15 ก.ค. 2020 เวลา 05:17 • ปรัชญา
NoSpaceBetween - The Tiny Living Thing : ตอนที่ 1
Culture of Achievement วัฒนธรรมแห่งความสำเร็จ
วัฒนธรรมแห่งความสำเร็จ (ขอบคุณรูปภาพจาก Max Titov บน Unsphlash)
ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน เรามักพบเห็น เรื่องราวที่คนทั่วไปต่างยกย่อง ปลาบปลื้มราวกับว่า นี่เป็นการขึ้นสวรรค์ทั้งที่ยังมีลมหายใจ ดูเหมือนทุกคนต้องการที่จะรู้สึก ที่จะสัมผัสความรู้สึกแบบนั้น ความรู้สึกแห่งการพิชิตจุดสูงสุดของโลก ความรู้สึกของความสำเร็จ และเรื่องราวที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้ คือ วัฒนธรรมแห่งความสำเร็จ
ผมพยายามจะไม่ทำตัวเป็นไลฟ์โค้ชที่นี่ เพราะเราคงไม่สามารถเป็นอะไรก็ตาม ที่ตัวเราเองกำลังโต้แย้ง เอาเป็นว่าผมขอเสนอมุมมองอีกด้านของวัฒนธรรมนี้ แต่สุดท้ายมันจะเป็นอย่างไร ผมขอให้คุณคิด และตัดสินใจด้วยตัวเอง และถึงแม้ในท้ายที่คุณยังคงเชื่อในวัฒนธรรมแห่งความสำเร็จก็ตามที
ความนิยมของวัฒนธรรมแห่งความสำเร็จ มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากที่ วัฒนธรรมนี้ สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ความต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่ง และได้รับการยอมรับจากสังคม ด้วยความหวังที่ว่า ชีวิตจะง่ายขึ้น เมื่อเป็นที่ยอมรับของสังคมแล้ว และบางส่วนจากวัฒนธรรมบริโภคนิยม มีเนื้อหาว่า คุณภาพชีวิต และความสุขของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับการบริโภคสินค้า และบริการ โดยปริมาณการบริโภคจะขึ้นอยู่กับปริมาณทรัพย์สินที่เรามี
คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองเรื่องมีความสอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบันอยู่บ้าง เราทุกคนต่างต้องการการยอมรับจากสังคมในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ต้องการการยอมรับจากคนทั้งโลก และเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ในปัจจุบัน อย่างน้อยที่สุดก็คงจำเป็นต้องมีปัจจัยพื้นฐานในชีวิต ปัจจัยคลาสสิค 4 อย่าง บ้าน เสื้อผ้า ค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย อาหาร และอาจรวมทั้ง เครื่องไม้เครื่องมือเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งทั้งหมดใช้เงินในการเข้าถึง ดังนั้น วัฒนธรรมแห่งความสำเร็จคงมีข้อดีอยู่บ้าง เพื่อความยุติธรรม เราจะลองสำรวจข้อดีของมันก่อน
ข้อแรก วัฒนธรรมแห่งความสำเร็จ มอบจุดมุ่งหมายของชีวิตที่จับต้องได้ให้กับเรา ปัญหาของชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ คือการขาดจุดมุ่งหมายในชีวิตที่ชัดเจน เหตุผลที่หนักแน่นมากพอจะมีชีวิตอยู่ แต่จุดมุ่งหมายในชีวิตจากวัฒนธรรมแห่งความสำเร็จสามารถอุดช่องว่างของเหตุผลที่หายไป มอบเป้าหมายในความสำเร็จที่เราสามารถเป็นได้ ความฝันที่สามารถกลายเป็นจริงได้ ซึ่งทำให้เรารู้สึกถึงแรงบันดาลใจ คุณค่าของตัวเราเอง
