11 ก.ค. 2020 เวลา 09:58 • ไลฟ์สไตล์
#จะเลือกอะไรดีระหว่างชอบผูกปมกับการยิงให้ถูกเป้า ( ต้องขออภัยคนไม่ชอบอ่านยาวๆ )
#อย่าเพิ่งกดไลค์ถ้าท่านยังอ่านไม่จบ
ท่านอาจจะต้องกลับมายกเลิกไลค์ก็ได้นะ
วันนี้ขออนุญาตเปิดประเด็นชวนคุยแบบทำพี่พอได้ (ภาษาถิ่นทางปักษ์ใต้เค้าชอบพูดกัน) โดนใช้ภาษาประกิต (อังกฤษ) บ้างนะ ซึ่งบางทีฟังข่าวช่วงนี้ บางทีก็ค่อนข้าง ขัดในหัวใจอะนะ เช่นคำว่า บูลลี่(bully) ใช้บ่อยมาก ต้องขออภัยครูผู้สอนภาษาอังกฤษนะ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล เข้าใจตรงกันเมื่อนำมาใช้ ถ้าใช้ไม่เฝือเกินไป
คนโบราณเค้าสอนกันไว้ว่า
#เป้าหมายชีิวิตของคนว่าไปแล้วหมุนเปลี่ยนไปคล้ายนาฬิกา คือเปลี่ยนไปตามวัย แต่ถ้าใครมีสายตาที่มองไกลเกินอายุ คนนั้นก็ได้เปรียบทางการดำเนินชีวิต คือรู้เท่าทัน มายาคติของโลก ขึ้นต้นไว้แล้วว่า
#จะเลือกอะไรดีระหว่างผูกปมกับยิงให้ถูกเป้า คือตั้งใจจะถามแบบขยายความว่า
ระหว่างคำว่า ปม (Knot , crux) ซึ่งตามภาษาไทยแปลง่ายได้หลายอย่างเช่น ข้อยุ่งยาก ข้อปัญหา เงื่อน ฯ หรือแปลได้มากกว่านี้ ( ครูภาษาไทยอย่าเพิ่งตั้งตาเถียงเนอะ) กับคำว่า เป้า หรือเป้าหมาย goal , destination) หรือจุดหมายปลายทาง #เราจะเลือกอะไรดี
ในองค์กร สังคม จนถึงระดับประเทศ หลายคนเวลาจะทำงานอะไรสักอย่างน่าเสียดายที่เริ่มวางปม (เงื่อนไข) ไว้ก่อนแล้ว เช่นทำเพื่อตำแหน่ง เกียรติยศ วิทยฐานะ เงิน รางวัล ฯ จนบางที่เงื่อนไขนั้นแทบรัดคอตัวเองตายเพราะการที่มุ่งมั่นทำแบบบีบหัวใจไม่เป็นอันกินอันนอน ผลที่ออกมาจึงเป็นผลสำเร็จที่บางทีร้อนแทบจะไหม้มือเอา มือเกือบพอง หัวใจเกือบไหม้ ทั้งๆที่ได้ผลสำเร็จออกมา เปรียบเทียบเอาเองนะคะ ว่า
อะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง
#แต่ผู้ที่ทำเพื่อเป้าหมายที่ชัดเจน จะมีเป้าหมายของการปฏิบัติที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพของงานนั้นๆ ทำแบบเสมอต้นเสมอปลาย เป้าที่วางไว้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง สังคม ครอบครัว ส่วนรวม ชัดเจน ผลพลอยได้ที่ตามมา มิว่า ตำแหน่ง เกียรติยศ วิทยฐานะ เงินทอง รางวัล ฯ ล้วนเป็นผลพลอยได้ที่ได้ตามมาอย่างสง่างาม และเกิดความสุขทางใจที่คงทน เพราะเป้า เป็นเป้านิ่ง ไม่แกว่งไกวไปตามกระแส และประเด็นสำคัญเลยคือ
