26 ก.ค. 2020 เวลา 08:46 • การศึกษา
บอบบี้ ฟิชเชอร์ เซียนหมากรุกชื่อก้องโลก ตอนจบ
Photo: mainstand
หลังกลับจากประเทศไอซ์แลนด์ บ๊อบบี้ ที่กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ขวัญใจมหาชนชาวอเมริกันไปแล้ว กลับทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาปฏิเสธเงินจำนวนหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ผู้สนับสนุนต้องการจะมอบให้ ปฏิเสธการกล่าวสุนทรพจน์ หรือแม้กระทั่งการเซ็นลายเซ็นลงบนกระดานหมากรุกให้กับเหล่าแฟนคลับเขาก็ไม่ยินดี
ยิ่งไปกว่านั้นแม้แต่โลกแห่งหมากรุกที่เขาหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใด เขาก็ยังละทิ้งมันไปด้วย ไม่มีใครคาดคิดว่าการแข่งขันระหว่าง บ๊อบบี้ กับ สปัสสกี ในปี 1972 จะกลายเป็นการแข่งขันต่อหน้าสาธารณะชนครั้งสุดท้าย ก่อนที่เขาจะหายหน้าไปนานกว่า 20 ปี
"หลังจากปี 1972 เป็นต้นไป โลกได้สูญเสียผลงานศิลปะชิ้นสำคัญไปตลอดกาล ถ้าเขา (บ๊อบบี้) ยังปกติดี เชื่อว่าเขาต้องสรรค์สร้างงานศิลปะบนกระดานหมากรุกอีกมากมายแน่นอน" บรูซ แพนโดลฟินี นักวิชาการด้านหมากรุกสากลกล่าว
ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดของการปลีกตัวหลีกหนีสังคมของ บ๊อบบี้ เผยออกมา แต่ก็คาดเดาได้ไม่ยากกว่าสภาพจิตใจอันเปราะบางของเขานั้นคงจะรับกับชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศต่างๆ ที่เข้ามาไม่ไหว เนื่องจาก บ๊อบบี้ ไม่ใช่คนประเภททะเยอทะยานไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้ เขาแค่ต้องการเล่นหมากรุกอย่างเงียบๆ เท่านั้น
แม้แต่ในปี 1975 ที่ถึงคิว บ๊อบบี้ ต้องป้องกันแชมป์โลกหมากรุก (ขณะนั้น การแข่งขันหมากรุกชิงแชมป์โลกจะมีขึ้นทุก 3 ปี) ที่ได้มากับ อนัตลอย คาปอฟ เขาก็ส่งมาแค่จดหมาย พร้อมกับข้อเรียกร้อง 179 ข้อถ้าจะให้เขากลับมาป้องกันแชมป์ ... แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำตามข้อเรียกร้องดังกล่าว จนสุดท้ายก็ถูกยึดตำแหน่งแชมป์กลับคืนไป โดยที่ยังไม่ได้ขยับเดินหมากเลยแม้แต่ตาเดียว
"ผมคิดว่าเขาคงรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้" แชมป์โลกคนใหม่อย่าง คาปอฟ กล่าว เขาเองก็ไม่รู้สึกยินดีนักที่ได้แชมป์มาด้วยวิธีนี้
หลังจากนั้น บ๊อบบี้ ก็ใช้ชีวิตอย่างคนไร้ถิ่นฐาน ร่อนเร่ไปเรื่อยๆ ตามแต่โชคชะตาฟ้าลิขิต เรียกได้ว่าในตอนนี้ความคิดของ บ๊อบบี้ นั้นอยู่เหนือความเข้าใจตามสามัญสำนึกทั่วไปจะเข้าใจได้แล้ว นอกจากนั้นเขายังมีอคติกับจิตแพทย์ ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมา บ๊อบบี้ จึงไม่เคยได้รับการรักษาวินิจฉัยอย่างจริงจังเลย มีเพียงการคาดเดาของแพทย์ผ่านข้อมูลที่ได้รับจากสื่อเท่านั้นว่าอาการที่ บ๊อบบี้ เป็นอยู่ มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรค Monomania (ความผิดปกติทางจิตใจที่ส่งผลกระทบต่อการรับมือกับสภาพแวดล้อมภายนอก)
