27 มิ.ย. 2020 เวลา 12:35 • ประวัติศาสตร์
พระองค์เจ้าบวรเดช กับการปฏิวัติ ๒๔๗๕
เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๓ มีข่าวการบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย นายพลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ผู้นำของกบฏบวรเดช และแสดงความยกย่องในฐานะที่ “ทรงปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี และทรงมุ่งหวังให้ประเทศชาติดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง” ด้วยการต่อต้านการปฏิวัติ (Counter Revolution) ของคณะราษฎรที่ถูกให้นิยามว่า “เป็นการรัฐประหารเพื่อล้มราชบัลลังก์”
การนิยามดังกล่าวแสดงให้เห็นถึง Mindset การตีความประวัติศาสตร์แบบ ขาว-ดำ/ดี-ชั่ว ซึ่งเป็นความเข้าใจประวัติศาสตร์ที่คลาดเคลื่อนมากพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องบทบาทของพระองค์เจ้าบวรเดชในช่วงการปฏิวัติ ซึ่งมีหลักฐานประวัติศาสตร์จำนวนมากบ่งชี้ว่าในช่วงการปฏิวัติ ๒๔๗๕ พระองค์ทรงเป็นพระราชวงศ์ที่มีความคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทรงมีความสัมพันธ์กับผู้นำคณะราษฎรกลุ่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่อยู่หลายคน และทรงคาดหวังจะเป็นผู้นำการปกครองระบอบใหม่ (new regime)
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช
พระองค์เจ้าบวรเดช พระนามเดิม หม่อมเจ้าบวรเดช กฤษดากร ทรงเป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ พระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ ๔ ทรงศึกษาวิชาการทหารจากโรงเรียนนายร้อยทหารปืนใหญ่และทหารช่าง ประเทศอังกฤษ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้เสด็จกลับมารับราชการทหารบกในสยามมีความก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ ในรัชกาลที่ ๕ ทรงได้ดำรงเป็นผู้บัญชาการมณฑลทหารบกนครราชสีมา แล้วทรงเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในรัชกาลที่ ๖ ทรงดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมแสงสรรพาวุธและรั้งตำแหน่งจเรทหารปืนใหญ่ แล้วทรงเป็นอุปราชมณฑลพายัพและสมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพในช่วง พ.ศ. ๒๔๕๘-๒๔๖๒ จนถึงรัชกาลที่ ๗ ได้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหมในช่วง พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๔๗๔ และได้รับสถาปนาเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
พระองค์เจ้าบวรเดชทรงเป็นผู้มีบารมีในหมู่ทหาร และยังเป็นเจ้านายอาวุโสซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังที่บันทึก “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น” ของ หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อภิรัฐมนตรีในเวลานั้น ระบุว่า
“พระองค์บวรเดชก็มีทหารหนุนอยู่ข้างหลัง, ถ้าจะมีความเห็นอะไรขึ้น, ก็มักใช้คำว่ากองทัพบก the Army ต้องการให้เป็นเช่นนั้นเสมอไป, ทั้งพระองค์บวรเดชก็เป็นผู้เคยดูแลในหลวงมาแต่ยังทรงพระเยาว์ จึงเป็นผู้ที่เข้าเฝ้าเพ็ดทูลเป็นส่วนตัวได้เสมอกัน”
.
ในสมัยรัชกาลที่ ๗ เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) ทั่วโลก ราชสำนักพยายามแก้ปัญหางบประมาณขาดดุลด้วยการดุลข้าราชการออก การลดเงินเดือนข้าราชการหรือตัดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เสนาบดีสภามีมติไม่ขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการกระทรวงต่างๆ พระองค์เจ้าบวรเดชที่เป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหมพยายามขอขึ้นเงินเดือนให้นายทหารที่ได้เลื่อนยศตามกฎกระทรวง แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ ดังที่ “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น” ระบุว่า (ในฉบับตีพิมพ์พระนามพระองค์เจ้าบวรเดชถูกแทนที่ไว้ด้วยจุดไข่ปลา …)
“ที่ประชุมก็ยอมตกลงกันแล้วทุกกระทรวง, แต่ในไม่ช้า, …ก็สั่งเลื่อนตำแหน่งนายทหารในกระทรวงกลาโหมขึ้นชุดหนึ่ง, ตามกฎของกระทรวงว่าเงินเดือนขึ้นตามยศไปด้วย, …ก็เสนอขอเงินเดือนขึ้นให้ข้าราชการกรมรถไฟต่อที่ประชุมว่ากระทรวงอื่นขอได้ท่านก็ขอบ้าง, …แก้ว่าท่านไม่ได้ขอเงินเดือนให้ผิดกับที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว, ท่านขอเลื่อนตำแหน่งนายทหารประจำปีตามกฎของกระทรวง, แลก่อนที่จะออกคำสั่งก็ได้ถามไปยังเสนาบดีคลังแล้ว, คลังตอบว่าได้, จึงได้ออกคำสั่งไปเสียแล้ว จะถอนคำสั่งนั้นอย่างไรได้, ที่ประชุมปรึกษากันว่าให้รักษาคำเดิม, เป็นอันยกเลิกไม่ให้ทั้ง ๒ กระทรวงที่ขอ.”
