวลาทั้งวันพยายามปีนกลับหน้าผามาอย่างทุลักทุเล (ในตอนที่ Mary ถูกโยนลงหน้าผานั้นเป็นตอนเช้านะคะ) พอขึ้นมาถึงถนนได้ เวลาก็เริ่มมืดแล้ว Mary เดินและเดินไปตามถนนที่ว่างเปล่า ในสถานที่ที่เปลี่ยว เนื่องจากไม่มีรถผ่านเส้นทางนี้มากนัก โดยที่ไม่มีเสื้อผ้า ร่างกายปกคลุมไปด้วยเลือดของเธอ พร้อมกับแผลฉกรรก์ Mary เดินตามเสียงรถที่เธอได้ยิน เพราะรู้ว่า หากเดินไปตามเสียงรถเธอจะเดินไปเจอถนนทางหลวงที่ Lawrence ขับผ่านเข้ามาในที่สุด
Mary เดินมาได้ประมาณ 3 ไมล์ เจอรถคันนึงที่มีผู้ชายสองคนขับอยู่ในรถเปิดประทุน พอทั้งสองคนเห็น Mary ก็ได้เร่งรถหนีไป เนื่องจากสภาพของ Mary น่าจะดูแย่มาก เหมือนคนที่เดินออกมาจากหนังสยองขวัญเลยทีเดียวค่ะ
แต่ในความโชคร้ายของ Mary ยังมีความโชคดี รถอีกคันนึงผ่านมา เนื่องจากสองสามีภรรยาที่กำลังจะไป Honeymoon หลงทางและกำลังพยายามหาทางไปที่ทางหลวงหมายเลข 5 พวกเขาจึงได้ขับผ่านเส้นทางนี้และมาเจอ Mary ที่กำลังพยายามเดินตามเสียงรถ เพื่อจะไปยังถนนหลวงที่มีรถพลุกพล่าน สองสามีภรรยารับ Mary ขึ้นรถ และโทรหา 911 ซึ่ง Mary ถึงกับต้องขึ้น Helicopter เป็นการด่วนเพื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในเวลาต่อมา
ความมุ่งมั่นของ Mary:
ถึงแม้ว่าจะเสียเลือดไปมากถึง 50% Mary สามารถให้ปากคำกับตำรวจ และสามารถบอกนัก sketch รูปของทางเจ้าหน้าที่ให้วาดภาพคนร้ายออกมาได้ดีจนกระทั่งเพื่อนบ้านของ Lawrence เห็นในทีวีและจำได้หน้าเขาได้ในทันที เพื่อนบ้านคนนั้นจึงโทรหาตำรวจและนำไปสู่การจับกุม Lawrence ในที่สุด (9 วันหลังจากที่เกิดเหตุ Lawrence น่าจะคิดว่า Mary นั้นตายไปแล้วแน่ๆเลยค่ะ)
Lawrence ถูกจับกุมแต่เขาอ้างว่า Mary เป็นผู้หญิงขายตัว ซึ่งมีค่าตัวแค่ 10 ดอลลาห์เท่านั้น และคนที่ทำร้าย Mary ไม่ใช่เค้า แต่เป็นเพื่อนของเขาที่ชื่อ Lawrence เหมือนกัน และในคืนนั้นยังมีผู้หญิงขายบริการทางเพศอยู่ในรถตู้ด้วยอีกสองคน (อิผี อิคนสารเลว คิดเรื่องให้มันดีกว่านี้หน่อยได้ไหม) ซึ่งแน่นอนไม่มีใครเชื่อ Lawrence ถูกนำตัวขึ้นศาล และ Mary ได้ปรากฎตัวขึ้นพร้อมกับแขนเทียมของเธอ เธอได้ให้ปากคำในศาลและในขณะที่เธอเดินผ่าน Lawrence หลังจากให้ปากคำเสร็จ เค้าได้กระซิบขึ้นมากับเธอว่า “หากจะมีสิ่งสุดท้ายที่ฉันทำได้ ฉันน่าจะฆ่าเธอทิ้งซะ” สร้างความตื่นตระหนกและหวาดกลัวให้กับ Mary เป็นอย่างมาก (เป็นเรานะ ได้ยินมาพูดแบบนี้น่าจะกระโดดขาคู่คาศาลแน่ๆค่ะ)
คณะลูกขุนได้ลงความเห็นและตัดสินว่า Lawrence มีความผิดจริงและลงโทษ Lawrence แบบสูงสุดตามกฎหมาย แต่ ณ ขณะนั้น (ช่วงปลายยุค 70) โทษที่สูงที่สุดคือ การจำคุกเขาแค่ 14 ปีเท่านั้น ซึ่งผู้พิพากษายังได้กล่าวไว้ว่า หากมันขึ้นอยู่กับเขา เขาจะส่ง Lawrence จำคุกตลอดชีวิต (โดนหลายข้อหามากนะคะ ทั้งข่มขืน พยายามฆ่า sodomy ลักพาตัว ฯลฯ แต่ขนาดรวมกันสูงสุดในตอนนั้นยังแค่ 14 ปีเลย)
7