ข้อที่สอง การพัฒนาตนเอง เป็นสิ่งที่ตามมาหลังจากที่กำหนดเป้าหมายให้แก่ชีวิตของ (Ends) เราแสวงหาวิธีการ (Means) ที่จะทำให้เราบรรลุผลสำเร็จในเป้าหมาย และวิธีการหนึ่งคือการพัฒนาตนเองไม่ว่าจะทั้งร่างกาย และจิตใจ หรือทักษะ ให้พร้อมสำหรับการลงมือทำ และเผชิญกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างนั้น และสิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ดี เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง
แต่ปัญหาของวัฒนธรรมแห่งความสำเร็จกลับสอดแทรกอยู่ภายในข้อดีของมันเอง
ข้อที่ 1 จุดมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์ เป็นเรื่องที่ซับซ้อน และละเอียดอ่อนกว่าการทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จ แม้เป้าหมายที่เป็นรูปธรรม จะสำเร็จลง แต่ชีวิตมนุษย์ยังคงต้องเดินต่อไป โดยไม่มีอะไรยืนยันว่าหลังจากนั้น เราจะมีความสุขมากกว่าที่เคยเป็น และเป้าหมายที่เป็นวัตถุ อาจทำให้เรามองข้ามคุณค่าภายใน และจิตใจของตัวเราเอง
จุดมุ่งหมายในชีวิตสิ่งที่เราสามารถค้นหาจากภายใน และด้วยตัวเอง อาจใช้เครื่องมืออย่างการตระหนักรู้ในตัวเอง (Self-awareness) แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การใช้เวลาเพื่อพิจารณา
ข้อที่ 2 วิธีการ ถูกนำเสนอ และถูกมองราวกับว่าเป็นกฎ ทุกวันนี้ ถ้าเราเขาไปที่ร้านหนังสือ ในหมวดการพัฒนาตัวเอง เราจะเห็นหนังสือมากที่เกี่ยวของสอนวิธีการทำอะไรซักอย่าง (How-to) ผมขอแบ่งแยกหนังสือประเภทนี้เป็นสองแบบ
แบบแรกเป็นหนังสือที่มีโครงสร้างแบบวิชาการ เช่น Dummies Books มีเนื้อหาในทุกเรื่องตั้งแต่ดนตรี ยันวิศวะกรรม หนังสือประเภทนี้ มีเนื้อหาไม่ต่างจากหนังสือในมหาวิทยาลัย จะต่างกันตรงที่ระดับของภาษา เพราะกลุ่มเป้าหมายคือคนทั่วไป
และแบบที่สองหนังสือที่มีโครงสร้างจากชีวิตจริงของมนุษย์ ไม่มีโครงสร้างทางวิชาการ แต่อาจมีการอ้างอิงจากงานวิชาการเพื่อความน่าเชื่อถือ เนื้อหาของหนังสือจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์โดยตรง เช่น วิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพ, พลังของเชิญชวน, วิธีหาเงิน ผู้อ่านทุกท่านคงจะพอเข้าใจดี และหนังสือประเภทนี้ ที่ถูกนำเสนอ และมองผ่านสายตาของผู้สนใจ ราวกับว่ามันเป็นกฎของโลก เราจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อที่เราจะสำเร็จ เป็นเงื่อนบังคับก่อนของความสำเร็จ
ด้วยความเคารพ ผมไม่เชื่อว่ามันมีกฎประเภทนั้นอยู่ เอาล่ะ จากข้อสังเกตของ Yuval Noah Harari นักประวัติศาสตร์ชาวยิว ในธรรมชาติมันมีกฎบางอย่างอยู่จริง ๆ คือ กฎของความจริงทางภาวะวิสัย (Objective) หรือภาวะเป็นจริงที่ไม่คำนึงว่าจะเกิดขึ้นกับใคร ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นกฎทางวิทยาศาสตร์ เช่น แรงโน้มถ่วง
