28 มิ.ย. 2020 เวลา 20:09 • ธุรกิจ
ขั้นตอนการ “เลิกบริษัท” หลังสายการบิน “นกสกู๊ต” มีมติคณะกรรมการให้เลิกบริษัทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ข่าวการเลิกบริษัทสายการบินนกสกู๊ตเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาค่อนข้างเป็นที่สนใจในวงกว้าง เนื่องจากเป็นสายการบินในไทยลำดับที่ 2 ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤต COVID-19 จนต้องเข้าสู่กระบวนทางกฎหมาย
วันนี้ THE LEGAL TOPICS จะมาอธิบายขั้นตอนทางกฎหมายในการเลิกบริษัทและการชำระบัญชีให้ทราบกันครับ
ขอบคุณภาพจาก: ประชาชาติธุรกิจ ออนไลน์
แน่นอนว่าการเลิกกิจการหรือบริษัทย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะนอกจากจะกระทบผู้ถือหุ้น ลูกจ้าง และบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐในส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกด้วย
กฎหมายกำหนดเหตุในการเลิกบริษัทไว้หลายกรณีด้วยกัน เช่น การเลิกบริษัทตามเงื่อนไขในข้อบังคับ การเลิกบริษัทโดยมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น หรือการเลิกบริษัทโดยคำสั่งศาล เป็นต้น
ในกรณีของบริษัทสายการบินนกสกู๊ตนั้น เป็นการเลิกโดย “มติพิเศษ” ของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ซึ่งกระบวนการก็คือ คณะกรรมการบริษัทจะประชุมกันเพื่อลงมติเลิกบริษัท แล้วดำเนินการเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อ “ลงมติพิเศษ” ให้เลิกบริษัทต่อไปครับ
เนื่องจากการเลิกบริษัทมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ถือหุ้น กฎหมายจึงกำหนดให้การเลิกบริษัทต้องกระทำเป็น "มติพิเศษ" กล่าวคือ มติ 3/4 ของผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงที่เข้าร่วมประชุม
เมื่อที่ประชุมใหญ่ลงมติพิเศษให้เลิกบริษัทแล้ว ก็จะ "มีผลทางกฎหมาย" เป็นการเลิกบริษัททันทีโดยไม่ต้องไปร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้เลิกบริษัทกันอีกครับ
มีข้อสังเกตว่า การที่ที่ประชุมคณะกรรมการลงมติให้เลิกบริษัทตามข่าว ยังไม่มีผลทำให้บริษัทเลิกกันตามกฎหมายนะครับ ต้องรอให้ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษก่อนจึงจะมีผลทางกฎหมายครับ
ผลของการเลิกบริษัทมี 3 ข้อด้วยกัน นั่นคือ
1) บริษัท “สิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคล” ทันที กล่าวคือ จะค้าขาย ทำสัญญาฉบับใหม่ในนามของบริษัท หรือจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทกับทางราชการไม่ได้อีกแล้ว เพราะถือว่าบริษัทนั้นไม่มีตัวตนในสายตาของกฎหมายแล้วครับ
อย่างไรก็ตาม ก่อนสลายตัวไป บริษัทก็ต้องเคลียร์ทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทก่อน กฎหมายจึงกำหนดให้บริษัทนั้นยังคงมีตัวตนอยู่ต่อได้เฉพาะเพียงเพื่อการดำเนินการ “ชำระบัญชี” และดำเนินกิจการที่คั่งค้างอยู่ให้เสร็จสิ้นไปเท่านั้น และเมื่อชำระบัญชีเสร็จแล้ว บริษัทก็จะสลายตัวไปอย่างสมบูรณ์ครับ
2) บริษัทต้อง “ชำระบัญชี” เพื่อรวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้สิน และคืนทุนแก่ผู้ถือหุ้นหากมีทรัพย์สินเหลืออยู่หลังชำระหนี้ครับ กระบวนการนี้ไม่ทำไม่ได้เพราะถ้าไม่ทำ ก็จะทำให้ผู้ถือหุ้นไม่รู้สัดส่วนหุ้นที่ต้องได้รับคืน และจะทำให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้ตามสิทธิครับ
3) อำนาจของกรรมการบริษัทสิ้นสุดลงทันทีนับแต่วันที่มีมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นให้เลิกบริษัท และเมื่อตั้ง “ผู้ชำระบัญชี” ขึ้นแล้ว ผู้ชำระบัญชีก็จะเข้ามารับไม้ต่อดำเนินการชำระบัญชีบริษัท และดำเนินกิจการที่คั่งค้างให้สำเร็จต่อไปครับ
ขอบคุณภาพจาก: เที่ยวญี่ปุ่นดอทคอม
