24 ก.ค. 2020 เวลา 07:05 • การศึกษา
บอบบี้ ฟิชเชอร์ เซียนหมากรุกชื่อก้องโลก ตอนที่ 1
รูปภาพ: https://movie.standardherb.com/robert-james-bobby-fischer/
สำหรับบางคน หมากรุกอาจจะเป็นแค่เกมกระดานธรรมดาที่ใช้เล่นสนุกเพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น แต่เจ้าของเรื่องราวในบทความนี้เขากลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะสำหรับเขา "หมากรุกคือชีวิต"
นี่คือเรื่องราวของผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งผู้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตให้กับหมากรุก แต่ท้ายที่สุดเขากลับต้องพบเจอกับชะตากรรมแสนเศร้าที่ไม่มีใครในโลกนี้จะเข้าใจ ... ติดตามเรื่องราวของ บ๊อบบี้ ฟิชเชอร์ นักหมากรุกอัจฉริยะผู้หันหลังให้กับโลกทั้งใบได้ที่ Main Stand
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในปี 1943 หลังจากที่ บ๊อบบี้ ฟิชเชอร์ ลืมตาดูโลก ณ เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และดูเหมือนว่าปัญหาแรกในชีวิตของเขาก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกันเลย เนื่องจากไม่มีข้อมูลใดสามารถยืนยันได้ว่าพ่อที่แท้จริงของเขาคือใครกันแน่ แต่ 2 คนที่มีโอกาสเป็นไปได้ที่สุดคือ ฮันส์-เกอร์ฮาร์ดท์ ฟิชเชอร์ และ พอล เนเมย์
ฮันส์-เกอร์ฮาร์ดท์ ฟิสเชอร์ เป็นนักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน และคือชายที่ใช้ชีวิตร่วมกับแม่ของ บ๊อบบี้ ในช่วงที่เขาเกิด ส่วน พอล เนเมย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวฮังการี ผู้เคยร่วมทำงานวิจัยกับ ฮานส์-อัลเบิร์ต ไอน์สไตล์ ลูกชายแท้ๆ ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตล์
แต่ไม่ว่าใครจะเป็นพ่อก็ถือว่า บ๊อบบี้ ฟิชเชอร์ เกิดขึ้นมาในครอบครัวของเหล่าหัวกะทิโดยแท้ เนื่องจาก เรจิน่า ฟิชเชอร์ แม่ของเขาที่เป็นชาวยิวอพยพนั้นสามารถใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่วถึง 6 ภาษา นอกจากนั้นยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาการแพทย์อีกด้วย
อีกหนึ่งประเด็นที่อยากให้ผู้อ่านทุกคนได้ทราบข้อมูล เนื่องจากอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับการหาข้อสรุปให้บทความนี้หลังจากอ่านจบคือ พอล เนเมย์ ชายอีกคนที่มีโอกาสจะเป็นพ่อของ บ๊อบบี้ นั้น ถึงแม้สมองด้านวิชาการของเขาจะเข้าขั้นอัจฉริยะ แต่ก็มีรายงานว่าเขามีอาการป่วยทางจิตด้วยเช่นกัน
"สารสื่อประสาทด้านความคิดสร้างสรรค์ของ เนเมย์ ทำงานอย่างมีปัญหา เป็นความเจ็บป่วยทางสมองที่อาจส่งผลกระทบต่อสารอื่นๆ และชีวิตประจำวัน" ดร. โจเซฟ พอนล็อตโต (Dr. Joseph Ponterotto) แพทย์ผู้เขียนชีวประวัติของ บ๊อบบี้ กล่าว
การเกิดมาในครอบครัวของอัจฉริยะ ส่งผลให้ บ๊อบบี้ กลายเป็นอัจฉริยะตามไปด้วย โดยมีรายงานว่าไอคิวของเขานั้นสูงถึง 181 เลยทีเดียว