แต่ในทางสังคมมนุษย์ กฎทางภาวะวิสัยมีอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่จะอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น พฤติกรรมของมนุษย์บางอย่างที่มีพื้นฐานทางชีววิทยา นอกจากนั้นกฎอื่น ๆ เป็นกฎที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่มีอยู่ตามธรรมชาติตั้งแต่ต้น แต่จำเป็นต้องมีเพื่อการอยู่ร่วมกันที่มีประสิทธิภาพของมนุษย์ เป็นกฎของความจริงทางอัตวิสัยร่วมกันของคนในสังคม (Intersubjective) หรือภาวะความเป็นจริงที่ขึ้นอยู่กับกลุ่มบุคคล มันจะเป็นจริงตราบเท่าที่คนในสังคมเชื่อถือว่ามันเป็นจริง เช่น เงินตรา และนิติบุคคลในระบบกฎหมาย หรือแม้แต่ข้อความคิดของรัฐ
และนอกเหนือจากที่กล่าวว่ามานี้ เป็นเรื่องทางอัตวิสัย (Subjective) หรือภาวะความเป็นจริงของแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นใคร อยู่ภายใต้บริบทแบบไหน มีมุมมองแบบไหน เรื่องทางอัตวิสัยไม่เป็นกฎที่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกคน ในทุกบริบทของเหตุการณ์ และทั้งวิธีการในหนังสือ How-to คำสอนของไลฟ์โค้ช หรือใครก็ตามที่เรียกตัวเองว่าผู้ประสบความสำเร็จ จัดอยู่ในประเภทนี้
วิธีการในหนังสือเหล่านี้ พอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่มันไม่ใช่กฎของธรรมชาติ หรือกฎของสังคมมนุษย์ การยึดถือเป็นกฎ หรือความจริง มันอาจกลับกลายเป็นข้อจำกัดแก่ตัวเราเอง ผมเชื่อเหลือเกินว่า มันไม่มีกฎ หรือวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เป็นสูตรสำเร็จตายตัว ไม่สำคัญว่าเราจะเป็นใคร มีอะไร หรือขาดอะไรไป สิ่งเรามีต้องการคือความมุ่งมั่นตั้งใจมากพอ เราจะเห็นสิ่งที่ต้องทำด้วยตัวของเราเอง แต่นี่ก็เช่นกัน มันไม่ใช่กฎ
ข้อที่ 3 การยกย่องความสำเร็จ วัฒนธรรมแห่งความสำเร็จ สร้างค่านิยมแห่งความสำเร็จขึ้นโดยตัวมันเอง ค่านิยมที่ว่า ความสำเร็จจะได้รับการยอมรับ และเคารพจากสังคม และควรค่าแก่การแสวงหา ผลที่ตามมาในทางตรงกันข้าม คือ การรังเกียจความพ่ายแพ้ พยายามทำทุกอย่างเพื่อที่เราจะไม่แพ้ เพราะความเชื่อที่ว่า ความพ่ายแพ้จะไม่ได้รับการยอมรับ และเคารพจากสังคม เราลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของบุคคลที่เราเห็นพวกเขาไม่มีความสำเร็จอะไรในชีวิต หรือพวกขี้แพ้ (Loser) หรือแม้แต่ตัวเราเอง เราเศร้า และเจ็บปวดเมื่อรู้สึกว่าชีวิตเราไม่มีความสำเร็จอะไรให้เชิดชู เรากลัวที่จะไม่มีที่ยืนในสังคม เป็นข้อจำกัด ที่ถูกสร้างขึ้นจากค่านิยมของวัฒนธรรมนี้ และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งในภาวะซึมเศร้า ในกลุ่มคนรุ่นใหม่
แต่เช่นเดียวกับวิธีการที่เป็นเรื่องของอัตวิสัย ไม่ใช่กฎของโลก ความสำเร็จก็เช่นกัน สามารถพิจารณาภาวะอัตวิสัยได้ใน 3 ระดับดังนี้
ระดับที่ 1 ไม่จำเป็นว่ามนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องมีเป้าหมายความสำเร็จในชีวิต ถึงจะมีชีวิตอยู่ได้
