28 มิ.ย. 2020 เวลา 07:27 • ไลฟ์สไตล์
“พี่...คิดถึงลูก”
พี่มีลูก 3 คน 2 คนโตเป็นผู้หญิง คนเล็กผู้ชาย
ลูกสาวทั้ง 2 คน จากอกพี่ มีงานการทำ ต่างคนต่างเช่าหอพักอยู่
ไม่ต้องเดือดร้อนเงินพี่นานแล้ว คนเล็กอีกไม่นานก็จบ ป.ตรี
คนโตเกิดมาในช่วงที่ทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้น
พี่คลอดได้เจ็ดเดือนก็ต้องไปเรียนวิชาชีวิตที่ต่างประเทศ 1 ปี
ระหว่างนั้น “เค้า” เป็นคนเลี้ยงลูก อย่างที่เคยเขียนไว้ในบทก่อนหน้า
พอพี่กลับมากิจการที่บ้านเริ่มดี ด้วยความที่เป็นลูกและหลานคนแรก
ของเล่น เสื้อผ้า ถ้าไม่แพงจนไม่สมเหตุผล พี่ก็ซื้อให้
ลูกคนนี้ตอนเล็กๆไม่ชอบทานข้าว กว่าจะทานได้ 1 มื้อ ต้องพานั่งรถเข็นเด็ก
เดินป้อนไปทั่วหมู่บ้าน แต่โตมาต้องคอยบอกว่าหยุดกินได้แล้ว
คนกลางพี่ท้องตอนกำลังสร้างโรงงาน พอคลอด กิจการเริ่มดีขึ้นไปกว่าเดิม
งานยุ่งจนไม่มีเวลาเครียด ตอนเล็กๆทานกระทั่งผัดสะตอ
โตมา ไม่ทานทั้งผักและผลไม้ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มทานผักได้บ้างบางชนิด
ลูกชายคนเล็กเกิดตอนกิจการดีที่สุด คนนี้เลี้ยงค่อนข้างยากเพราะเป็นโคลิค
ร้องทุกคืน พอผ่านช่วงนั้นไปได้ ทุกอย่างก็ราบรื่น ลูกคนนี้ตอนเริ่มโตพี่ไม่ค่อยมีเวลาให้ ตอนเล็กๆไม่ยอมพูด กว่าจะพูดได้ เกือบ 4 ขวบแล้ว
แต่ฟังเข้าใจหมดทุกเรื่องแค่ไม่ยอมพูดเท่านั้นเอง
ยิ่งตอนเป็นวัยรุ่น กว่าจะผ่านมาได้ทั้งแม่ทั้งลูก เสียน้ำตาไม่รู้เท่าไหร่
กฎเหล็กที่พี่ใช้กับลูกทุกคนคือ
1.อยากได้อะไรให้เก็บเงินซื้อเอง เพราะให้เงินค่าขนมเป็นรายอาทิตย์ อยู่แล้ว
2.มีเรื่องอะไร เล็กหรือใหญ่ต้องบอก ต้องคุยกัน ห้ามปิดบัง
เรื่องนี้สำคัญ พี่จะชวนลูกคุยตลอดเวลากลับจากโรงเรียน มีการบ้านหรือไม่
กลางวันทานอะไรกันบ้าง อยู่กับเพื่อนๆ สนุกมั้ย คุณครูสอนเข้าใจหรือเปล่า
ทำแบบนี้ตั้งแต่ลูกๆเข้าอนุบาล จนเรียนจบ
ลูกๆสนิทกับพี่เหมือนเพื่อน ลูกมีแฟน เลิกกับแฟน ฯลฯ ลูกเล่าให้พี่ฟังหมด
จนถึงทุกวันนี้ ลูกสาว 2 คนออกไปอยู่เองแล้ว
เกือบทุกอาทิตย์จะโทรมาคุยเล่าให้พี่ฟังเรื่องชีวิตของลูกๆตลอด
ตอนลูกๆเรียนประถม-มัธยม พี่ไปหาอาจารย์ใหญ่ประจำ เพราะลูกถูกรังแก ( Bully) บ่อยแล้วมาเล่าให้ฟัง พี่ต้องถามเรื่องราวแบบไม่เข้าข้างลูกก่อน ให้ลูกเล่าตั้งแต่ต้น
จบแล้วให้เล่าใหม่ว่าเรื่องเหมือนเดิมหรือไม่
บางครั้งลูกมีแผลกลับมา พี่ก็ยังใช้วิธีการเดิม
จนแน่ใจว่าลูกถูกรังแกจริงถึงติดต่อโรงเรียน