เป็นที่รู้กันว่า จริงๆแล้วนักโทษที่ได่รับโทษ บางคนไม่นานก็ออกมาแล้ว เคสนี้ก็เช่นกันค่ะ Lawrence ใช้เวลาอยู่ในคุกเพียงแค่ 8 ปีเท่านั้น (อห ที่ไม่ได้แปลว่า โอ้โห!!!!) ซึ่งหลังจาก Lawrence ออกจากคุกมา ขนาดไม่มี internet หรือ Social Media ในตอนนั้น แต่มหาชนก็รุมประนาม และ ออกมาทำ social movement ไม่ให้ Lawrence สามารถอาศัยอยู่ในเมืองของพวกเขาได้ในช่วงที่ Lawrence ต้องเข้ารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ (คือประมาณว่า ปล่อยออกมาแล้ว แต่ on parole หรืออยู่ในช่วงได้รับทัณฑ์บน 1 ปี นะ) มาดูวีรกรรมเด็ดๆของชาวเมืองกันค่ะคุณๆที่รัก
🚨 กลับมาที่ California จะไปที่เขต Contra Costa Meyer ของที่เมืองยื่นเรื่องต่อศาลเลยจ้าาาาาา ขอ restraining order ไม่ให้มาอยู่แถวนี้ ศาลรับไว้ เจ้าหน้าที่เลยจะส่งไป เมือง Redwood City
🚨 พอเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะส่งไป Redwood City นักข่าวรู้เข้าก็ได้เรื่อง (เผือกนิวส์แน่ๆ) ประชาชนรู้ ไม่ยอมอีกจ้า
🚨 ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นในเขต Contra Costa ให้ยอมรับ Lawrence ไปอยู่แถวนั้นได้ และไม่ให้มี restraining order ห้ามเขาอยู่ในเมือง ได้เรื่องเลยค่ะ ไปที่ไหน ม็อบเลยจ้า ไม่ใช่ประท้วงธรรมดานะคะ ม็อบจ้าม็อบตามไปทุกที่ จนเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เวลาจะย้ายตัว Lawrence แต่ละที ต้องเอาใส่เสื้อกันกระสุนเลยนะคะ
หากแต่พ้นระยะเวลา 1 ปี ไปแล้ว Lawrence ก็ออกจากระบบ parole พูดง่ายๆ ไม่มีใครมาตามดู มาตามส่อง ไม่ต้องรายงานตัวต่อใคร และเรื่องคงเงียบลง เขาย้ายไปอยู่ที่รัฐ Florida ใน ปี 1990 ค่ะ
แต่คนสารเลว ก็ยังเป็นคนสารเลว ในปี 1997 เพื่อนบ้านของ Lawrence โทรแจ้งตำรวจ เพราะเห็นผู้ชายที่ร่างเปลือยเปล่าล่อนจ้อนกำลังกระหน่ำแทงผู้หญิงคนนึงอยู่ ตำรวจมาถึงที่บ้าน พบกับ Lawrence ที่มาเปิดประตูในสภาพเลือดเต็มตัว และที่เกิดเหตุมีศพของ Roxanne Hayes คุณแม่ลูกสามวัย 31 ปี (ที่ทำงานเป็นหญิงขายบริการทางเพศ) นอนจมกองเลือดอยู่ Roxanne ถูกแทงทั้งหมด 12 แผล ที่ใบหน้าและลำตัว
Lawrence ถูกส่งตัวขึ้นศาลอีกครั้ง ในคราวนี้ Mary มาขึ้นให้การเพื่อให้ศาลเห็นว่า Lawrence นั้นอันครายและไม่ควรถูกปล่อยออกมาข้างนอกอีกเพียงขนาดไหน และเพราะครั้งที่แล้วมีการปล่อยตัว Lawrence ออกมานี่แหละ Roxanne ถึงต้องตาย
2
ศาลตัดสินให้ประหารชีวิต Lawrence แต่น่าเสียดายที่คน เฮ**** มักตายเร็ว เขาเสียชีวิตในคุกเมื่อปี 2001 ด้วยโรคมะเร็ง ไม่ได้รู้ซึ้งถึงความทรมานใดๆที่ตัวเองทำไว้กับคนอื่น
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ถึงแม้ว่า Mary จะมีสภาพจิตใจและร่างกายที่ยับเยิน แต่เธอพยายามอย่างมากที่จะมีชีวิตต่อไป เธอเดินสายเป็นวิทยากร พูดเกี่ยวกับเรื่องเหยื่อ และอันตรายที่มาจากการโบกรถ โดยหวังว่าจะไม่มีเหยื่อรายต่อไป และให้ทุกคนตระหนักถึงความอันตรายเกี่ยวกับการขึ้นรถไปกับคนแปลกหน้า แถมยังตั้งมูลนิธิ ที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อจากคดีอาชญากรรมอีกด้วย Mary แต่งงานกับหนึ่งในตำรวจนักสืบที่ดูแลคดีของ Lawrence (ไม่แน่ใจคดีไหน) และมีลูกสองคน Mary ชอบการวาดรูป และสามารถใช้แขนเทียมในการวาดรูปได้ดี
เราคิดว่าเรื่องของ Mary นี้มีหลายมิติ ในความโหดร้ายของอมนุษย์คนนึง เรายังมองเห็นถึงความกล้าหาญและความมุ่งมั่นของเหยื่อ