19 ก.ค. 2020 เวลา 14:44 • การตลาด
สิ้นค้าไม่ตรงตามที่ตกลง หรือขายของในลักษณะหลอกลวง มันก้ำกิ่ง อาญา 2 มาตรา คือฉ้อโกง ม.341 กับขายของโดยหลอกลวง ม.271
---พูดถึงการฉ้อโกงในการขายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายกันโดยตรงหรือซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ก็ตาม มีหลักพิจารณาในทางกฎหมาย คือ ผู้บอกขายทุจริต หลอกลวงผู้ซื้อด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งชัด และโดยการหลอกลวงนั้นผู้บอกขายได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม การกระทำนั้นเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
---แต่ก็พบว่าในการดำเนินคดีกับผู้หลอกลวง บางครั้งก็มีกรณี พนักงานสอบสวนมีความเห็นไม่สั่งฟ้องหรือพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ตลอดจนแม้มีการฟ้องคดีแล้วแต่ศาลได้พิจารณาพิพากษาว่าไม่เป็นการฉ้อโกงเพราะข้อเท็จจริงในการนำสืบยังไม่ครบองค์ประกอบของความผิด ดังนี้ คนส่วนใหญ่จึงไม่อยากที่จะรักษาสิทธิของตนโดยคิดไปว่าเป็นการเสียเวลา
---ที่จริงการขายสินค้า การโฆษณา หรือ การพรรณนาสรรพคุณ และการบอกถึงแหล่งที่มาของสินค้า เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ขายต้องระวังให้จงหนัก ไม่ใช่เพียงกล่าวให้สวยหรูเพื่อการขายเพียงอย่างเดียวเป็นพอใจ ในวันนี้ผมจึงขอยกข้อกฎหมายเรื่อง "หลอกขาย" สินค้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๑ มาเล่าสู่กันฟังครับ การหลอกขาย ความหมายก็ตรงตัว คือตั้งใจหลอกผู้ซื้อ ในเรื่องที่มาของสินค้า สภาพ คุณภาพหรือปริมาณ เช่น ผู้ขายอ้างว่าสินค้านี้ เป็นของแท้จากญี่ปุ่น ทั้งๆที่จริงเป็นของแท้แต่ผลิตในประเทศไทย (เป็นของผลิตในไทยราคาถูกกว่า) หรือ รถมือสอง ผู้ขายบอกว่าเป็นรถบ้านสภาพดีใช้น้อยสวยทั้งคัน แต่ที่จริงมีการเปลี่ยนอะไหล่ (ยำอะไหล่) ไปแล้ว ผู้ซื้อนำมาใช้ได้ไม่นานก็ต้องมีการซ่อมใหญ่ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการขายของโดย “หลอกลวง” ด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอัน “เป็นเท็จ” โดยการกระทำนั้นไม่ถึงกับเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
ขออธิบาย ม.271 ก่อน
มาตรา 271 "ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้น อันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
---มาตรานี้เอาโทษกับผู้ขายของ โดยหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อ ซึ่งการหลอกลวงนี้อาจเป็นการหลอกลวงโดยวาจา หรือกิริยาก็ได้
---ความผิดสำเร็จเมื่อจ่ายเงินซื้อของ เทียบฎีกาที่ 3351/2542
ฎีกาที่ 3351/2542 จำเลยส่งไข่ผงที่เสื่อมคุณภาพแล้วให้โจทก์ร่วม โดยหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ว่าไข่ผงดังกล่าว เป็นนมผงตามที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อ เพื่อหวังจะได้เงินจากโจทก์ร่วม อันเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริต เพียงแต่โจทก์ร่วมยังไม่ได้ชำระเงินให้จำเลย การกระทำของจำเลย จึงเป็นความผิดฐานพยายามฉ้อโกง ไม่เป็นความผิดฐานขายของโดยหลอกลวงตาม ป.อ. มาตรา 271
ส่วนมาตรา 341 "ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