เรื่องนี้สำคัญมากๆ ผู้ปกครองต้องได้รับความไว้ใจจากลูก
ลูกจึงจะกล้าเล่าเรื่องให้ฟังเวลามีปัญหา และไม่หาทางแก้ปัญหาเองในแบบที่ผิด
หรือไม่แก้ไขอะไรเลยจนทำร้ายตัวเองอย่างที่เป็นข่าวบ่อยๆ และ พ่อ-แม่
ต้องสร้างให้ลูกมีพลังใจที่เข้มแข็งพอกับการถูกล้อหรือถูกแกล้งแบบไม่รุนแรง
เช่นการถูกล้อเลียนในเรื่องต่างๆ
1
3.ถ้าลูกดื้อมากถึงขั้นต้องลงโทษ และต้องตี พี่จะตีด้วยมือเปล่า เจ็บทั้งพี่และลูก
(ผิดกับพี่ตอนเด็กๆ โดนไม้เรียวประจำ แถมฟาดให้ร้องไห้
พอร้องก็ดุให้เงียบ จะเอายังไงกันแน่ ดีนะพี่ไม่โตมาเป็นไบโพล่า)
แต่ถ้าโทษไม่หนัก พี่จะให้ยืนหรือนั่งหันหน้าเข้าหามุมห้อง ตามเวลาที่กำหนดให้
สำหรับเด็กๆแล้ว การลงโทษวิธีนี้ทรมานมาก
เพราะเด็กไม่สามารถอยู่นิ่งๆที่เดียวได้เป็นเวลานาน
แต่ถ้าทะเลาะกันตีกัน บทลงโทษอันนี้โหดสุด ลูกๆบอกมาตอนโตกันแล้ว
คือให้กอดกันตามเวลาที่กำหนด มันทรมานยิ่งนัก ลูกๆคอนเฟิร์ม
ลูกสาวคนกลางตอนเด็กๆ ต่อย ย้ำว่า “ต่อย” กับลูกชายคนเล็กประจำ
ตีทั้งคู่ก็แล้ว จับอยู่มุมห้องก็แล้ว ยังไม่เลิกต่อยกัน
พอใช้วิธีนี้ไม่กี่ครั้งจากนั้นมาทะเลาะกันน้อยมาก
4.ถ้าจบมัธยมปลายแล้ว มีทางเลือกให้ คือ
-เรียนต่อมหาวิทยาลัย หรือ
-ออกจากบ้านไปหางานทำแล้วอยู่ด้วยตัวเอง หรือ
-อยู่ที่บ้านแต่ต้องหางานทำจ่ายค่าเช่าบ้านให้พี่
ลูกทั้ง 3 คน เลือกข้อแรก พี่ส่งให้เรียนได้ถึงแค่ ป.ตรี
ที่เหลือถ้าใครจะไปสูงกว่านั้น ต้องหาทางเอง
ซึ่งคนโต พอเรียนจบ ป.ตรี มีงานทำ ก็ทำงานไปด้วยเรียน ป.โทไปด้วย
(จบ ป.โท ได้หลายปีแล้ว)
คนกลางตอนใกล้เรียนจบ ป.ตรี แอบสมัครงานไว้ เรียนจบปุ๊บได้งานปั๊บ
ตอนลูกเรียนจบไม่ว่าจะระดับใด พี่กับ “เค้า” รวมทั้งลูกๆเอง
ไม่เคยไปงานรับปริญญาเลย พี่ถือว่าการเรียนจบ ยังไม่ใช่ความสำเร็จของชีวิต
ตอนลูกสาวสองคนออกไปอยู่เอง
พี่ให้ลูกแค่เงินค่ามัดจำห้องกับเงินเดือนๆสุดท้ายก่อนลูกจะได้รับเงินเดือนจากงานที่ทำ เท่านั้นจริงๆ จนลูกทั้งสองเปลี่ยนงานใหม่ไปหลายงานแล้ว
แต่ละงานที่ทำไม่ตรงกับที่เรียนมาเลย แต่ลูกๆก็ทำได้ดี เลี้ยงดูตัวเองได้
มีเงินเก็บ เจ็บป่วยมีเงินรักษาตัวเอง อันนี้พี่ถือว่าพี่จบปริญญาเอก 2 ใบแล้ว
1
5.ถ้ามีอาชีพการงานทำ ออกไปอยู่ด้วยตัวเอง ขอแค่เลี้ยงดูตัวเองได้
ทำงานอะไรก็ได้ที่ชอบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
แต่ถ้าไม่ได้ทำงานที่ชอบก็ขอให้ชอบในงานที่ทำ และทำให้เต็มที่และดีที่สุด
ซึ่งตอนนี้ 2 คนโตกำลังทำอยู่