การแพ้โหวตในที่ประชุมเสนาบดีสภาทำให้พระองค์เจ้าบวรเดชทรงลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม นัยว่าเป็นการประท้วงรัฐบาล แต่การเรียกร้องให้ขึ้นเงินเดือนครั้งนั้นทำให้พระองค์กลายเป็น “hero” (ตามที่ หม่อมเจ้าพูนพิศมัยบันทึกไว้) ของนายทหารจำนวนมาก
พระองค์เจ้าบวรเดชเป็นพระราชวงศ์ที่มีแนวคิดต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงกลายเป็นศูนย์รวมของบรรดานายทหารที่ไม่พอใจการปกครองในเวลานั้น โดยมีกลุ่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นผู้นำคณะราษฎรไปเข้าร่วมประชุมปรึกษาการต่างๆ ดังที่ “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น” ระบุว่า
“แต่นั้นมา,…ก็แถลงการณ์แก่นายทหารต่างๆ, และมี at-home-day ทุกอาทิตย์ที่บ้านถนนวิทยุ มีพวกนายทหารทุกชั้นทุกวัยไปเล่น tennis แล้วอยู่กินน้ำชา, กินดินเน่อร์แล้วเลยประชุมกันหนักขึ้นทุกที, นายทหารที่ไปประจำ คือ พระยาอินทรวิชิต (อาวุธ อาวุธ) พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) และพระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) นี้อยู่ถึงภายหลังดินเน่อร์เสมอ.”
พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)
“คำพิพากษาศาลพิเศษ พุทธศักราช ๒๔๘๒ เรื่องกบฏ" ในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า พระองค์เจ้าบวรเดชทรงติดต่อกับ พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ซึ่งในเวลาต่อมาเป็นหัวหน้าคณะราษฎร เพื่อปรึกษาในเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute monarchy) มาเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional monarchy) และอ้างว่าพระองค์เจ้าบวรเดชทรงคาดหวังจะเป็น “อัครมหาเสนาบดี” ผู้นำการปกครองระบอบใหม่
“พระองค์เจ้าบวรเดชได้เรียกได้เรียกพระยาพหลพลพยุหเสนา และนายดิ่น ท่าราบ (พระยาศรีสิทธิสงคราม) ไปทาบทามแล้วให้พระยาพหลพลพยุหเสนา แสดงความคิดเห็นถึงเรื่องการปกครองของประเทศไทยในขณะนั้นว่าดีเลวเพียงไร พระยาพหลพลพยุหเสนาได้ชี้แจงว่า ชอบการปกครองอย่างมีพระเจ้าแผ่นดินอยู่ใต้กฎหมาย อย่างริปับลิกไม่ชอบ พระองค์เจ้าบวรเดชจึงได้พูดว่า พระเจ้าอยู่หัวอยากจะพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่เหมือนกัน แต่อภิรัฐมนตรีคัดค้านว่าไม่ควรให้ เพราะยังไม่ถึงเวลา พระองค์เจ้าบวรเดชก็เห็นพ้องด้วยตามที่พระยาพหลพลพยุหเสนาแสดงความคิดเห็น แต่พระองค์เจ้าบวรเดชพูดต่อไปว่า ถ้าเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วจะให้พระองค์เจ้าบวรเดชเป็นเสนาบดีก็ไม่ยอมรับ เพราะทำอะไรไม่สำเร็จ ต้องให้เป็นอัครมหาเสนาบดีจึงจะมีอำนาจทำอะไรได้เต็มที่