จับหลักก่อน
---- ม.271 คือ ไม่ถึงกับเป็นการฉ้อโกง ก็จะผิด ม.271 ม.341 มันชัดเจนว่ามันเป็นการฉ้อโกงมาแต่แรกแล้ว
---แต่ความเห็นของแอดมิน ม.271 กับ ม.341 ฐานฉ้อโกง และเป็นความผิดตามม.271ต่อเมื่อการกระทำไม่ถึงขั้นเป็นความผิดฐานฉ้อโกง เนื่องจากความผิดฐานฉ้อโกงหมายความถึงในขั้นพยายามด้วย ซึ่งเป็ยความผิดที่จะลงโทษตามม.271 ไม่ได้ เมื่อเปรียบเทียบมาตรา 271กับความผิดฐานฉ้อโกง ม.341 จึงมีข้อความเห็นหรือข้อสังเกตุว่า
1.การขายตามม.271เป็นแต่เพียงสัญญา ผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้ไม่ต้องได้ทรัพย์สินอันเป็นราคามาจากผู้ซื้อที่หลงเชื่อการหลอกลวง แต่แม้จะยังไม่ได้รับทรัพย์สินมา ยังเป็นไม่เป็นความผิดสำเร็จตามม.341 ก็ยังอาจเป็นพยายามฉ้อโกงลงโทษตามม.271 ไม่ได้
2.ของที่ขายตามม.271นี้ไม่หมายความรวมถึงอสังหาฯ แต่ม.341 ทรัพย์สินที่ฉ้อโกงเป็นอสังหาฯได้
3.การหลอกลวงตามม.271จะหลอกลวงด้วยประการใดๆก็ได้ ต่างกับม.341 ซึ่งจำกัดการหลอกลวงเฉพาะการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ข้อนี้เป็นประการหนึ่งที่การกระทำอาจเป็นความผิดตามม.271โดยยังไม่ถึงกับเป็นความผิดฐานฉ้อโกง การหลอดลวงโดยใช้วิธีอวด แสดงความเห็นหรือแสดงเจตนาในภายหน้า ถ้าไม่ตรงต่อความจริงใจแล้ว ก็เป็นการหลวงลวงตามม.271 เทียบฎีกา1131/2480)
4.ความผิดตามม.271 ไม่มีบัญญัติถึงปกปิดข้อความจริงซึ่งควรยอกให้แจ้ง อันม.341 ถือเป็นการหลวงลวงประการหนึ่ง ที่จริงการหลวงลวงหรือปกปิดข้อความจริง ก็เป็นการกระทำด้วยกันทั้ง2 มิใช้ละเว้น จึงอาจกระทำด้วยการงดเว้นได้ตามม.59 ว.ท้าย แต่ต้องเป็นการงดเง้นการซึ่งตนมีหน้าที่เปิดเผยเพื่อปกกันผลมิให้เกิดการหลวงผิด ม.271 จึงรวมถึงการไม่เปิดเผยข้อความอันตนมีหน้าที่ต้องเปิดเผยเช่นว่านี้ด้วย แต่การปกปิดข้อความจริงตามม.341 อาจมีความหมายกว้างออกไปไม่เฉพาะแต่ข้อความที่ตนมรหน้าที่ต้องเปิดเผย เพื่อปกกันผลตามม.59 ว.ท้ายเท่านั้น แม้ไม่ถึงกับมีหน้าที่ หากป็ยข้อความที่ตนควรบอกให้แจ้งอันเป็นเป็นเพียงหน้าที่ตามศีลธรรมก็ต้องด้วยม.341แล้ว
5.การหลอกลวงตามม.271เป็นการทำให้เกิดผล คือ หลงเชื่อและเป็นผลให้มีการขายเช่นเดียวกับหลวงลวง เป็นเหตุให้ได้ทรัพย์ไป
6.การหลอกลวงให้หลงเชื่อตามม.271กำจัดเฉพาะแหล่งกำหนด สภาพ ชนิด หรือปริมาณแต่ม.341 ไม่จำกัดว่าหลอกให้หลงเขื่อในข้อใด
7.ม.271ไม่มีเจตนาพิเศษคือ โดยทุจริตดันในม.341 เหตุนี้ถ้าการกระทำไม่มีเจตนาทุจริตก็ย่อมไม่ผิดฐานฉ้อโกงตามม.341 แต่เป็นความผิดตามม.271ได้ แต่ก็น่าสงสัยว่า การขายเป็นการได้ประโยชย์ ถ้าหลอกลวงขาย ประโยชน์ที่ได้จากการขายจะเป็นประโยชน์ที่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร ปม้จะหลอกขายของแก๊เขาก็ไม่อยากเสียเงินซื้อ ยังเป็นประดยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายอันเป็นทุจริงอยุ่นั้นเอง
---รวมความแล้วข้อแตกต่างที่แท้จริงซึ่งทำให้เป็นความผิดตามม.271นี้ โดยไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามม.341 ก็มีแต่เรื่องการหลอกลวงซึ่งอาจกระทำด้วยประการใดๆก็ได้ ไม่จำต้องแสดงข้อความเท็จ หรือปกปิดข้อความที่ควรบอกให้แจ้งเท่านั้น
โฆษณา