ไม่ทำอะไร แบบโชว์
#ปมเขื่อง(มีความหมายที่ได้ไปค้นมาจากพี่กรูด้านล่าง) มันยากนะสำหรับคนที่ทำอะไร แบบไม่โชว์ปมเด่น ปมด้อย และปมเขื่อง
แต่ถ้าทำได้คือต้องเรียกว่าไม่เสียดายที่เกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ในโลกนี้
ปัจจุบันนี้ หลายๆองค์กรตั้งแต่องค์กรระดับท้องถิ่น จังหวัด ถึงระดับประเทศ มักจะนิยม ผู้คนที่ชอบยืนหน้า Desktop (คืออะไรมีคำอธิบายด้านล่าง ) เพราะเห็นชัดดี จะทำอะไรๆก็ชอบเอามาวางหน้า Desktop
เกรงว่า เจ้านายจะค้นหายาก ที่จริงเจ้านายยุคปัจจุบัน (โลกาภิวัฒน์) จะค้นหาอะไรไม่ยากเลย แค่รู้จักพี่กรู( google) คนเดียว เจ้านายจะรู้จักทุกคนในองค์กร แต่มันเป็นสิ่งที่น่าแปลก
#ธรรมชาติของคนที่ไม่ชอบยืนหน้าDesktop มักจะเป็นคนมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตชัดเจน แม้จะอยู่ในโลกกว้างไร้พรมแดน ( ก็ชอบหลบมุมตามร่มไม้ปลายหญ้า หามุมสงบของตนเอง) เพราะเป้าหมายของเค้าคือเดินทางสร้างงานตลอดกาล มิใช่แค่ยืนๆหน้าเดสท์ทอบเพื่อให้เจ้านายเห็นเท่านั้น หนุ่มสาวยุคใหม่หลายคนจึงมักจะชอบทำอะไรแบบมีตนเองเป็นเจ้านาย ชอบมีกิจการเป็นของตนเอง โดยอาศัยโลกกว้างๆ(ไร้พรมแดน) เป็นแหล่งโฆษณา ประเด็นนี้ถ้ามีพองามในโลกออนไลน์ก็ดูงดงาม แต่ถ้ามากไปใครเดินเข้ามาในโลกออนไลน์ก็มีแต่เสียงเซ็งแซ่ แข่งกัน ผู้ฟังก็ไม่รู้จะฟังใครดี
..
#ธรรมชาติของคนที่ชอบยืนหน้าDesktop บางคนก็วางไว้เพื่อสะดวกในการค้นหา บางคนก็จะประเภทชอบผูกปม ผูกเงื่อน คือ ถ้าจะทำอะไรสักอย่าง มักจะชอบวางเงื่อนไขกับตนเองหรือวางเงื่อนไขกับผู้อื่น ว่า
๑ ถ้าจะทำ..............................ต้อง......................
๑ ถ้าจะให้ทำอย่างนี้.....................................ต้องได้...................
และเจ้านายหลายๆคน ก็มักจะเกรงใจ มักจะมอบหมานให้คนลักษณะนี้ ทำงาน ตามหลักคนเข้ามาอาสางาน ต้องไม่ขัดศรัทธา เพราะคนลักษณะนี้เมื่อได้รับการตอบสนองตามเงื่อนไขที่ตนเองวางไว้ จะปฏิบัติสุดชีวิต ไม่ต้องคิดซ้าย ขวาหน้าหลัง เป็นกระจกโปร่งใสที่เจ้านายเห็นชัดเจนเจ้านายมองในมุมบวกๆว่า ก็ดีเหมือนกัน งานสำเร็จแบบง่ายๆ ไม่ต้องออกแรงมาก คนระดับฝ่ายบริหารไม่ว่าระดับไหน ยิ่งระดับประเทศ เค้ายิ่งไม่ละเลย คนประเภทนี้ เพราะตามหลักการบริหารคือ ต้องใช้คนเป็น ใช้ให้เหมาะกับลักษณะนิสัยของตัวบุคคล