พระองค์เจ้าบวรเดชได้ถามพระยาพหลพลพยุหเสนากับนายดิ่น ให้แสดงความคิดเห็นมาว่า ทำอย่างไรจึงจะให้พระปกเกล้า ฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญได้ ในเมื่ออภิรัฐมนตรีห้ามอยู่เช่นนี้ นายดิ่นก็นิ่งและมิได้ออกความเห็นว่าอย่างไร ส่วนพระยาพหลพลพยุหเสนาได้ออกความเห็นว่า ให้จับองค์อภิรัฐมนตรีต่าง ๆ มาขังเสีย แล้วยึดอำนาจการปกครองและขอพระราชทานรัฐธรรมนูญต่อไป พระองค์เจ้าบวรเดชไม่เห็นด้วย เพราะอ้างว่าผิดกฎหมายและพูดว่าจะทำอย่างอื่นไม่ให้รุนแรงไม่ได้หรือ พระยาพหลพลพยุหเสนาตอบว่าไม่เห็นมีทางเลย ในที่สุดพระองค์เจ้าบวรเดชให้กลับไปก่อน นัดวันหลังจึงค่อยมาพูดกันใหม่
ต่อจากนั้นมาอีกราว ๗ วันพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ไปเข้าเฝ้าพระองค์เจ้าบวรเดชอีก พระองค์เจ้าบวรเดชว่าอย่างวิธีการของพระยาพหลพลพยุหเสนานั้นไม่เอา ขอให้พระยาพหลพลพยุหเสนาไปเขียนความเห็นลงในหนังสือพิมพ์ติเตียนว่า การปกครองอย่างเก่าไม่ดี และให้แสดงความเห็นว่าการปกครองตามระบอบรัฐธรรมนูญนั้นดี แต่พระยาพหลพลพยุหเสนาไม่เห็นด้วย เพราะวิธีที่แสดงความเห็นลงในหนังสือพิมพ์นั้นเคยติดคุกกันมามากแล้ว พระองค์เจ้าบวรเดชจึงขอร้องให้พระยาพหลพลพยุหเสนา ไปชักชวนเพื่อนฝูงและเสมียนพนักงานให้ทำการร่วมใจหยุดงาน ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วจะไม่ยอมทำงาน และให้พระยาพหลพลพยุหเสนาลาออกเสีย พระยาพหลพลพยุหเสนาจึงพูดว่าในเมืองไทยมีแต่คนพึ่งเงินเดือน คงไม่มีใครยอมหยุดงานและไม่ยอมลาออก จึงไม่ตกลงกัน ครั้นแล้วต่อมาพระองค์เจ้าบวรเดชก็ไม่ได้มีส่วนร่วมมือหรือร่วมคิดในการเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยเลย”
เนื้อหาของคำพิพากษาฯ ต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เพราะเนื้อหาหลายตอนมีจุดน่าสงสัยว่าถูกบิดเบือนขึ้นเพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในเวลานั้น แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่นๆ ที่สนับสนุนว่าพระองค์เจ้าบวรเดชทรงมีความคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองอยู่จริง จึงน่าเชื่อว่าในประเด็นนี้น่าจะมีความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับหนึ่ง
.
หนังสือ “นักเรียนนายร้อยไทยในเยอรมันยุคไกเซอร์” ของ สรศัลย์ แพ่งสภา ระบุไว้ทำนองเดียวกับว่าพระองค์เจ้าบวรเดชทรงมีส่วนรู้เห็นอยู่กับพระยาพหลพลพยุหเสนา
“วันหนึ่งพระยาพหลมีโอกาสเฝ้าพลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหมซึ่งกราบบังคมลาออกจากราชการ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๓ ก็เปรยทูลเชิงตลกไร้แก่นสารว่ากรุงเทพนี่ถ้าจะยึดให้ได้ง่ายๆ เงียบๆ จะทำอย่างไรดี พระองค์เจ้าบวรเดชรับสั่งตอบทันควันเหมือนทรงรู้อะไรดีอยู่แล้ว และรับสั่งต่อว่ายึดกรุงเทพได้แล้วเราจะทำอะไรต่อไป จะให้อะไรที่ดีขึ้นแก่ราษฎร และพรรคพวกของเราจะรักษาสัจจะได้แค่ไหน หัวใจมันอยู่ตรงนี้”
.
ความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองพระองค์เจ้าบวรเดชเป็นที่รับรู้ในหมู่พระราชวงศ์โดยทั่วไป ในขณะเดียวกันพระองค์เจ้าบวรเดชยังพยายามเร่งรัดให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดเส้นตายไว้ที่วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ดังที่ “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น” ระบุว่า
“ถึงเดือนพฤษภาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปพักยังพระราชวังไกลกังวลที่หัวหิน เราก็ไม่เห็นแปลกเพราะในหลวงต้องทรงพักอยู่เสมอโดยฉะเพาะในเวลาภายหลังงานการใหญ่ ๆ แล้ว, ด้วยใคร ๆ ก็รู้ว่าไม่ทรงแข็งแรง, แต่เราได้รู้เมื่อไปอยู่ปีนังแล้วว่า ก่อนที่จะเสด็จหัวหินคราวนี้นั้น. ในหลวงทรงทราบแน่นอนว่าท่านบวรเดชกับทหารบกคิดจะเอารัฐธรรมนูญให้จงได้ในเร็ว ๆ นี้ จึงเสด็จไปหาท่านบวรเดชถึงบ้านเป็นไปรเวตด้วยพระองค์เอง, และทรงขอท่านบวรเดชว่าอย่าเพ่อเอะอะไปเลย, พระองค์ท่านจะเสด็จไปร่างรัฐธรรมนูญที่หัวหิน, และจะแต่งกรมหมื่นเทววงศ์ ฯ ไว้ให้ทูลชี้แจงกับทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ทางนี้เพื่อให้ทรงเห็นดีด้วยให้จงได้. ถ้าตกลงกันได้เรียบร้อยแล้วพระองค์ท่านจะเสด็จกลับมาพระราชทานรัฐธรรมนูญในเดือนกรกฎาคม. ท่านบวรเดชถวายเวลาไว้เที่ยงวันที่ ๑ กรกฏาคมนั้น...”
อย่างไรก็ตาม พระยาพหลพลพยุหเสนากับกลุ่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคนไม่ได้ให้การสนับสนุนพระองค์เจ้าบวรเดช แต่ไปเข้าร่วมกับคณะราษฎรสายพลเรือนที่มีหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้นำแทน แล้วก็การ
“ส่วนพระองค์บวรเดช เมื่อออกจากราชการไปแล้วก็เป็น hero ของพวกนายทหารที่เห็นแก่…ยิ่งกว่าประเทศของตัว ซ้ำมีคำว่ารัฐธรรมนูญนำหน้าเป็นเหยื่ออยู่ด้วยก็รวบรวมผู้คนใน the army ได้สำเร็จ แต่เผอิญมีหลวงประดิษฐ์มนูธรรมอยู่เสียก่อนแล้ว พระองค์บวรเดชมัวต่อรองอยู่กับในหลวงว่าถ้าไม่พระราชทานธรรมนูญถึงวันที่ ๑ กรกฏาคมแล้วจะต้องถูกเอาอย่างเอง ในระหว่างสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จไปร่างรัฐธรรมนูญเองอยู่ที่หัวหิน และให้กรมเทววงศ์ฯ ชักชวน (persuade) อภิรัฐมนตรี ๒ องค์คือ ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ และกรมพระกำแพงฯ อยู่ทางนี้ หลวงประดิษฐ์ฯ กับพระยาพหลฯ ก็ตกลงกัน ทำเสียเอกดังที่เป็นมาแล้ว พระองค์บวรเดชเข้าไปเจรจาก็ไม่มีใครเขาฟังหรือเล่นด้วย”
กลุ่มนายทหารผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นรถแจกจ่ายแถลงการณ์คณะราษฎรให้ประชาชนในพระนคร
จากพฤติการณ์ของพระองค์เจ้าบวรเดช ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงมีผู้ที่เข้าใจว่าพระองค์เจ้าบวรเดชเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดังที่หนังสือ “ชีวิต ๕ แผ่นดินของข้าพเจ้า” ของ พลโทประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร บันทึกเหตุการณ์เมื่ออัญเชิญสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตไปเป็นตัวประกันที่พระที่นั่งอนันตสมาคมไว้ว่า
“...สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ทรงจ้องมองข้าพเจ้าด้วยความหวาดระแวง พอข้าพเจ้าสำนึกตัวได้ ก็วางปืนแล้วก้มลงกราบขอพระราชทานอภัย ทรงรับสั่งถามเป็นคำแรกว่า “ใครเป็นหัวหน้า พระองค์บวรเดชใช่ไหม” ”
.