ในส่วนของการชำระบัญชี ผู้ชำระบัญชีจะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ให้ครบถ้วนครับ
1) จดทะเบียนการชำระบัญชีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 14 วันนับแต่วันที่มีมติพิเศษให้เลิกบริษัท
หากฝ่าฝืนไม่ไปจด ผู้ชำระบัญชีจะถูกปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาทครับ
2) แจ้งลงหนังสือพิมพ์ท้องที่อย่างน้อยหนึ่งครั้ง (เช่น แจ้งสื่อ "หรือ" แจ้งลงหนังสือพิมพ์ประกาศข่าวราคาประหยัดที่ชื่อว่า “หนังสือพิมพ์สายกลาง”) ให้ประชาชนทราบถึงการเลิกบริษัทและแจ้งให้เจ้าหนี้มายื่น “คำทวงหนี้” กับผู้ชำระบัญชี (สังเกตในข่าวจะมีการแจ้งให้เจ้าหนี้มายื่นข้อเรียกร้องขอรับชำระหนี้ด้วย)
นอกจากนี้ ผู้ชำระบัญชีต้องแจ้งเป็นจดหมายไปยังเจ้าหนี้ทั้งหลายของบริษัทให้ทราบถึงการเลิกบริษัทและแจ้งให้มายื่น “คำทวงหนี้” กับทางผู้ชำระบัญชีด้วย
หากฝ่าฝืนไม่ดำเนินการตามข้อ 2) ผู้ชำระบัญชีจะถูกปรับไม่เกิน 8 หมื่นบาทครับ
3) ทำงบดุลเพื่อแสดงฐานะทางการเงินของบริษัทโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วนำไปให้ “ผู้ตรวจบัญชี” (หรือเรียกในวงการว่า “ออดิท”) ตรวจและลงคำรับรองว่าถูกต้อง จากนั้น นำงบดุลไปเสนอที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบดุลต่อไป
4) เรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นโดยเร็วเพื่อให้ที่ประชุมลงมติอนุมัติงบดุล ลงมติให้กรรมการชุดเดิมทำหน้าที่เป็นผู้ชำระบัญชีต่อไปหรือลงมติตั้งผู้ชำระบัญชีคนใหม่ และพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ที่จำเป็น
ถ้าการชำระบัญชีไม่แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ผู้ชำระบัญชีต้องเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นทุกสิ้นปีตลอดระยะเวลาที่การชำระบัญชียังไม่เสร็จสิ้นเพื่อรายงานอัปเดตความคืบหน้าการชำระบัญชีให้ผู้ถือหุ้นทราบ
การเรียกประชุมและการดำเนินการประชุมใหญ่ในระหว่างนี้ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามวิธีการเดียวกันกับการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นตามปกติ หากทำไม่ถูกต้อง กรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนมติการประชุมนั้นได้ทันทีครับ
5) ทำรายงานการชำระบัญชีทุก ๆ 3 เดือน พร้อมนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและเปิดเผยรายงานนั้นให้ผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ตรวจดูได้ หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท
6) รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทเพื่อนำมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้
หากรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินแล้วยังไม่พอชำระหนี้สิน ก็เรียกผู้ถือหุ้นที่ค้างค่าหุ้นอยู่ให้ชำระค่าหุ้นให้ครบแล้วเอาค่าหุ้นนั้นไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ต่อไป (กรณีนี้ผู้ถือหุ้นที่ค้างค่าหุ้นจะปฏิเสธไม่จ่ายค่าหุ้นที่ค้างชำระไม่ได้ทุกกรณีแม้สัญญาผู้ถือหุ้นจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นก็ตาม)
7) "ผู้ชำระบัญชีหรือกรรมการที่ทำหน้าที่ชำระบัญชีจะทำกิจการอันใดขึ้นใหม่ไม่ได้" เว้นแต่จะเป็นไปเพื่อการสะสางกิจการที่คั่งค้างอยู่เดิมก่อนเลิกบริษัทให้เสร็จสิ้นสำเร็จไปเท่านั้น เช่น จะไปทำสัญญาซื้อขาย สัญญากู้ หรือสัญญาค้ำฯ ฉบับใหม่กันขึ้นไม่ได้ เพราะกรณีดังกล่าวไม่ใช่การสะสางกิจการที่คั่งค้างอยู่เดิมก่อนเลิกบริษัทให้เสร็จสิ้นสำเร็จไป
แต่ถ้าบริษัทเคยทำสัญญาซื้อขายกับลูกค้าแล้วแต่ยังชำระค่าสินค้าไม่ครบก่อนเลิกบริษัท ผู้ชำระบัญชีก็มีหน้าที่ต้องนำทรัพย์สินของบริษัทไปจ่ายหนี้ลูกค้าให้ครบ เพราะถือเป็นกิจการที่คั่งค้างอยู่เดิมก่อนเลิกบริษัทนั่นเอง