#งานเกิดผลของงานเกิดสำเร็จเป็นใช้ได้ ฝ่ายบริหารเค้าให้มาบริหารงานมิใช่บริหารนิสัยคน เค้าถือหลักการนี้
และองค์กรใดมีผู้บุคลิกผู้นำมาก ตำแหน่งระดับฝ่ายยริหาร หัวหน้าก็จะมากตาม (ข่าวล่าสุด มีพรรคการเมืองหนึ่งมีรองหัวหน้าพรรคเป็นสิบ)
คนอยู่ร่วมกันมากกก็ว่ากันไปตามบุคลิก
#ว่าแต่ตัวเราเองต่างหากจะเลือกเอาทางไหนก็ลองส่องบุคลิกตนเองดู ทุกคนมีสิทธิ์เลือกตามความชอบ จะเอาแบบที่บีบหัวใจ หรือคลายหัวใจแล้วแต่ชอบค่ะ
ส่วนคนที่ไม่ชอบยืนหน้าเดสท์ทอบ มีเป้าหมายความเป็นตัวตนของตนเอง มั่นคง ถ้าเจอนายที่สายตายาวๆ ก็โชคดีไป แต่ถ้าเจอนายสายตาสั้นๆ ก็ต้องยอมรับอัตลักษณ์ ลักษณะนิสัยของตนเองว่า เป็นคนที่มีความสุขกับเป้าที่ตนเองวางไว้ ไม่ได้วางเป้าเพื่อให้คนอื่นมาเห็น แต่วางเป้าไว้สำหรับ ความสุข ความภาคภูมิใจของตนเอง
ตั้งใจเขียนยาวๆ ด้วยมุมมองแบบคนท่องโลกแบบเกินครึ่งคนมาแล้ว สะท้อนมุมมอง แบบคน retired public teacher to be
#เปิดประด็นทางเลือกเพื่อมาชวนคนไร้ตัวตน มาแชร์ความคิดกัน ความคิดบนโลกกว้างนี้ ไม่มีใครถูกใครผิดหรอก แต่ยิ่งคอมเมนท์เยอะ ความคิดยิ่งแตกกอ
ความคิด ความรู้ที่ได้จากคอมเมนท์ มันมากมายกว่าในตำรา มิว่าคุณจะดีกรีขนาดไหน ถ้าไม่เคยแลกเปลี่ยน หรือรับฟังความคิดเห็นใครเลย ความแตกฉานในการเข้าใจมนุษย์ในโลก มีไม่เท่ากันหรอก
ต้องขออภัย เขียนแบบคนชอบคิดภูมิรู้งูๆปลาๆ มีอะไรเสนอแนะกันได้นะ
#Desktopหมายถึง
ภาพหลังฉากบนจอระบบพีซี พื้นหลังจอภาพหมายถึง พื้นหลังของจอภาพ ศัพท์นี้ใช้ทั้งกับแมคอินทอชและพีซี เมื่อใช้ระบบวินโดว์ หรือ โอเอส/ทู เราอาจกำหนดเลือกให้พื้นหลังของจอภาพมีสีใด ๆ หรือมีภาพใด ๆ ก็ได้ เช่น เราอาจกำหนดลวดลาย (pattern) ภาพเคลื่อนไหว (screen saver) ภาพ (wallpaper) ฯ ส่วนของแมคอินทอช ก็อาจกำหนดเลือกเองได้เช่นเดียวกันใน Control Panel ซึ่งอยู่ใน System Folder ดู pattern, wallpaper และ screen saver ประกอบ
..