"มีคนพบเห็นเขาอาศัยอยู่ในห้องเช่าราคาถูกในลอสแอนเจลิส และเขามักจะออกมานั่งรถบัสประจำทางสายลอสแอนเจลิส-พาซาดีน่า โดยระหว่างนั้นเขาจะนั่งอ่านตำราหมากรุกที่มุมหนึ่งของรถอย่างเงียบๆ ไปด้วย" คำบอกเล่าของ อีวาน สโลตารอฟ นักเขียนจาก Esquire
จนกระทั่งเวลาเคลื่อนเข้าสู่ปี 1992 หรือ 20 ปีหลังจากการแข่งขันที่ประเทศไอซ์แลนด์ บ๊อบบี้ ก็ปรากฏตัวขึ้นในโลกหมากรุกอีกครั้ง โดยเขาได้ตอบรับข้อเสนอมูลค่า 5 ล้านยูโร จากนักธุรกิจชาวเซอร์เบียนามว่า เจดิเมียร์ วาสเจวิค เพื่อ "ศึกรีแมตช์" ระหว่างเขากับ สปัสสกี โดยการแข่งขันครั้งนี้ไม่มีสมาคมไหนรองรับ เป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งที่จัดขึ้นโดยมีเงินเป็นตัวกลางเท่านั้น สังเวียนคือ Sveti Stefan รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ณ ประเทศยูโกสลาเวีย
ไม่มีข้อยืนยันที่แน่ชัดถึงสาเหตุที่ บ๊อบบี้ ตอบรับข้อเสนอดังกล่าวทั้งๆ ที่หายหน้าไปจากโลกหมากรุกนานกว่า 20 ปี แต่มีการคาดเดากันว่า บ๊อบบี้ น่าจะต้องการเงินมาเพื่อจุนเจือในการใช้ชีวิต เขากำลังถังแตกอย่างหนัก และเงินรางวัลที่เขาได้จากการชนะ สปัสสกี เมื่อ 20 ปีก่อนเขาก็บริจาคให้กับโบสถ์แห่งหนึ่งในกรุงเรคยาวิกจนหมดเกลี้ยงไปแล้ว
แต่เพียงแค่งานแถลงข่าวก็เป็นเรื่องเสียแล้ว เมื่อ บ๊อบบี้ นำจดหมายจากทางการสหรัฐอเมริกามาให้สื่อมวลชนดู โดยเนื้อความในนั้นระบุว่าถ้า บ๊อบบี้ ตกลงตอบรับการแข่งขันนี้ จะมีความผิดต่อกฎหมายอเมริกา เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวสหรัฐอเมริกากำลังคว่ำบาตรยูโกสลาเวียอยู่ ในฐานะที่เป็นพลเมืองอเมริกา การกระทำที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจยูโกสลาเวียให้ดีขึ้นล้วนเป็นความผิด
แน่นอนว่า บ๊อบบี้ ไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นเขายังฉีกเอกสารดังกล่าวพร้อมถ่มน้ำลายใส่อย่างบ้าคลั่งต่อหน้าสื่อมวลชนกว่า 150 ชีวิต นั่นหมายความว่าต่อจากนี้ถ้าเขาเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา เขาจะถูกจับกุมตัวทันที
การแข่งขันรีแมตช์ระหว่าง บ๊อบบี้ กับ สปัสสกี ไม่มีอะไรให้น่าจดจำ เทียบไม่ได้เลยกับเมื่อ 20 ปีก่อน ครั้งนี้ทั้งคู่เหมือนมาเล่นให้มันจบๆ ไป บ้างก็มีข้อมูลรายงานว่า สปัสสกี รู้สึกสงสาร บ๊อบบี้ อย่างมาก จึงยอมปล่อยให้เขาชนะไปอย่างสบายๆ อย่างไรก็ตามตัวของ สปัสสกี เองก็ไม่เคยออกมายืนยันถึงข้อเท็จจริงนี้