และไม่ต้องส่งเงินให้พี่กับ “เค้า” มีชีวิตเป็นของตัวเองแล้ว แค่ไม่มารบกวนพี่เป็นพอ
ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุดในตอนโต
6.พกถุงยางอนามัยติดกระเป๋าไว้ ห้ามลืม
ตอนลูกเริ่มเป็นวัยรุ่น พี่ต้องคุยเรื่องเพศกับลูกบ่อยๆ สอนเท่าที่จะสามารถทำได้
แต่ย้ำตลอดทั้งลูกสาวลูกชาย ฮอร์โมน ไม่เข้าใครออกใคร
เราสอนแล้วแต่ถ้าเค้าอยู่กัน สองต่อสอง อะไรก็เกิดขึ้นได้
เพราะพี่ผ่านจุดนั้นมาแล้วจึงรู้ดี เรื่องแบบนี้
พ่อ-แม่ต้องไม่อายที่จะพูดกับลูกตรงๆ
กับลูกสาวพี่บอกลูก ถ้าผู้ชายไม่พกถุงยางมาเรายื่นให้เลย
แต่ถ้าให้แล้วไม่ยอมใช้ก็ บ๊าย บาย ทางใครทางมัน
ยิ่งลูกชายยิ่งต้องย้ำบ่อยๆ
พี่ไม่ได้สนับสนุนให้ลูกมี sexก่อนวัยอันควร
แต่สอนให้รู้จักป้องกันตนเองจากการมี sex
ปกติถ้ามีวันหยุดยาว คนโตจะกลับมาอยู่บ้านบ่อยๆ
คนกลางกลับบ้านปีละไม่เกิน 2 ครั้ง
คนเล็กกลับทุกปิดเทอม
แต่พอมีโควิด-19 คนโตบริษัทเข้มงวดมาก ห้ามออกนอกพื้นที่เลยไม่ได้กลับบ้าน
พี่ไม่ได้เจอหน้าไม่ได้กอดลูกคนนี้มาครึ่งปีแล้ว แต่ยังโทรคุยกันประจำ
คนกลางขอกลับมาอยู่บ้าน แต่ไม่อยากอยู่ห้องตัวเอง ขอมานอนด้วย
ซึ่งลูกคนนี้ปกติเป็นสาวสังคม เพื่อนเยอะ ปาร์ตี้ ไปเที่ยวประจำ จึงกลับบ้านปีละ 2 ครั้ง และตั้งแต่พี่ย้ายกลับมาอยู่ต่างจังหวัด
ในคืนแรกที่ย้ายมาลูกคนนี้ขอแยกไปนอนคนเดียวตั้งแต่นั้นมา
จนออกจากบ้านไปทำงาน เกือบ 20 ปีแล้ว ไม่เคยนอนกับพี่เลย
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ลูกคนนี้นอนกับพี่ นอนด้วยกันทุกคืนมาเกือบครึ่งปี
เพิ่งกลับไปทำงานได้ 2 อาทิตย์ วันแรกที่ลูกไป พี่กลับเข้าห้อง พี่ร้องไห้เลย
มันเคว้งคว้าง เหงา คิดถึง มองไปที่ลูกเคยนอน แถมยังทิ้งชุดนอนไว้ให้ดูต่างหน้าอีก
ตอนนี้พี่ดีขึ้นแล้ว
คนเล็กกลับบ้านทุกปิดเทอม แต่ชอบขลุกอยู่แต่ไหนห้อง
มาครั้งนี้ลูกโตขึ้น ออกมาเจอกันบ่อย กอดพี่ทุกวันด้วย
จากที่เมื่อก่อนถูกตัวยังไม่ค่อยจะยอม ตอนเย็นคอยเป็นลูกมือช่วยทำกับข้าว
ลูกชายก็ไม่เว้น มีแฟน เลิกกับแฟนก็บอกพี่ เดี๋ยวเปิดเทอมต้องกลับไปเรียน
พี่เหงาจริงๆแล้วทีนี้ แต่ไม่กี่วันพี่ก็ชิน
ไม่มีใครอยู่กับเราได้ตลอดไป วันหนึ่งวันใด เขาก็ต้องมีชีวิตของเขาเอง
เราอยู่ทางนี้ก็ดูแลคนที่ยังอยู่ด้วยกันให้ดีที่สุดเป็นพอ
ขอให้ทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้
มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ มีความสุขในทุกๆวันและทุกๆสิ่งที่ทำนะ
2
ลูกชายเขียนให้ "ป๊า"
โฆษณา