#ความหมายของปมเขื่อง จากพุทธทาสศึกษา
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจต่อไปในข้อนี้ก็คือว่า ความยึดถือว่า "ฉันเป็นฉัน" นี้ จะต้องควบคุมกันอยู่ หรือเลยไปถึงความยึดถือที่ว่าตัวมีความเด่นอย่างมนุษย์คนหนึ่งหรือสัตว์ตัวหนึ่งเสมอไป อย่างที่จะแยกกันไม่ได้ ทำนองเดียวกับการเผาไหม้กับความร้อน เป็นสิ่งแยกจากกันไม่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น แต่ว่าสัตว์นั้นไม่จำเป็นต้องมีความรู้ว่าความเด่นที่ถูกต้องนั้นคืออะไร ย่อมจะถือเอาความมีตัวของเขาเอง ตามความหมายหรือตามความรู้สึกของเขาเองว่า นั่นแหละคือความเด่นแห่งตัวเขา ที่เขาจะต้องมีอัสมิมานะหรือความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณอันยึดถือว่า "ฉันเป็นฉัน" และ "ต้องมีตัวฉันเด่นอยู่" ซึ่งควบคู่กันอยู่นี้ ซึ่งบางทีก็เรียกอีกอย่างหนึ่งโดยถือเอาตามอาการที่แสดงออกว่า "อหังการ"๒ ก็ตาม นี้นับว่าเป็นรากฐานที่ควรถูกสมมติเรียกกันในภาษาจิตวิทยาว่า "ปมเขื่อง" หรือ Superiority๓ อันแท้จริง ในฐานะที่เป็นตัวประธานอันยิ่งใหญ่ จนรู้สึกว่าใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง หรือเป็นตัวแท้ของชีวิต ที่จะเบ่งตัวออกเป็นวิวัฒนาการต่างๆ ด้วยความทะเยอทะยานใฝ่สูง อัสมิมานะหรือความรู้สึกที่เป็นตัว "ปมเขื่อง" อันนี้เองที่เป็นมูลเหตุอันสำคัญชั้นรวบยอดของการทำความชั่ว การทำความดี หรือทั้งทำบุญและทำบาป แต่เป็นความตรงกันข้างจากการเข้าถึงพุทธธรรม หรือนิพพานโดยตรง๔ ฉะนั้นเราควรจะได้พิจารณากันถึง "คุณ" ของ "ปมเขื่อง" นี้โดยละเอียด เพื่อช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหายุ่งยากของมนุษยชาติทั้งมวล เท่ามี่จะช่วยกันทำได้คนละไม้คนละมือ
อัสมิมานะ หรือ "ปมเขื่อง" นี้เป็นทั้งมูลเหตุ และเป็นทั้งปัจจัยเครื่องสนับสนุนจรรโลงใจอันแรงกล้าที่สุด ที่ทำให้สัตว์มีความยึดมั่น และพยายามรักษา "ความมีตัวตน" และ "ความเด่นของความมีตัว" หรือ "อหังการ" ไว้อย่างมั่นคง โดยไม่คำนึงถึงการรักษาของผู้อื่นบาง การกระทำอันนั้นก็กระทบผู้อื่น และเราเรียกกันว่า การทำชั่ว หรือทำบาป หรือการประกอบอาชญากรรม แล้วแต่กรณี แต่ถ้าเขามีความรู้ฉลาดอยู่ส่วนหนึ่ง ในการรักษาความมีตัวของเขา พอที่จะไม่ให้กระทบคนอื่นแล้ว การรักษาความมีตัว หรือความเด่นของเขา แม้เพื่อตัวเขาเองก็กลายเป็นความดี หรือเป็นการทำบุญกุศลไป ดังเราจะเห็นได้ในรายที่คนบางคน "ทำบุญ" จนหมดเนื้อหมดตัวในทางทรัพย์สมบัติ ก็เพื่อไปมีตัวหรือมีความเด่นของตัวอีกทางหนึ่ง เพราะอำนาจอัสมิมานะหรือด้วยอำนาจความดันของ "ปมเขื่อง" นี้ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อหังการ" หรือเลยไปถึง "มมังการ"๕ แล้วแต่กรณี (แต่แล้วก็ไม่พ้นจากการที่จะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากแก่สังคมอยู่ตามเคย) เมื่อสิ่งทั้งสองนี้คือทั้งทำชั่วและทำดีล้วนเกิดมาแต่ความผลักดันของความรู้สึกในปมเขื่องของเช่นนี้แล้ว ความมัวเมาในเรื่องทั้งสองนี้ก็มิได้เป็นได้เท่าๆ กัน มีความรุนแรงอย่างเดียวกันเพราะมาจากต้นตออันเดียวกัน กล่าวคือสัญชาตญาณแห่งการหล่อเลี้ยงรักษาปมเขื่องของตัวตน นั่นเอง

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา