19 ก.ค. 2020 เวลา 08:01 • ปรัชญา
ทางสายกลางคือ
ไฟล์ภาพ: unsplash
ถ้าเทียบคือ
ก็เหมือนว่า
เราตกอยู่กลางลำน้ำ ที่กำลังไหลแรงบ้าง (ไม่แรงบ้าง)
แล้วเราควรทำอย่างไร
1. ว่ายทวนน้ำไปให้ถึงต้นน้ำ มันทำไม่ได้ แรงไม่พอหรอก ...ตายก่อน แน่นอน [อัตตกิลมถานุโยค]
2. ปล่อยตัวเองไปตามกระแสน้ำ ไหลไป ลงสู่ทะเลลึก ...ตายแน่นอน [กามสุขัลลิกานุโยค]
3. ว่ายประคองตัวไว้ แล้วมองหาฝั่ง แล้วหาทางขึ้นฝั่ง [มัชฌิมาปฏิปทา] ตรงนี้แหละ คือทางสายกลาง
อธิบายแจกแจง
ตรงนี้ต้องพิจารณาอย่างแยบคาย
เรา = ตัวเรา (ขันธ์ห้า,กายใจ)
ว่ายน้ำ = การดำรงตนอยู่ในศีลในธรรม (กุศลกรรมบทสิบ)
กระแสน้ำ = กระแสกรรม กระแสวิบาก
ฝั่ง = นิพพาน
เมื่อบุคคลเริ่มปฏิบัติธรรม
ว่ายน้ำ = การดำรงตนอยู่ในศีลในธรรม + การปฏิบัติธรรม
การปฏิบัติเฉพาะสมถะ = คือพยามรักษาตน ประคองตนให้ลอยๆ แช่ลอยคออยู่บนผิวน้ำ แบบสบายตัว
แต่พอฝนตกหนัก เกิดน้ำหลาก ก็จะประคองตนไว้ไม่ไหว โดนน้ำซัดไป
การปฏิบัติสมถะ + วิปัสสนา = ก็ว่ายน้ำประคองตนไปด้วย ขณะเดียวกันก็พิจารณาไปด้วยว่า เราจะประคองตนอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ เดี๋ยวเกิดน้ำหลากมา จะต้องโดนซัดแน่ๆ จึงมองหาฝั่งไปด้วย และหาทางขึนฝั่ง
แล้ว เมื่อมองเห็นฝั่งแล้ว ก็ว่ายประคองตัวไปหาฝั่ง
แล้ว ก็พาตัวเองขึ้นฝั่ง หวังพ้นทุกข์ ¿?
แต่เดี๋ยวก่อน!
ตรงนี้ นักปฏิบัติจะพลาดกันมาก
คือตัวเราจะเอาขึ้นฝั่งไปด้วยไม่ได้ เพราะ ฝั่ง คือ นิพพาน เป็นภาวะแห่งความไม่มีตัว (อนัตตา) จะเอาใคร หรือ ตัวใครไปขึ้นฝั่งนิพพานไม่ได้
แล้วเอาอะไรขึ้นฝั่งนิพพาน
เอา รู้ คือ สภาพรู้ ที่ไม่มีตัว ขึ้นฝั่งนิพพาน
ส่วนตัวเรา ขันธ์ห้า กายใจ ก็ปล่อย (วาง) ให้ดำรงอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำต่อไปนั่นแหละ จนกว่าจะสิ้นสุดอายุขัย
สภาพรู้ ก็ได้แต่รู้ว่า ตัวมันไม่มีตัวตน ขันธ์ห้า กายใจ ที่ลอยอยู่ในลำน้ำ ก็ไม่มีตัวตน เพียงแต่ดำรงอยู่ไปตามกระแสกรรมเดิมๆที่ยังคงมีอยู่ และดำรงอยู่ตามทำนองคลองธรรมและ ก็ปรับให้เหมาะสมไปตาม สถานะ เวลา โอกาส สถานที่ ของสังคมนั้นๆ สืบไป...
โฆษณา