หนังสือ “นักเรียนนายร้อยไทยในเยอรมันยุคไกเซอร์” ของ สรศัลย์ แพ่งสภา ระบุว่า ในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระองค์เจ้าบวรเดชไม่ได้ทรงถูกจับกุมเป็นตัวประกันเหมือนพระราชวงศ์ผู้ใหญ่องค์อื่นๆ และได้เสด็จมาที่พระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อขอเข้าพบพระยาพหลพลพยุหเสนา แต่ไม่ได้เข้าพบจึงต้องเสด็จกลับไป
“...ทั้งๆที่เคยเป็นถึงเสนาบดีกระทรวงกลาโหม แต่ไม่มีการจับมาเป็นตัวประกัน ท่านมาถึงลานพระบรมรูปทรงม้าในชุดกีฬาสมัยนั้น คือ เสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงขาสั้น หมวกกะโล่ สวมถุงน่องรองเท้าคาบกล้องยาเส้น เข้ามาพบนายทหารรักษาการณ์ ขอพบหัวหน้าคณะราษฎร และท่านก็ได้พบเจ้าคุณพหลฯ ท่านผู้นั้นก็คือ พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ที่ประทานแผนจับตัวประกันให้เจ้าคุณพหลฯ...”
เมื่อคณะราษฎรจัดตั้งรัฐบาลขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง “คำพิพากษาศาลพิเศษ พุทธศักราช ๒๔๘๒ เรื่องกบฏ" ระบุว่า ผู้ก่อการฝ่ายพลเรือนได้เสนอชื่อพระยามโนปกรณนิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) เป็นประธานกรรมการราษฎร ในขณะที่พระยาพหลพลพยุหเสนาได้เสนอชื่อพระองค์เจ้าบวรเดช แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ
1
“ส่วนพระยาพหลพลพยุหเสนานั้น ได้เสนอขอให้พระองค์เจ้าบวรเดช เป็นอัครมหาเสนาบดี คือ ประธานกรรมการราษฎร แต่ที่ประชุมส่วนมากไม่เห็นชอบด้วยเกรงว่า พระองค์เจ้าบวรเดชจะปกครองไปในทางแบบเผด็จการ ผู้ที่มาประชุมส่วนมากจึงเลือกพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธานกรรมการราษฎร ๆ นั้นเทียบเท่านายกรัฐมนตรีทุกวันนี้”
และมีรายงานว่า “…พระองค์เจ้าบวรเดชไม่พอพระทัย ได้พูดต่อว่าพระยาพหลพลพยุหเสนาว่าทำไมไม่ให้ท่านเป็นประธานกรรมการราษฎร พระยาพหลพลพยุหเสนาว่าได้เสนอต่อที่ประชุมแล้ว แต่ที่ประชุมส่วนมากเขาไม่ให้เป็น จะมาต่อว่านั้นไม่ถูก ตั้งแต่นั้นมาพระองค์เจ้าบวรเดชก็ไม่ชอบพระยาพหลพลพยุหเสนา.”
สาเหตุหลักสันนิษฐานว่าคงเป็นเพราะสถานะ “เจ้า” ของพระองค์เจ้าบวรเดชที่อาจทำให้ถูกระแวงว่าจะชักนำการปกครองกลับไปสู่ระบอบเก่า และอาจเพราะพระอุปนิสัยส่วนพระองค์ที่กล่าวกันว่าเป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง
นอกจากพระองค์เจ้าบวรเดชจะไม่ได้ทรงมีส่วนร่วมในรัฐบาลใหม่ตามที่ทรงตั้งพระทัยไว้ การกระทำที่ส่งเสริมให้กลุ่มนายทหารก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองยิ่งทำให้ทรงไม่เป็นที่พอใจในหมู่ “เจ้า” ด้วยกัน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ทรงเปลี่ยนมาต่อต้านรัฐบาลใหม่แทน ดังที่หม่อมเจ้าพูนพิศมัยบันทึกว่า
“ในระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๖, มีคนไปมาที่หัวหินมากขึ้นจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
วันหนึ่งเราไปเดินเล่นเวลาเย็นๆ ทางถนนหลังบ้าน, เห็น…(พระองค์เจ้าบวรเดช-ผู้เขียน) ขึ้นรถยนต์ผ่านไปทางพระราชวัง. …เห็นเราก็ก้มหน้า, เราเองก็เมินหน้าเมื่อเห็นว่าเป็นใคร, เพราะ...มีความผิดใหญ่ยิ่งอยู่เพียง ๒ เรื่อง