ระดับที่ 2 ถึงแม้พวกเราจะมีเป้าหมายความสำเร็จในชีวิต แต่ไม่ได้หมายความว่า นิยามของคำว่าสำเร็จของพวกเราจะเหมือนกัน เป้าหมายของพวกเราอาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ระดับที่ 3 ถึงแม้ว่าเราต่างมีเป้าหมายความสำเร็จในชีวิต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราทุกคนจะทำได้สำเร็จเหมือน ๆ กัน
ดังนั้น สังคมมนุษย์ไม่ควรยกย่องความสำเร็จมากจนกระทั่งลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ความล้มเหลว หรือการทำไม่สำเร็จ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ไม่ควรทำให้คุณค่าของความเป็นมนุษย์ของเรา มีน้อยกว่าผู้ที่เราเรียก หรือเรียกตัวเองว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จ และสุดท้าย ไม่ว่าจะใคร เมื่อมองจากมุมมองจากตัวเราเอง เราก็ต่างผิดพลาดในบางเรื่องของชีวิต
ข้อที่ 4 การเชิดชูตัวบุคคล ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผมเองก็เช่นกัน ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย คณะนิติศาสตร์ขึ้นชื่อว่าต้องอ่านหนังสือหนัก แม้ผมจะค่อนข้างชอบการอ่านหนังสือ แต่ทุกครั้งที่ได้อ่านหนังสือกฎหมาย ผมมีความรู้สึกเหมือนกำลังเอาหัวโขกกำแพง หลายครั้งที่รู้สึกหมดแรง ผมนึกถึงเรื่องราวของโคบี้ ไบรอันต์ (Kobe Bryant) ในช่วงนั้นโคบี้อยู่ในช่วงบั้นปลายอาชีพ แต่แชมเปี้ยนเอ็นบีเอ 6 สมัย กับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าแห่งปี (MVP) โคบี้ไม่มีต้องพิสูจน์อะไรในวงการบาสเก็ตบอลอีกแล้ว แต่เรื่องราวเมื่อครั้งเขายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นอาชีพ ทุกครั้งหลังเกมจบ โคบี้จะยังไม่กลับออกไปจากสนาม แต่เขาจะอยู่ฝึกซ้อมการยิงลูกที่เขาทำพลาดในเกม จินตนาการถึง ความเหนื่อยล้า ความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อที่โคบี้รู้สึก เขามีทางเลือกอื่น จะกลับบ้านไปพักผ่อน จะดื่มเพื่อฉลอง หรือผ่อนคลาย แต่เขากลับเลือกที่จะซ้อมลูกยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นเองที่ทำเขาเป็นอย่างที่เขาเป็น แต่อีกด้านหนึ่ง โคบี้เอง ก็เคยมีเรื่องอื้อฉาวปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ แม้สุดท้ายเรื่องราวจะจบลงด้วยดี (สามารถอ่านเรื่องราวได้ตามลิ้งค์ที่ปรากฏในอ้างอิง)
เราต้องไม่ลืมว่า คนที่เราเรียก หรือที่เขาเรียกตัวเอง ว่าผู้ประสบความสำเร็จ ยังคงเป็นมนุษย์เช่นเดียวกันกับเรา และมนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนกว่าเพียงแค่ความดี ความชั่ว ความสำเร็จ หรือล้มเหลว มนุษย์ทำถูกต้อง ผิดพลาด มนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตามประสบการณ์ พื้นที่ รวมทั้งเวลา การเชิดชูตัวบุคคล โดยใช้เพียงความรู้สึก ขาดการพิจารณาด้วยเหตุผล มองข้ามเหตุผลภายในความคิด เพียงเพราะเชื่อว่าเป็นความคิดที่มาจากผู้ที่ประสบความสำเร็จ นับว่าอันตรายต่อสังคม นอกจากมันจะทำให้เรามองโลกภายใต้อคติ (Prejudice) มันยังอาจทำร้ายตัวเราเอง ด้วยที่เราไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ และหลายพันปีของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เราน่าจะพอบอกได้แล้วว่า ไม่มีมนุษย์คนไหนเกิดมาจาก หรือเป็นเทพพระเจ้า
วัฒนธรรมแห่งความสำเร็จ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะวัฒนธรรมนี้สอดแทรก และหยั่งรากลึกภายในสังคมมนุษย์สมัยใหม่ ในระบบการศึกษา นักเรียนถูกผู้ปกครองบังคับให้เรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่มีความสุขกับมัน เพียงเพราะผู้ปกครองหวังว่าชีวิตบุตรหลานตัวเองจะประสบความสำเร็จมากกว่าการได้เรียนในสิ่งที่รัก หรือการทำงาน ที่คุณค่าของบุคคลขึ้นอยู่กับตำแหน่ง และเงินเดือน แต่ก็ยังมีเรื่องดี ๆ ที่สามารถพบได้เช่นกัน แรงบันดาลใจ ที่ทำให้เรายืนหยัดต่อสู้กับเรื่องที่ท้าทาย วัฒนธรรมแห่งความสำเร็จเป็นสิ่งที่เราอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยซ้ำ แต่เป็นไปได้ที่เราจะใช้ประโยชน์ที่ยังพอมีอยู่บ้าง โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดกับค่านิยมของวัฒนธรรม ไม่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตัวเอง และคนอื่น ๆ
เมื่อพิจารณาจากคำกล่าวของรุสโซ (Jean Jacques Rousseau) ที่ว่า “มนุษย์เกิดมาพร้อมเสรีภาพ แต่ทุกหนทุกแห่งเขาต้องตกอยู่ในพันธนาการ” (man is born free, but he is everywhere in chains.) วัฒนธรรมแห่งความสำเร็จ อาจเป็นพันธนาการหนึ่ง หรือบรรทัดฐานทางสังคม ที่เราตีตรวนตนเองไว้ ตราบใดที่เรายังคงยึดถืออยู่ คงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องพิจารณา และตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะยึดถือมันอยู่ในลักษณะใด เป็นเครื่องมือ หรือโซ่ตรวน
สุดท้ายนี้ หากคุณเองกำลังรู้สึกว่าแบกรับความคาดหวังของคนอื่นไว้ หรือบรรทัดฐานทางสังคม ขอให้ลองพิจารณาคำอ้อนวอนของสำนักจิตบำบัดแนวเกสตัลท์ (The Gestalt prayer) ซึ่งถูกเขียนขึ้นโดยฟริตซ์ เพิร์ลซ์ (Fritz Perls) นักจิตวิตยาชาวอเมริกัน
“ฉันทำสิ่งที่ฉันต้องทำ และคุณทำในสิ่งที่คุณต้องทำ ฉันไม่ได้อยู่บนโลกนี้เพื่อมีชีวิตตามความคาดหวังของคุณ และคุณเองก็ไม่ได้อยู่บนโลกนี้เพื่อมีชีวิตตามความคาดหวังของฉันเช่นกัน คุณคือคุณ และฉันคือฉัน และหากเราบังเอิญพบกัน มันเป็นเรื่องที่ดี แต่หากว่าไม่ มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้”
(I do my thing and you do your thing. I am not in this world to live up to your expectations, And you are not in this world to live up to mine. You are you, and I am I, and if by chance we find each other, it’s beautiful. If not, it can’t be helped.)
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ให้ความสนใจ
References
Harari, Yuval. Sapiens : A Brief History of Humankind, Signal Books, 2014.
—, Editors. The Psychology Book : Big Ideas Simply Explained, DK Publishing, 2012.
ติดตามรื่องราวใหม่ ๆ ได้ที่
และ Twitter: _nospacebetween
โฆษณา