หลังจากการแข่งขันครั้งนี้จบลง เมื่อกลับมาตุภูมิบ้านเกิดตัวเองไม่ได้ บ๊อบบี้ ก็เลือกที่จะพเนจรไปเรื่อยๆ ตามเมืองต่างๆ ทั่วโลก โดยไม่หวนกลับสู่อเมริกาอีกเลยแม้กระทั่งวันที่ แม่ และ พี่สาวของเขาเสียชีวิต
มีคนพบเห็นเขาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงบูดาเปสต์ เมืองหลวงประเทศฮังการีในช่วงปลายยุค 90s หลังจากนั้นในปี 2001 บ๊อบบี้ ได้ไปออกรายการวิทยุแห่งหนึ่งในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ พร้อมแสดงทัศนคติที่ใครได้ฟังก็คงรู้สึกโกรธ ... แต่ในอีกมุมหนึ่งก็น่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันคือเครื่องยืนยันว่าสติและจิตใจของ บ๊อบบี้ ในตอนนี้แหลกละเอียดไม่มีชิ้นดีแล้ว
"ผมว่ามันเป็นข่าวดีนะ" บ๊อบบี้ พูดถึงเหตุการณ์ 9/11 ที่เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001
"หลังจากนี้ประเทศจะถูกปกครองด้วยทหาร และพวกเขาจะจับชาวยิวทั้งหมดมาสังหารหมู่"
มีรายงานว่า บ๊อบบี้ ใช้ชีวิตอย่างเพลย์บอยเจ้าสำราญในขณะอาศัยอยู่ที่ฟิลิปปินส์ นอกจากนั้นยังมีข้อมูลเพิ่มเติมว่าเขาได้ให้กำเนิดทายาทกับหญิงสาวที่ชื่อ มารีลีน ยัง แต่จนถึงวันนี้ก็ไม่มีการยืนยันถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว
หลังจากอยู่ฟิลิปปินส์ได้ครู่หนึ่ง บ๊อบบี้ ก็ย้ายถิ่นฐานสู่แดนอาทิตย์อุทัย ประเทศญี่ปุ่น โดยที่นั่นเขาได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ มิยาโกะ วาตาอิ ประธานสมาคมหมากรุกญี่ปุ่น แต่ทั้งคู่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสหรือมีบุตรด้วยกัน จนกระทั่งในปี 2004 บ๊อบบี้ ก็ถูกตำรวจญี่ปุ่นจับกุมในข้อหาพยายามออกนอกประเทศด้วยหนังสือเดินทางปลอม
บ๊อบบี้ ต้องใช้ชีวิตอยู่หลังลูกกรงประมาณ 9 เดือน และหลังจากที่เขาได้รับอิสรภาพจุดหมายปลายทางต่อไปซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายในชีวิตคือ กรุงเรคยาวิก ประเทศไอซ์แลนด์ สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลานประลองที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปตลอดกาล เนื่องจากรัฐบาลประเทศไอซ์แลนด์ยินดีที่จะมอบสถานะพลเมืองให้
เมื่อเดินทางถึงไอซ์แลนด์ บ๊อบบี้ก็เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ไม่ปรากฏข่าวคราวใดๆ ให้สาธารณชนได้รับทราบอีก จนกระทั่งในปี 2008 เขาก็ได้เสียชีวิตลงด้วยอาการไตวาย
บ๊อบบี้ ฟิชเชอร์ สิ้นใจอย่างสงบในวัย 64 ปี เท่ากับจำนวนตารางบนกระดานหมากรุกพอดิบพอดี
ก่อนจะหมดลมหายใจ บ๊อบบี้ ได้กล่าวคำสั้นๆ ที่มีความหมายยิ่งใหญ่ เป็นภาพสะท้อนเรื่องราวชีวิตของเขาทั้งหมดแก่หมอที่ทำการรักษาเขาไว้ว่า
"ไม่มีอะไรที่จะเยียวยาได้ดีไปกว่าสัมผัสที่มนุษย์มอบให้แก่กัน"
อ้างอิง: mainstand
โฆษณา