หลังจากที่ลืมตาดูโลกได้เพียง 2 ปี ฮันส์-เกอร์ฮาร์ดท์ ฟิสเชอร์ ก็ได้แยกทางกับ เรจิน่า ทำให้เธอต้องสวมบทแม่เลี้ยงเดี่ยว ดูแลทั้ง บ๊อบบี้ และ โจแอน ลูกสาวคนโตเพียงลำพัง เธอจึงตัดสินใจย้ายที่อยู่จากชิคาโก มาลงหลักปักฐานในมหานครนิวยอร์ก ย่านบรูกลิน
ด้วยความที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ทำให้ เรจิน่า ไม่มีเวลาดูแลลูกๆ ของเธอเท่าไรนัก เนื่องจากเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงาน ทำให้ บ๊อบบี้ และ โจแอน เติบโตขึ้นมาอย่างค่อนข้างโดดเดี่ยว ไม่ได้รับความอบอุ่นเท่าที่ควร บ๊อบบี้ จำเป็นต้องหากิจกรรมต่างๆ มาทำเพื่อเติมเต็มช่องว่างที่เว้าแหว่งในจิตใจของตัวเอง และก็เป็นตอนนั้นเองที่เขาได้รู้จักกับ "หมากรุก" เป็นครั้งแรก
บ๊อบบี้ มีกระดานหมากรุกกระดานแรกในชีวิตตั้งแต่อายุ 6 ขวบ โดย โจแอน พี่สาวของเขาซื้อให้เป็นของขวัญ และสอนวิธีการเล่นพื้นฐานให้หลังจากก็เหมือนกับสมองอัจฉริยะและพรสวรรค์ในเกมกระดานชนิดนี้ของ บ๊อบบี้ จะถูกปลดสลักออก ทุกอย่างพรั่งพรูออกมาเหมือนเขื่อนแตก
เมื่อได้รู้จักกับหมากรุก บ๊อบบี้ ก็ไม่เคยถอยห่างออกจากมันอีกเลย ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด แต่เขาหลงรักเกมชนิดนี้มากๆ เขาเล่นมันตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนรับประทานอาหาร ที่โรงเรียน หรือแม้กระทั่งตอนอาบน้ำในอ่างเขาก็แบกกระดานหมากรุกไปด้วย นอกจากนั้นเวลาที่เหลือเขาก็ยังทุ่มเทไปกับการอ่านตำราศึกษาวิธีการเล่นหมากรุก เรียกได้ว่านับตั้งแต่ 6 ขวบเป็นต้นมา ชีวิตของ บ๊อบบี้ ฟิชเชอร์ ก็มีหมากรุกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถึงขั้นที่ เรจิน่า ผู้เป็นแม่ต้องพยายามพูดเกลี้ยกล่อมให้ลูกชายของเธอไปหาอะไรทำอย่างอื่นบ้าง แต่ก็ไม่เป็นผล
มีนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์หลายคนแสดงความคิดเห็นว่า สาเหตุที่ทำให้ บ๊อบบี้ คลั่งไคล้ในเกมหมากรุกขนาดนี้ เนื่องจากมันเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้เขาหลบหนีจากชีวิตอันเปลี่ยวเหงา โดดเดี่ยว และแปลกแยกในโลกแห่งความเป็นจริงได้
"ชีวิตนี้มีแค่ผมกับหมากรุกเท่านั้น มันยากที่จะแยกพวกเราออกจากกัน" บ๊อบบี้ ได้ออกมาเล่าถึงเรื่องนี้ในภายหลัง
หนึ่งเหตุการณ์ที่สามารถบอกเล่าความคลั่งไคล้ต่อเกมหมากรุกของ บ๊อบบี้ ได้เป็นอย่างดี เกิดขึ้นในตอนที่เขาอายุ 19 ปี มีนักข่าวผู้คร่ำหวอดในวงการหมากรุกมานานนามว่า เฮนรี่ สต็อกโฮลด์ ได้พา บ๊อบบี้ ไปซื้อบริการโสเภณี เพื่ออยากให้เขาได้รู้จักรสชาติอื่นของชีวิตบ้าง แต่เมื่อเสร็จกิจ บ๊อบบี้ กลับพูดว่า
"หมากรุกดีกว่าตั้งเยอะ"
หลังจากที่รู้จักกับหมากรุกได้ไม่นาน บ๊อบบี้ ก็เริ่มโชว์ความอัจฉริยะในเกมชนิดนี้ให้โลกได้ประจักษ์ เพราะเมื่ออายุเพียง 12 ปี บ๊อบบี้ ก็กลายเป็นผู้เล่นที่เก่งที่สุดใน Manhattan Chess Club สมาคมนักเล่นหมากรุกที่โด่งดังที่สุดในนิวยอร์กเป็นที่เรียบร้อย โดยทุกคนต่างขนานนาม บ๊อบบี้ ว่า "เด็กชายหุ่นยนต์" (The Robot Boy)