๑. ในเวลานั้นเห็นกันว่าท่านเป็นผู้ที่สนับสนุนให้ทหารกำเริบโลภจนกบฏ
๒. ท่านเอา...เป็นเมียในพวกเจ้าจึงไม่มีใครพูดด้วย, จนเพื่อนทหารคนหนึ่งมาเล่าให้เราฟังว่า-…พูดว่า- “อย่างไรๆ ก็ต้องแก้มืออ้ายพวกขบถนี้ให้จงได้. แม้แต่พี่น้องก็ไม่มีใครเขาดูหน้าฉันหมดแล้ว!” ครั้น...นำทหารทางเหนือลงมา, พวกรัฐบาลใหม่ก็หาว่าพวกเจ้ารู้เห็นด้วยตั้งแต่พระองค์ในหลวงเอง”
การที่เกิดกบฏบวรเดชขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๗๖ ก็มีบุคคลร่วมสมัยสงสัยอยู่ว่าพระองค์เจ้าบวรเดชมีจุดประสงค์ในการฟื้นฟูพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือมุ่งหวังเสริมสร้างอำนาจให้แก่ตนเองในระบอบใหม่ ดังที่หม่อมเจ้าพูนพิศมัยบันทึกว่า
“แต่ความจริงที่ข้าพเจ้าได้รู้ภายหลังคือ-…ไปหัวหินคราวนั้น, ไปขอเฝ้าในหลวงเป็นไปรเวต, แล้วกราบทูลขอพระราชทานอนุญาตว่าจะเปลี่ยนแปลงใหม่, ในหลวงทรงตอบว่า-ไม่ทรงเห็นด้วยเลย, โดยฉะเพาะผู้ที่เป็นเจ้า, เพราะใครเขาจะเชื่อว่าทำด้วยเห็นแก่บ้านเมือง, ไม่ใช่เพราะต้องการอำนาจกลับคืนมาเป็นส่วนตัว, เมื่อเขาต้องการจนเราต้องให้แล้วก็ควรจะให้ๆ บริสุทธิ์, อย่าขัดขวางเกี่ยวข้อง. …โกรธถึงกลับมาพูดกับพวกพ้องว่า- “ถ้าท่านไม่เล่นกับเราๆ ก็หาคนใหม่!” มีคนเข้าใจว่า...คิดจะเอา...ลูกเจ้าฟ้ากรมหลวง...หรือตัวเองเป็นเจ้าแผ่นดินต่อไป. ผู้ที่เข้าใจเช่นนั้นจึงเอาใจออกห่างเป็นหลายคน”
.
หากศึกษาประวัติศาสตร์อยากรอบด้านอย่างเป็นกลางแล้ว เราจะเข้าใจบริบทของการเมืองการปกครองไทยว่ามีอะไรมากกว่า ขาว-ดำ/ดี-ชั่ว และเราจะมองเห็นภาพของพระองค์เจ้าบวรเดชในเวลานั้นอย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าที่ถูกนิยามเมื่อเร็วๆ นี้
บรรณานุกรม
- กรมโฆษณาการ. (๒๔๘๒). คำพิพากษาศาลพิเศษ พุทธศักราช ๒๔๘๒ เรื่องกบฏ. พระนคร: โรงพิมพ์ศิริอักษร.
- ประยูร ภมรมนตรี. (๒๕๑๘). ชีวิต ๕ แผ่นดินของข้าพเจ้า. กรุงเทพฯ: บรรณกิจ.
- พูนพิศมัย ดิศกุล, ม.จ. (๒๕๕๗). สิ่งที่ข้าพเจ้าได้พบเห็น (รวมเล่ม). กรุงเทพฯ: มติชน.
- เสทื้อน ศุภโสภณ. (๒๕๓๕). ชีวิตและการต่อสู้ของพระยาทรงสุรเดช. กรุงเทพฯ : คณะอนุกรรมการจัดพิมพ์หนังสือโครงการ ๖๐ ปี ประชาธิปไตย.
- สรศัลย์ แพ่งสภา. (๒๕๔๙). นักเรียนนายร้อยไทยในเยอรมันยุคไกเซอร์. กรุงเทพฯ: สารคดี.
หมายเหตุ : บทความทั้งหมดเรียบเรียงโดยผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ ผู้ดูแลเพจขอสงวนสิทธิไม่อนุญาตให้นำข้อมูลที่เผยแพร่ในเพจไปแก้ไข คัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ เผยแพร่ต่อ และห้ามนำไปแสวงหาผลกำไรทางพาณิชย์โดยเด็ดขาด หากมีความประสงค์จะขอบทความของเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ก็ตามต้องได้รับการยินยอมจากผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ในทุกกรณี ยกเว้นแต่การแชร์ (share) ที่สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
โฆษณา