หากผู้ชำระบัญชีไปทำกิจการอันใดขึ้นใหม่ ธุรกรรมนั้นตกเป็น “โมฆะ” ทันทีไม่มีผลทางกฎหมาย อันนี้สำคัญนะครับ
8) ถ้ารวบรวมทรัพย์สินจนหมดทุกวิธีการแล้วแต่ยังไม่พอใช้หนี้ ผู้ชำระบัญชี “ต้อง” ร้องขอให้บริษัทนั้น “ล้มละลาย” ต่อศาลล้มละลายกลางครับ ถ้าฝ่าฝืนไม่ร้องดำเนินการร้องขอ ก็มีโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาทครับ
9) เมื่อชำระบัญชีเสร็จแล้ว ก็ต้องเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อรายงานการชำระบัญชีให้ทราบ และ “จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี” ภายใน 14 วันนับแต่วันที่ประชุมดังกล่าว เมื่อจดเสร็จการชำระบัญชีเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นอันเสร็จหน้าที่ในการชำระบัญชีครับ
ขอบคุณภาพจาก: 12Go
ก่อนจะจบไป อยากฝากบอกว่า การเลิกบริษัทหรือกิจการหลาย ๆ เจ้าพร้อมกันย่อมเป็นเรื่องไม่พึงประสงค์ เพราะสะท้อนว่าเศรษฐกิจช่วงนั้นไม่ดี และกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐ
แต่เมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น การเลิกกิจการก็อาจเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อตัดภาระต้นทุนและสะสางหนี้สินของกิจการต่อไปได้
ทั้งนี้ ก็ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการทุกท่านที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจในช่วงนี้ให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคและดำเนินธุรกิจต่อไปได้นะครับ
“Q&A” ถามตอบท้ายบทความ
ข้อ 1) หากจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีไปแล้ว แต่มารู้ทีหลังว่าบริษัทยังมีทรัพย์สินบางรายการที่สืบหาไม่พบในระหว่างชำระบัญชี ทำให้ไม่สามารถเอาทรัพย์สินนั้นไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ บุคคลผู้เคยเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทจะร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีและขอให้ศาลตั้งตนเองกลับเข้ามาเป็นผู้ชำระบัญชีใหม่เพื่อนำทรัพย์สินดังกล่าวไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ให้แล้วเสร็จได้หรือไม่
คำตอบ คือ "ได้ครับ" เพราะกรณีนี้ต้องถือว่า มี "เหตุขัดข้อง" ทำให้การชำระบัญชีไม่แล้วเสร็จ ผู้ชำระบัญชีจึงดำเนินการชำระบัญชีเพิ่มเติมได้เพื่อนำทรัพย์สินที่สืบหาไม่พบมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ต่อไป (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3302/2553)
ข้อ 2) ถ้าที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเคยลงมติพิเศษเลิกบริษัทไปแล้ว ต่อมาคณะกรรมการบริษัทจะลงมติ "เพิกถอน" มติดังกล่าว "จากเลิกบริษัทเป็นไม่เลิกบริษัท" ได้หรือไม่
คำตอบ คือ "ไม่ได้นะครับ" เพราะถือว่าบริษัทได้เลิกไปและสิ้นสภาพนิติบุคคลไปตั้งแต่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษให้เลิกบริษัทแล้วครับ จึงไม่เหลือตัวตนความเป็นบริษัทอยู่เพื่อดำเนินกิจการใด ๆ ได้อีก ยกเว้นแต่เฉพาะการชำระบัญชีเท่านั้น ดังนั้น คณะกรรมการจะเรียกประชุมเพื่อลงมติเพิกถอนมติพิเศษจากเลิกบริษัทเป็นไม่เลิกบริษัทไม่ได้ เพราะการเรียกประชุมเพื่อลงมติดังกล่าว “ไม่ใช่การดำเนินการเพื่อชำระบัญชี” (เทียบบันทึกความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 360/2520 เรื่อง ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเลิกห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัทจำกัด (ธันวาคม 2520))
พุทธพจน์ นนตรี
THE LEGAL TOPICS
ข่าว:
กฎหมาย:
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1247 ถึงมาตรา 1273
พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ มาตรา 33 ถึง 39
ภาพประกอบ:
โฆษณา