"บ๊อบบี้เป็นฟองน้ำ ทุกครั้งที่เขาเดินเข้าไปในคลับเขาจะสังเกตทุกคนในห้อง จดจำทุกสิ่ง เรียนรู้ทุกอย่างที่ขวางหน้า ดูดซับเข้าสู่ตัวเอง" อัลเลน คัฟแมน (Allen Kaufman) หนึ่งในเพื่อนสมัยเด็กของ บ๊อบบี้ เล่าย้อนความหลัง
หลังจากนั้นหนึ่งปี เมื่ออายุ 13 บ๊อบบี้ ก็กลายเป็นแชมป์การแข่งขันหมากรุก United States Junior Championship ที่เด็กที่สุดในประวัติศาสตร์ ในปีต่อมา บ๊อบบี้ ไม่เพียงป้องกันแชมป์ประเภทเยาวชนสำเร็จ แต่เขายังสามารถคว้าแชมป์ United States Championships ซึ่งเป็นการแข่งขันประเภทบุคคลทั่วไปได้อีกด้วย โดยตลอดการแข่งขัน 13 เกมในเส้นทางของการคว้าแชมป์ เขาชนะไปถึง 8 เกม เสมอ 5 เกม และไม่แพ้แม้แต่เกมเดียว
หนึ่งในเกมที่ดีที่สุดของ บ๊อบบี้ คือการเอาชนะ โดนัลด์ ไบรน์ หนึ่งในนักหมากรุกฝีมือดีที่สุดของสหรัฐอเมริกาในเวลานั้น ซึ่งอายุมากกว่าตัวเขาถึง 3 เท่า โดยเกมดังกล่าวได้รับการยกย่องว่าเป็น "เกมแห่งศตวรรษ" เลยทีเดียว
"เขาตอบโต้การเล่นของผมได้อย่างยอดเยี่ยม เขายอมเสียสละควีนเพื่อที่จะเอาชนะผม บ๊อบบี้ ไม่เคยแอบซ่อนแผนการในใจ เขาโจมตีมาตรงๆ เสมอ เขาทำทุกอย่างบนกระดานให้ดูง่าย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เลย" ไบรน์ ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี เขายอมแพ้ตั้งแต่ตัวหมากของเขายังนำอยู่ด้วยซ้ำ คนทั่วไปอาจจะดูไม่ออก แต่เขารู้ดีว่าขืนเล่นต่อไปยังไงก็ต้องตกเป็นเหยื่อให้ บ๊อบบี้ บดขยี้อย่างแน่นอน
ในฝั่งของ บ๊อบบี้ หลังจากที่กลายเป็นยอดฝีมือที่ทุกคนจับตามอง พฤติกรรมของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงทีละน้อย เขากลายเป็นคนโผงผาง หยิ่งยโส ไม่สนใจใครนอกจากตัวเอง
"ผมรู้สึกมีความสุขมากที่เห็นคู่ต่อสู้ต้องดิ้นรน และทิฐิอัตตาทุกอย่างในจิตใจพังทลายลงมา" นี่คือสิ่งที่ บ๊อบบี้ กล่าวหลังจากได้รับชัยนะ
ในเรื่องพฤติกรรมของ บ๊อบบี้ ได้มีนักจิตวิทยาสมัยใหม่หลายคนออกมาแสดงความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า เดิมทีการที่ บ๊อบบี้ เป็นคนโดดเดี่ยว นั่นทำให้เขายึดติดกับสิ่งเดียวในชีวิตอย่างหมากรุกเป็นอย่างมาก เขาไม่อยากแพ้ ... ไม่สิ จะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นสิ่งยึดเหนี่ยวในจิตใจจะพังทลายลงมา และยิ่งเขาเก่งขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนก็สนใจแต่เรื่องหมากรุกของเขา ยกย่องเขา โดยมองข้ามแง่มุมหรือมิติอื่นของชีวิตเขาไป สิ่งนี้ทำให้ บ๊อบบี้ ที่โดดเดี่ยวอยู่แล้ว ยิ่งโดดเดี่ยวขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตามชีวิตของ บ๊อบบี้ ที่เริ่มแย่ก็พอที่จะเลี้ยวกลับเข้ามาสู่เส้นทางที่ถูกต้องได้ ถ้าความอัจฉริยะด้านหมากรุกไม่นำพาเขาเข้าสู่การเป็นเครื่องมือในเกมการเมืองเสียก่อน
ติดตามตอนต่อไป....
อ้างอิง: mainstand
โฆษณา